Entertainment

สมการรอคอย! การกลับมาของ SNOW PATROL หลังจากฟรอนต์แมนเผชิญกับช่วงเวลาเลวร้าย

By: april May 18, 2018

หลายครั้งที่ชีวิตของเราเผชิญกับปัญหาสารพัดรูปแบบที่เข้ามาทดสอบ อาจจะผ่านไปได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่สิ่งสำคัญคือเราได้เผชิญหน้ากับมันและเรียนรู้จากบทเรียนและบาดแผลที่ได้รับ แม้จะฝากแผลเป็นเอาไว้ แต่มันก็คือสิ่งที่คอยย้ำเตือนว่าเราได้อะไรบางอย่างกลับมาจากการต่อสู้กับปัญหาครั้งนี้ 

เช่นเดียวกับ “Gary Lightbody” ฟรอนต์แมนจาก Snow Patrol ที่ต้องเผชิญกับปัญหาเกี่ยวกับจิตใจ จนเขาไม่อาจทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ เขาต้องพักงานเพลงของวงเอาไว้ และในวันนี้ที่เขากลับมาอีกครั้ง พร้อมผลงานใหม่จากวง UNLOCKMEN อยากจะนำเสนอเรื่องราวระหว่างที่เขาต้องต่อสู้กับสภาพจิตใจที่ไม่แข็งแรง ว่าเขาผ่านมันมาได้ยังไงและในวันที่เขากลับมาอีกครั้งพร้อมผลงานใหม่ล่าสุด จะเป็นยังไงบ้างมาดูกัน

ทำความรู้จักกับ Snow Patrol

คอเพลงอัลเทอร์เนทีฟร็อกคงคุ้นเคยกับวงไอริชวงนี้ดี เจ้าของผลงานฮิตติดหูอย่าง Chasing Cars, Signal Fire, Run ซึ่งวงนี้ได้รวมตัวกันตั้งแต่สมัยที่พวกเขายังเรียนมหาวิทยาลัยในปี 1994 ก่อนจะมาประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงเป็นเจ้าของเพลงฮิตได้อย่างทุกวันนี้ พวกเขาต้องผ่านการออกอัลบั้มมาไม่รู้เท่าไหร่ ตั้งแต่อัลบั้ม EP ในตอนแรก และ 2 อัลบั้มกับค่ายเก่าอย่าง Songs for Polarbears และ When It’s All Over We Still Have to Clear Up แม้จะเป็นอัลบั้มอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จนัก

จนพวกเขาย้ายค่ายในปี 2003 และออกอัลบั้ม Final Straw ที่ยอดขายถล่มทลาย สมกับที่พวกเขาล้มลุกคลุกคลานมานานหลายอัลบั้ม ตอกย้ำความสำเร็จของพวกเขาในปี 2006 ด้วยอัลบั้ม Eyes Open ที่บรรจุเพลงฮิตไว้มากมายจนยอดขายทะลุปรอทไม่แพ้กัน และวงก็ยังมีผลงานออกมาให้ฟังเรื่อย ๆ อีกสองอัลบั้ม จนกระทั่งอัลบั้มล่าสุดหลังจากหายหน้าหายตาไปถึง 7 ปี

ชีวิตส่วนตัวของ “แกรี่” ฟรอนต์แมนของวง

เอาจริง ๆ เขาก็เหมือนเด็กหนุ่มทั่วไปที่สนใจในดนตรี จนได้รวมตัวกับเพื่อนเพื่อตั้งวงดนตรีขึ้นมา อย่างเขาเองก็ตั้งวงนี้ขึ้นมาพร้อมกับ Nick DeCosemo มือกลองในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่หลายคนอาจจะคิดว่าเขาเรียนเกี่ยวกับดนตรีในช่วงนั้นแน่ ๆ ถึงได้มีวงดนตรี แต่ผิดคาด เขาเรียนวรรณคดีอังกฤษ ที่ University of Dundee

หลังจากจบมหาวิทยาลัย เขาได้หุ้นกับเพื่อนเปิดบาร์เล็ก ๆ และเป็น DJ เองซะด้วย จนลูกค้ามักจะถามหาเขาในฐานะ DJ อยู่เสมอ นอกจากนี้เขายังเป็นนักเขียนอีกด้วย เขาเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับดนตรีให้กับ Q magazine และ The Huffington Post

นอกจากเรื่องผลงานแล้ว ชีวิตส่วนตัวของเขาค่อนข้างเป็นความลับ คงเพราะนิสัยที่รักความเป็นส่วนตัวของเขานี่แหละ ที่เลือกจะไม่เปิดเผยอะไรเกี่ยวกับครอบครัวหรือความสัมพันธ์กับสื่อใด ๆ เลย แต่ก็มักจะมีข่าวแง้มมาว่าเพลงที่เขาแต่งส่วนมากก็มาจากเรื่องราวของชีวิตเขาในตอนนั้นจริง ๆ ถ้าอยากรู้ว่าชีวิตเขาเป็นยังไงก็สามารถรู้ได้จากเพลงของเขานั่นแหละ

All The Pain Can Finally Faded

ใครที่คุ้นเคยกับเพลงของวง Snow Patrol มาบ้างก็จะจดน้ำเสียงของแกรี่ที่แฝงด้วยความเศร้า สิ้นหวัง ที่ Touch ความรู้สึกเราได้ในทุกเพลงของพวกเขา โดยเฉพาะเพลงช้าที่เนื้อหาไม่ชวนให้รู้สึกแฮปปี้สักเท่าไหร่ แต่ใครจะรู้ว่าความเศร้านั้นมันไม่ได้อยู่กับเขาแค่เพียงเสียงร้องในบทเพลง แต่มันตามหลอกหลอนเขาไปในทุกที่ 

เขาต้องเผชิญกับโรคซึมเศร้าในระดับที่ไม่อาจใช้ชีวิตแบบปกติได้เหมือนเดิม แน่นอนว่าเขาตัองพักการทำเพลงเอาไว้ และเข้ารับการรักษาแบบจริงจัง ความหนักหนาที่สุดที่เขาเจอคือ “ความเกลียดตัวเอง” ที่เป็นเหมือนปีศาจคอยหลอกหลอนเขาอยู่เสมอ จนเขาต้องหันหน้าเข้า Dark Side ไปพึ่ง Drug และ Alcohol จนต้องต่อสู้กับ Alcoholism ต่ออีกยกนึง

แกรี่ให้สัมภาษณ์กับ The Telegraph เกี่ยวกับโรคซึมเศร้าที่เขาต้องเผชิญไว้ว่า “Winston Churchill เขาตั้งชื่อให้กับโรคซึมเศร้าของเขาได้แบบโคตรเจ๋งเลยล่ะ เขาเรียกมันว่า Black Dog และผมก็คิดว่าชื่อนี้มันเหมาะแล้วล่ะ โรคนี้มันเป็นเหมือนกับสัตว์ตัวหนึ่งที่อาศัยอยู่กับเราตลอดเวลา และทำให้ผมหวาดกลัวอีกด้วย ตอนนี้ผมเข้าใจมันมากขึ้นแล้ว เราต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับมัน โอบกอดมันไว้ ทำความรู้จักกับมันซะ เป็นเพื่อนกับมันได้ยิ่งดี ถ้าทำอย่างนั้นได้มันจะไม่สามารถมามีอำนาจเหนือตัวเราเองได้หรอก”

“ผมรู้สึกเฉื่อยชามากเหลือเกิน ความต้องการที่อยากจะมีชีวิตอยู่มันลดน้อยลงไปทุกที ผมคิดแต่เรื่องที่จะให้ตัวเองหายไป แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะพ้นช่วงนี้ไปยังไงเลย”

หลังจากเข้ารับการรักษาแบบจริงจังและรักษาด้วยการฝังเข็มไปด้วย เขาเลิกใช้ยาและแอลกอฮอล์จนหายขาดได้ และที่สำคัญคือต้องขอบคุณกำลังใจจากเพื่อนและครอบครัว ที่คอยดูแลเขาตั้งแต่เขาเริ่มป่วยจนกลับมาเป็นปกติอีกคร้ัง เขาก็ไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณทุกคนที่มีส่วนช่วยให้เขากลับมามีวันที่สดใสอีกครั้ง “ผมได้เข้าใจโรคซึมเศร้าแบบที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลย ว่าเราไม่สามารถผ่านมันไปได้เพียงลำพัง”

การกลับมาพร้อมผลงานใหม่ในปี 2018

หลังจากห่างหายจากวงการไปถึง 7 ปีเต็ม ในปีนี้ พวกเขากลับมาพร้อมผลงานใหม่ในอัลบั้ม “Wildness” ที่มีกำหนดวางแผงในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ โดยเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา Snow Patrol ได้ปล่อยเพลงออกมาหลาย Single พร้อมทยอยปล่อย MV ออกมาด้วยเช่นกัน ทำให้แฟน ๆ ของวงและคนอื่นที่รู้ข่าวเกี่ยวกับฟรอนต์แมน ต่างรู้สึกดีใจกับการกลับมาครั้งนี้ของพวกเขา เพราะนั่นหมายความว่า แกรี่มีอาการที่ดีขึ้นมากจนพร้อมที่จะกลับมายืนหยัดด้วยตัวเองได้แล้ว แถมยังมากพอที่จะกลับมาทำผลงานเพลงให้พวกเราได้ฟังอีกครั้ง 

แกรี่ได้ให้สัมภาษณ์กับ NME เกี่ยวกับความหมายของชื่ออัลบั้ม “Wildness”  ไว้ว่า “Wildness มันมีหลายประเภท แต่ที่ผมแยกได้หลัก ๆ มีอยู่สองอย่างคือ Wildness Of The Modern Age มันคือความสับสน  ไร้เหตุผล และความบ้าบอ ส่วนอีกอย่างคือ Ancient Wildness”

“บางสิ่งที่อยู่มาตั้งแต่ดั้งเดิม มีชีวิตชีวา และสวยงาม มักจะบอกเล่า ความสัมพันธ์ ความรัก Passion ของพวกเราต่อคนรอบข้างได้ดี และนั่นคือ wildness ที่อัลบั้มใหม่ของพวกเรานี้กำลังพูดถึง หากคุณสูญเสียมันไป ลองหามันให้เจออีกครั้งดูนะ” ซึ่งจากการให้สัมภาษณ์แล้ว Wildness ที่เป็นความหมายแฝงอยู่เบื้องหลังของอัลบั้มนี้ น่าจะหมายถึงสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ ที่ไม่ได้มีแค่ความก้าวร้าวรุนแรง แต่หมายถึงความเป็นสัตว์สังคม ที่ยังต้องการการดำรงชีวิตกับผู้อื่น พึ่งพาอาศัยกัน เพราะเพลงในอัลบั้มใหม่นี้มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับความรู้สึก การใช้ชีวิตของคนเราแบบตรง ๆ 

ส่วนเพลงนั้นแฟน ๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือ Snow Patrol ที่พวกเขาคิดถึง ไม่ว่าจะเป็นเสียงนุ่มลึกอันเป็นเอกลักษณ์ของแกรี่ หรือจะเป็นเปียโนที่มาสร้างความหวานให้กับเพลงอีกครั้ง ใครที่ยังไม่ได้ฟัง สามารถฟังได้จากลิงก์ที่แปะไว้ให้และหาฟังกันต่อได้ใน YouTube เพราะตอนนี้ทางวงได้ปล่อย MV ออกมาแล้วถึง 4 เพลง

การกลับมาครั้งนี้ของพวกเขา คงทำให้แฟน ๆ ที่ยังคิดถึงผลงานจากพวกเขาได้หายคิดถึงกันไปบ้าง แต่เชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่แฟนเพลงรู้สึกคือ การกลับมาของแกรี่ที่สามารถผ่านช่วงเวลาที่โหดร้ายของเขามาได้ เพราะในฐานะแฟนเพลง นอกจากการเสพผลงานแล้วอีกสิ่งที่เราเต็มใจที่จะทำให้ศิลปินที่เรารักคือการซัพพอร์ตพวกเขาในทุก ๆ ด้านนั่นเอง

SOURCE 1/2

april
WRITER: april
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line