Advertisement
Business

เจาะลึกเรื่อง ‘การขุดบิทคอยน์’ เทรนด์ธุรกิจใหม่ในยุคแห่งการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

By: BAO November 19, 2021

ช่วงนี้การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) กำลังเป็นเทรนด์ที่นักลงทุนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ต่างให้ความสนใจ หลายคนหวังทำกำไรจากการครอบครองสกุลเงินคริปโต (Cryptocurrency) เช่น Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH) หรือ Cardano (ADA) และมีหลายคนเช่นกันที่ผันตัวเองมาเป็น ‘นักขุดคริปโต’ (Cryptocurrency Miner) ส่งผลให้การ์ดจอคอมพิวเตอร์กลายเป็นของมีราคาและหายากมากขึ้น UNLOCKMEN จึงอยากพาทุกคนไปรู้จักกับอาชีพใหม่ Cryptocurrency Miner พร้อมแนะนำเคล็ดในการตัดสรรเครื่องชุดเพื่อให้ทุกคนสามารถเริ่มเข้าสู่วงการขุดได้ตั้งแต่วันนี้

การขุดคริปโต คือ อะไร

เวลาเกิดการตัดสินใจลงทุนในสกุลเงินคริปโต เช่น มีคนซื้อใช้เงินซื้อเหรียญคริปโต ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนดังกล่าวจะถูกจัดเก็บในรูปแบบของ Block ใน Blockchain ของคริปโตนั้น ๆ แต่เนื่องจาก Blockchain เป็นระบบที่ไม่มีตัวกลางในการตรวจสอบการทำธุรกรรม Block จึงไม่สามารถเกิดขึ้นโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ ต้องมีคนในเครือข่ายมาทำหน้าที่ตรวจสอบการทำธุรกรรมดังกล่าว หรือ ที่เราเรียกคนกลุ่มนี้ว่าเป็น ‘นักขุด’ (Miner)

พวกเขาต้องมาแข่งกันแก้สมการคณิตศาสตร์ที่มีความซับซ้อนสูงโดยใช้พลังประมวลผลของคอมพิวเตอร์ เพื่อหาเลข ‘Hash Number’ ของ Block ที่กำลังถูกสร้างใหม่ขึ้น หากคอมเครื่องไหนมีความสามารถในการประมวลผลที่ดีที่สุดจนสามารถแก้ไขสมการได้เป็นเครื่องแรก เจ้าของคอมเครื่องนั้นจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินคริปโต และทำให้การทำธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์

เราเรียกวิธีการดูแลความปลอดภัยแบบนี้ว่าเป็น Proof-of-Work (PoW) ซึ่งเป็นระบบที่คริปโตรุ่นเก่าชอบใช้กัน เช่น Bitcoin หรือ Ethereum ระบบนี้ถูกเปรียบเทียบว่าเหมือนกับการขุดทอง เพราะต้องเกิดการลงแรงและพลังงานเพื่อให้ได้มาซึ่งทองคำ หรือ เหรียญคริปโตใหม่ในระบบ

แต่ปัจจุบันได้มีการนำระบบนี้มาพัฒนาใหม่ในชื่อว่า Proof-of-Stake (PoS) เพื่อปิดช่องโหว่ของ PoW โดยมีการกำหนดเงื่อนไขของ ผู้รับรองธุรกรรม (Validator) เช่น ต้องมีเงินฝากขั้นต่ำในสกุลเงินดิจิทัลที่ต้องการขุด เป็นต้น กล่าวคือ ยิ่งมีเงินคริปโตมาก ยิ่งมีอำนาจในการขุดมากก็ว่าได้ สกุลเงินคริปโตที่ใช้ PoS ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินดิจิทัลใหม่ เช่น Cosmos (ATOM), Cardano (ADA), Polkadot (DOT), Solana (SOL), VeChain (VET) หรือ Tezos (XTZ)

แม้ระบบนี้จะช่วยให้นักขุดใช้กำลังคอมพิวเตอร์น้อยลง และเกิดการทำธุรกรรมที่รวดเร็วขึ้น แต่ก็มีการเถียงกันว่า PoS อาจขัดกับหลักการของ Blockchain ที่เป็นเครือข่ายไร้ตัวกลาง เพราะคนที่มีเงินฝากหรือส่วนแบ่งในคริปโตมาก อาจผูกขาดการเป็น Validator และมีอำนาจในเครือข่ายคริปโตมากกว่าคนอื่น

การขุดคริปโตถูกออกแบบมาให้ยากขึ้นตามจำนวนนักขุดที่มีมากขึ้น ปัจจุบันการขุดคริปโตจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนสมัยก่อน อย่างในปี 2009 เราสามารถขุด Bitcoin ได้โดยใช้เพียง CPU ส่วนตัวเพียงเครื่องเดียว แต่ปัจจุบันเราอาจต้องใช้ GPU หลายสิบตัวในการขุด

ดังนั้น ถ้าใครอยากเข้าสู่วงการขุดคริปโตควรหาความรู้เรื่องสกุลเงินที่ตัวเองต้องการขุด และศึกษาอุปกรณ์ที่ใช้ในการขุดให้ดี

 

วิธีการเลือกเครื่องขุดคริปโต (Mining Rig)

ก่อนที่จะเริ่มขุดเงินดิจิทัล สิ่งแรกที่เราควรคิดถึงคือ ความคุ้มค่าในการลงทุน เพราะปัจจุบันเราต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพสูงในการขุด Bitcoin หากต้นทุนมันสูงเกินไป การลงทุนก็คงไม่คุ้มค่า หากใครคิดว่ามันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง ก็ลองมาพิจารณาเรื่องอุปกรณ์ในการขุดเงินดิจิทัล (Mining Rigs) ซึ่งปัจจุบันมีการใช้คอมพิวเตอร์ 3 ประเภท ได้แก่ CPU, GPU และ ASIC ซึ่งแต่ละประเภทจะเหมาะกับการจุดคริปโตไม่เหมือนกัน

 

CPU

หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) นับเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กันในยุคแรกที่การแข่งขันยังไม่สูง และปัจจุบันนักขุดไม่ค่อยนิยมใช้กัน เพราะประสิทธิภาพในการขุดสู้ GPU หรือ ASICS ไม่ได้ แต่ก็มีบางสกุลเงินคริปโตที่ต่อต้านคอมพิวเตอร์พลังประมวลผลสูงเหมือนกัน เช่น Monero (XMR) ที่ใช้อัลกอริทึมการขุดชื่อว่า RandomX ที่มีคุณสมบัติ ASIC-resistant ซึ่งช่วยให้นักขุดต้นทุนน้อยมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

ถ้าเราอยากขุดคริปโตด้วย CPU สิ่งแรกที่เราต้องสนใจ คือ อัตราประมวลผลในการขุด หรือ Hash Rate ของ CPU ที่เราจะนำมาใช้ในการขุด เพราะยิ่ง CPU มี Hash Rate สูงเท่าใด คอมพิวเตอร์จะยิ่งแก้สมการได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น นักขุดส่วนใหญ่นิยมใช้ CPU ของ AMD เพราะมันให้ค่า Hash Rate ที่สูง เช่น EPYC 7502P ที่ให้ค่า Hash Rate 23.9 kh/s หรือ
Ryzen Threadripper 3970X ที่ให้ค่า Hash Rate 19.9 kh/S

นอกจากเรื่องของอัตราประมวลผลแล้ว สิ่งเราควรสนใจด้วย คือ ระบบทำความเย็น เพราะ CPU มีค่า Hash Rate ต่ำ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิด Overheat ในระหว่างการขุดได้ ดังนั้น การลงทุนในระบบทำความเย็นที่มีคุณภาพจึงจำเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำเหมือนกัน เช่น Noctua NF-P14s  หรือ ARCTIC P12

 

GPU

หน่วยประมวลผลกราฟิกส์ (GPU) เป็นอุปกรณ์ในการขุดคริปโตที่มีความสามารถมากกว่า CPU เพราะ GPU ถูกออกแบบมาเพื่อประมวลผลวิดีโอ ซึ่งเป็นภารกิจที่ใช้ต้องทำซ้ำไปซ้ำมา (Repetitive Work) โดย GPU ต้องสั่งให้แต่ละ Pixel ที่อยู่บนหน้าจอแสดงผลแบบเดียวกันหมด GPU จึงมาพร้อมกับ Arithmetic Logic Units (ALU) จำนวนมาก เพื่อให้มันสามารถทำงานที่ต้องทำซ้ำไปซ้ำมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเรนเดอร์ภาพ หรือ การแก้ไขสมการเลข

นักขุดมักเชื่อมต่อ GPU จำนวนมากเข้ากับ Motherboard ของคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการขุดเหรียญคริปโต ซึ่ง GPU ที่ใช้กันส่วนใหญ่จะเป็นของ Nvdia และ AMD เช่น Radeon RX 5700 XT ที่มาพร้อมกับ Hash Rate ที่สูงถึง 54 MH/s หรือ GeForce RTX 3060 Ti ที่มาพร้อมกับ Hash Rate ที่สูงถึง 60MH/s

นอกจากเรื่องของ GPU แล้ว สิ่งเราควรสนใจอีกอย่าง คือ Motherboard ที่สามารถรองรับ GPU ได้ 6 หน่วยขึ้นไป เช่น Asus B250 Mining Expert ที่สามารถรองรับ GPU ได้มากถึง 19 หน่วย หรือ Asus ROG Strix Z270E ที่สามารถรองรับ GPU ได้ 7 หน่วย รวมไปถึงเรื่องแหล่งจ่ายพลังงาน (Power Supply) ที่ทำให้เครื่องขุดสามารถรันได้ยาวนานไม่มีสะดุด

นอกจากนี้เราควรใส่ใจกับเรื่องของเคสที่สามารถบรรจุ GPU ได้หลายตัว เช่น และเรื่องของ Power Supply ที่สามารถทดแทนพลังจำนวนมากที่เสียไปจากการขุดคริปโตได้อย่างเพียงพอ โดยเวลาเลือกซื้อ Power Supply เราควรพิจารณาเรื่องความทนทานและประสิทธิภาพในการทำงาน โดย Power Supply ที่ดีควรรับ Input ได้  230V เช่น  Fractal Design Ion+ 560 Platinum หรือ FSP Hydro G PRO 850W Gold

 

ASIC

คอมพิวเตอร์ที่เรียกได้ว่าเป็นเจ้าแห่งการขุดเหรียญคริปโต คือ ASIC (Application-Specific Integrated Circuit) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการขุดคริปโตโดยเฉพาะ มันจึงมีราคา และค่า Hash Rate ที่สูงมาก เช่น Antminer S19 ที่มีค่า Hash Rate สูงถึง 95 TH/s หรือ Whatsminer M30S ที่มีค่า Hash Rate อยู่ที่ 90 TH/s อย่างไรก็ตาม ASIC ก็เป็นเครื่องขุดที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ขุดเหรียญเพียงสกุลเดียวเท่านั้น อย่าง Antminer S19 และ Whatsminer M30S ก็เป็นเครื่องที่ไว้ใช้ขุด Bitcoin เท่านั้น ดังนั้น เวลาที่เราเลือกซื้อ ASIC เราควรสนใจเรื่องอัลกอริทึมในการขุดของมันด้วย

 

เริ่มต้นขุดคริปโต

เมื่อเราเตรียมอุปกรณ์รวมถึงติดตั้งระบบทำความเย็นเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เราควรทำ คือ ให้ไปเปิดกระเป๋าตังออนไลน์เพื่อใช้ในการเก็บสะสมเงินคริปโตซะก่อน ซึ่งปัจจุบันก็มีผู้ให้บริการกระเป๋าตังดิจิทัลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Exodus, Electrum, Coinbase หรือ Ledgar Nano X ลองดูว่าเจ้าไหนที่สอดคล้องกับความสนใจของเรา

ต่อมาให้เราศึกษาและคัดเลือกซอฟทแวร์ที่จะนำมาใช้ในการขุดคริปโต เช่น CGMiner, BFGMiner หรือ MultiMiner

สุดท้าย คือ เข้าร่วม Mining Pool ซึ่งเป็นกลุ่มของนักขุดที่มารวมตัวกันเพื่อช่วยกันขุดคริปโต โดยสมาชิกแต่ละคนจะช่วยกันแชร์ประสิทธิภาพในการขุด เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้น และนำรางวัลที่จากการขุดมาแบ่งปันกันในหมู่สมาชิก วิธีนี้จะช่วยให้เรามีโอกาสชนะมากกว่าอยู่คนเดียว ในยุคที่การแข่งขันสูง

ทั้งหมดนี้ก็เป็นความรู้เกี่ยวกับการขุดคริปโตที่เราอยากแชร์ให้ทุกคนทราบกัน เราหวังว่ามันจะช่วยให้หลายคนเห็นโอกาสทางธุรกิจ และเกิดความสนใจในโลกสกุลเงินคริปโตมากขึ้น 


Appendix: 1 / 2 / 3 / 4 / 5 / 6

Image: 1 / 2 / 3 / 4   

BAO
WRITER: BAO
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line