World

วีรกรรมสุดแกร่งของ SAS หน่วยรบพิเศษแห่งกองทัพอังกฤษที่มุ่งปลิดชีพผู้ก่อการร้าย

By: TOIISAN January 21, 2019

กลุ่มก่อการร้าย AL-SHABAAB กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลก UNLOCKMEN เองก็เพิ่งนำเสนอเรื่องราวของพวกเขาไปไม่นานนี้  (ตามอ่านได้ที่: “ความดุเดือดของกลุ่มก่อการร้าย AL-SHABAAB” พวกเขาคือใครและต้องการบอกอะไรกับโลก ?) และถ้าพูดถึงกลุ่มก่อการร้าย AL-SHABAAB แล้วก็คงต้องพูดถึง SAS สังกัดของนายทหารอังกฤษผู้บุกเดี่ยวเข้าไปสังหารผู้ก่อการร้ายและช่วยเหลือตัวประกันในโรงแรมดุสิต D2 ออกมาได้อย่างปลอดภัย

อะไรทำให้ทหารของหน่วย SAS แข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้ ?

 

จุดเริ่มต้นของหน่วย SAS

Spec Ops Magazine

Special Air Service หรือ SAS เป็นหน่วยรบพิเศษทางอากาศแห่งกองทัพอังกฤษที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1941 และอยู่ถึงปี 1945 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีความสามารถโดดเด่นเหนือชั้นเทียบได้กับหน่วย Delta Force และ Navy Seal ที่โด่งดังของกองทัพสหรัฐฯ

เดิมทีหน่วยกองทัพสุดโหดนี้ไม่ได้ใช้ชื่อว่า Special Air Service ตั้งแต่แรก แต่เพราะเหตุการณ์ฉุกเฉินในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มักสร้างวีรบุรุษเสมอ ในช่วงเวลานั้นฝ่ายสัมพันธมิตรนำโดยประเทศอังกฤษต่อสู้กับฝ่ายอักษะที่นำโดยเยอรมนี และเมื่อกองทัพนาซีตัดสินใจบุกเข้าตะวันออกกลางเพื่อแย่งชิงพื้นที่ในอียิปต์ทำให้เกิดหน่วยรบบ้าดีเดือดอย่าง SAS ขึ้น

Business Insider

เนื่องจากจำนวนคนในกองทัพสัมพันธมิตรในอียิปต์มีจำนวนน้อย กลุ่มคอมมานโดเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งของฝ่ายสัมพันธมิตรนำโดยร้อยตรีเดวิด สเตอร์ลิง จึงคิดแผนการรบเพื่อโต้ตอบฝ่ายสัมพันธมิตรโดยเน้นการใช้คนจำนวนน้อยและวิธีรบแบบกองโจรโดยตั้งชื่อว่ากองร้อย L ซึ่งได้รับการอนุมัติให้ออกปฏิบัติการเพื่อโต้ตอบนาซีในอียิปต์ พวกเขาลอบทำลายคลังแสงเก็บอาวุธ และตลบหลังแนวรบของข้าศึกโดยใช้พลร่ม

ผลงานของกองร้อย L นั้นสร้างชื่อเสียงไปทั่วจากการทำลายกองทัพของฝ่ายนาซีทำให้เสียเครื่องบินกว่า 300 ลำ และไล่ต้อนกองทัพนาซีทั้งหน้าและหลังจนไร้ทางหนี วีรกรรมสุดโต่งจากการใช้จำนวนคนน้อยนิดส่งผลให้จากหน่วยแค่ระดับกองร้อย ได้ขยายขึ้นเป็นกองพันภายใต้ชื่อ SAS มีสัญลักษณ์เป็นกริชติดปีกพร้อมกับคำขวัญปลุกใจว่า Who Dare Wins  แปลว่าผู้มีความกล้าจะได้รับชัยชนะ

National Army Museum

ความเก่งกาจของหน่วย SAS จากการรบแบบบ้าระห่ำไม่กลัวตายโด่งดังไปทั่วถึงขนาดมีเรื่องเล่าที่ว่า ผู้นำสูงสุดของเยอรมนีอย่าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เคยประกาศว่าหากกองทัพฝ่ายอักษะพบทหารที่ติดเครื่องหมายและคำขวัญของหน่วย SAS ให้รีบฆ่าทิ้งให้หมดทันที

หน่วย SAS มีบทบาทในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสร้างความได้เปรียบให้กับฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นอย่างมาก และได้ปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยภารกิจสุดท้ายอย่างการปลดอาวุธของกองทัพนาซีในประเทศนอร์เวย์

ภายหลังที่ฝ่ายสัมพันธมิตรมีชัยเหนือฝ่ายอักษะและสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลง หน่วย SAS ถูกยุบลงในปี 1945 แต่ด้วยผลงานที่โดดเด่นจึงทำให้ถูกตั้งขึ้นอีกครั้งภายหลังในปี 1947 หลังจากปิดหน่วยไปแค่ 2 ปี และแบ่งออกเป็น 4 กอง คือ หน่วยรบทางอากาศ หน่วยรบภูเขา หน่วยเคลื่อนที่เร็ว และหน่วยสะเทินน้ำสะเทินบก

ParaData

หลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ทำสงครามนั้นเรียกได้ว่ายับเยินไปพร้อมกับซากปรักหักพัง จึงทำให้งบประมาณที่ถูกส่งให้กับกองทัพนั้นมีไม่มากนักเหมือนกับหน่วยจู่โจมอื่น ๆ อย่างเช่นกองทัพในสหรัฐฯ ที่จะได้รับงบประมาณจำนวนมากเพื่อพัฒนากองทัพ

แต่ SAS นั้นไม่มีงบประมาณที่มากเท่า ทำให้ต้องสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในงบประมาณที่จำกัด และนี่คืออีกหนึ่งในจุดเด่นนอกจากฝีมือที่ทำให้กองทัพ SAS มีความโด่งดังไปทั่วโลก

uk.blastingnews

นอกจากความแข็งแกร่ง กฎระเบียบที่เคร่งครัด การฝึกซ้อมที่เรียกได้ว่าสุดโหด แผนการรบที่รอบคอบ อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้หน่วย SAS ประสบความสำเร็จคือข้อมูลลับที่แม่นยำจากหน่วยงานสืบราชการลับของอังกฤษอย่าง MI5 และ MI6 ทำให้หน่วย SAS สามารถแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่ของศัตรูได้อย่างแม่นยำ

 

จากทหารในช่วงสงครามโลกสู่กองทัพที่มุ่งกำจัดกลุ่มก่อการร้าย

The Times

ภารกิจที่สร้างความโด่งดังให้กับหน่วย SAS นอกจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นมีหลายเหตุการณ์ เช่น เหตุการณ์ปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกันร่วมกับหน่วย German GSG-9 ของกองทัพเยอรมนีจากการถูกสลัดอากาศจับเป็นตัวประกันบนเครื่องบินของสายการบินแห่งชาติเยอรมนี ลุฟต์ ฮันซา ในกรุงคาดิชู เมืองหลวงของประเทศโซมาเลีย ในปี 1977

นอกจากเหตุการช่วยเหลือตัวประกันบนเครื่องบินแล้วยังมี เหตุการณ์อันโด่งดังเมื่อกลุ่มก่อการร้ายจับตัวประกันในสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงลอนดอนในปี 1980 โดยกลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธ Democratic Revolutionary Front for the Liberation of Arabistan จำนวน 6 คน บุกเข้าสถานทูตและยื่นข้อเรียกร้องว่าต้องการให้ปล่อยตัวนักโทษ และให้ตัวเองหลบหนีออกจากอังกฤษได้อย่างปลอดภัย

VikingLifeBlog

แต่การเจรจาระหว่างรัฐบาลอังกฤษไม่ประสบความเร็จ ทำให้กลุ่มก่อการร้ายยิงตัวประกันแล้วโยนร่างออกมานอกสถานทูต ซึ่งถือเป็นการกระทำที่อุกอาจและเห็นกันไปทั่วโลก ทำให้ทางรัฐบาลอังกฤษตัดสินใจดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อแก้ไขสถานการณ์โดยการส่งหน่วย SAS บุกเข้าชิงตัวประกันในสถานทูตและสังหารเหล่าผู้ก่อการร้าย

นอกจากนี้ยังมีปฏิบัติการช่วยเหลือพลเมืองจากเหตุการณ์ยึดรถไฟอาเซน และเป็นผู้นำกองทัพกบฏตีตริโปลีตามล่าหัวมูอัมมาร์ กัดดาฟี ในประเทศลิเบีย ที่ในช่วงเวลานั้นกัดดาฟีโดนตั้งค่าหัวอยู่ที่ 2 ล้านดีนาร์ คิดเป็นเงินไทยราว 50 ล้านบาท

Whale Oil

รวมถึงการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้าย ISIS ในบริเวณภาคตะวันออกของประเทศอัฟกานิสถานที่โด่งดัง เพราะหน่วย SAS กับกลุ่ม ISIS นั้นผลัดกันตั้งรับและโจมตีกับกลุ่มก่อการร้ายนี้มาตลอด และเคยโดน ISIS ต้อนจนเกือบจนมุมแต่สามารถรอดมาได้จากการใช้จอบตัดหัวผู้ก่อการร้ายจนเป็นข่าวโด่งดังในช่วงต้นปี 2018 โดยหน่วย SAS ตั้งมั่นว่าจะสู้ตายดีกว่ายอมถูกจับ และจะใช้กระสุนทุกนัดให้คุ้มค่าที่สุด

เหตุการณ์สร้างชื่อครั้งล่าสุดของหน่วย SAS คือเหตุการณ์โจมตีโรงแรม Dusit D2 ในประเทศเคนยาของกลุ่มก่อการร้าย Al-Shabaab ที่ทหารนายหนึ่งในหน่วย SAS ซึ่งอยู่ในละแวกใกล้เคียงตัดสินใจเข้าร่วมกับทหารในประเทศเคนยาเพื่อบุกเข้าช่วยเหลือตัวประกันในโรงแรมและสามารถสังหารผู้ก่อการร้ายได้

youtube

เริ่มต้นจากหน่วยเล็ก ๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และสร้างชื่อเสียงโด่งดังด้วยความฉลาดในด้านการวางแผน ความรอบคอบ และฝีมือที่ยอดเยี่ยมมาสู่หน่วยรบที่แข็งแกร่งที่สุดของอังกฤษ

จากวีรกรรมมากมายทำให้หน่วย SAS กลายเป็นกองกำลังทหารต้นแบบของการจัดตั้งหน่วยจูโจมเพื่อปราบปรามผู้ก่อการร้ายในแต่ละประเทศทั่วโลก

ปัจจุบันหน่วย SAS นั้นได้หมั่นฝึกฝนตัวเองอย่างหนักเพื่อพัฒนายุทธวิธีด้านการรบเพื่อต่อต้านเหล่าผู้ก่อการร้ายร่วมกับหน่วยจู่โจมพิเศษของชาติตะวันตกอย่างหน่วย GSG-9 ของเยอรมนีและ Delta Force ของสหรัฐฯ

TDL-Creative

SOURCE1 SOURCE2 SOURCE3

TOIISAN
WRITER: TOIISAN
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line