Advertisement
Life

“ช้าแต่ชัวร์ดีกว่าเร็วแล้วพลาด” วิธีรับมือกับความกดดันให้เราทำงานได้อย่างเป็นมืออาชีพมากขึ้น

By: BAO January 13, 2021

ถึงแม้ว่าแรงกดดัน เช่น เวลาในการทำงานที่จำกัด จะช่วยให้เราเกิดความโปรดักทีฟมากขึ้นได้ แต่ในทางกลับกัน มันก็อาจทำให้เราเกิดอาการแพนิค และทำงานแย่ลงได้เหมือนกัน เพราะเวลาเรากลัวว่าตัวเองจะทำงานไม่ทัน เรามักรีบคิดและรีบปั่นงานให้เสร็จโดยไว ผลสุดท้าย งานที่ออกมาอาจไม่ได้รับการตรวจที่ถี่ถ้วนมากพอ จนมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เมื่อแรงกดดันเป็นเหมือนกับดาบสองคม มีทั้งข้อดีข้อเสีย เราเลยจำเป็นต้องรับมือกับมันให้ได้อย่างดี บทความนี้ UNLOCKMEN จึงนำเทคนิคดี ๆ มาฝากทุกคนกัน ซึ่งถ้ารู้แล้ว เราจะทำงานภายใต้ความกดดันได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน


ตั้งสติก่อนสตาร์ท !!!

เวลาเราทำงานในช่วงที่เดดไลน์ใกล้เข้ามาแล้วนั้น เรามักจะโคตรเครียด เสียสติ และไม่คิดหรือตรวจงานให้ดี สุดท้ายงานที่ออกมามันก็แย่ หากใครเจอกับอะไรแบบนี้ เราอยากให้ลองตั้งสติ และพยายามเปลี่ยนโฟกัสจากความเครียดความกังวล มาเป็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราดู ลองถามตัวเองว่าตอนนี้เรากำลังเห็นอะไร ? กำลังได้ยินอะไร ? เราหายใจเป็นยังไง ? แบบนี้จะช่วยให้เรารู้สึกถึงแรงกดดันน้อยลง มีสติมากขึ้น และแก้ปัญหาได้ดีกว่าด้วย


มองย้อนกลับไปทบทวนความกดดันที่ผ่านมา

ความกดดันมักเกิดขึ้นแบบเป็นแพทเทิร์น และเราอาจเจอกับแพทเทิร์นนั้นซ้ำ ๆ อยู่ก็ได้ ดังนั้น แทนที่จะปล่อยให้ประสบการณ์ความกดดันเหล่านั้นผ่านไปเฉย ๆ เราควรใช้เวลาในการเรียนรู้ และวิเคราะห์หาแพทเทิร์นของความกดดันจะดีกว่า  เพราะมันจะช่วยให้เราหาแผนรับมือกับความกดดันได้อย่างมีประสิทธิภาพได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราพบว่า ตัวเองมีนิสัยชอบเริ่มทำงานตอนใกล้เดดไลน์ เราอาจมาพร้อมกับกลยุทธ์ใหม่ที่ช่วยให้เราเริ่มทำงานได้เร็วขึ้น กดดันน้อยลง และลดความเสี่ยง


อย่ามองแรงกดดันเป็นภัยคุกคาม แต่ให้มองมันเป็นความท้าทายที่น่าสนุก

หลายคนมักมองแรงกดดันเป็นภัยคุกคาม เป็นอันตรายที่จะทำลายชีวิตเรา ซึ่งการมองแรงกดดันแบบนี้ อาจทำให้เรามีความมั่นใจในตัวเองน้อยลง เกิดความกลัว ตัดสินใจได้แย่ลง แถมสมาธิก็ลดลง และสุุดท้ายเราเลยทำงานได้แย่ลงด้วย  ดังนั้น แทนที่จะมองว่าแรงกดดันเป็นตัวร้าย ให้เรามองว่ามันเป็นชาเลนจ์ที่น่าสนุก หรือ โอกาสในการสร้างผลงานที่ดีที่สุดจะดีกว่า


โฟกัสที่งานมากกว่าที่ผลลัพธ์

เมื่อเรากังวลกับอนาคต กังวลว่างานจะออกมาเป็นยังไง จะมีข้อผิดพลาดหรือเรื่องน่ากังวลเกิดขึ้นหรือไม่ มันอาจทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ทัศนวิสัยอุโมงค์ (Tunnel Vision) หรือ การทำงานแบบเน้นแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยที่ไม่ดูปัญหาที่อยู่เบื้องหลังได้ ซึ่งอาจทำให้เรามีโอกาสทำงานผิดพลาดสูงขึ้น ดังนั้น เราควรจะสนใจกับงานที่อยู่ในมือมากกว่าอนาคตของมัน สนใจการทำงานที่มีคุณภาพมากกว่าจำนวนเงินที่จะได้รับ แบบนี้จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างสบายใจและมีความสุขมากกว่า


อย่ารีบทำให้เสร็จ !!!

แรงกดดันมักเหมือนคันเร่งที่ทำให้เราเพิ่มความเร็วในการคิดและการทำงานมากขึ้นกว่าปกติ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราควรระวัง เพราะการรีบเร่งทำงานอาจทำให้เราทำก่อนที่จะคิดได้ เมื่อเราทำก่อนคิดข้อผิดพลาดที่เราคิดไม่ถึงก็มักเกิดขึ้นเสมอ เพราะฉะนั้น พยายามไปข้างหน้าช้า ๆ คิดช้า ๆ ลองให้เวลาตัวเองได้หยุดหายใจและคิดวางแผน จะช่วยให้เราคิดได้ดีขึ้นและมีสมาธิมากขึ้น


ลองคิดถึงเป้าหมายในการทำงานดูอีกครั้ง

แม้จะเจอกับความกดดันหรือไม่ก็ตาม เราจำเป็นต้องรู้ว่าเป้าหมายในการทำงานของเราคืออะไร เพราะมันจะเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่จะปลุกเร้าให้เราพร้อมฝ่าฟันทุกสถานการณ์ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำธุรกิจแล้วเริ่มรับมือกับความต้องการของลูกค้าไม่ไหว ถ้าเราระลึกได้ว่าเรากำลังจะสร้างตำนานมากกว่าแค่ธุรกิจเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เราก็จะมีกำลังใจมากขึ้น และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นกัน


จัดลำดับความสำคัญของงานที่เรากำลังจะทำ

ถ้าเราถูกถาโถมด้วยงานจำนวนมาก ลองถามตัวเองดูว่างานไหนที่เราควรทำให้เสร็จก่อนเป็นอันดับแรก และจัดลำดับความสำคัญของงานแต่ละชิ้น มันจะช่วยให้เราโฟกัสกับงานได้ดีขึ้น และลดความกดดันในการทำงานได้ด้วย เพราะเราไม่ต้องคิดให้ปวดหัวแล้วว่าจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี นอกจากนี้มันยังช่วยแบ่งเบาภาระให้กับเราได้มากขึ้นด้วย เพราะการจัดความสำคัญทำให้เรามีเวลาหยุดคิดว่างานแต่ละชิ้นสามารถส่งมอบให้คนอื่น หยุดไว้ก่อน หรือ ไม่ทำก็ได้หรือไม่ และทำให้เรามีเวลาประเมินปริมาณงานที่มีอยู่ในมือด้วย หากเรารู้สึกว่ามันมากเกินไปแล้ว เราอาจปฏิเสธที่จะรับงานจากคนอื่นได้อย่างงายขึ้น


อย่าใส่ใจสิ่งรอบข้างให้มากนัก

บางครั้งเราเห็นคนรอบข้างกดดัน ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนร่วมงาน หรือ เจ้านาย เราก็จะรู้สึกกดดันตามพวกเขาไปด้วย แต่ในความเป็นจริงเราอาจไม่จำเป็นต้องรู้สึกตามพวกเขาก็ได้ ความเครียดอาจจะทำให้เราทำงานได้แย่ลงเปล่า ๆ ลองกลับมาดูที่ตัวเราเองดีกว่า สิ่งที่เราต้องใช้ในการทำงานภายใต้ความกดดันนั้นครบถ้วนหรือยัง มีอะไรที่เราต้องเพิ่มเติมหรือไม่ แบบนี้จะช่วยให้เราดึงศักยภาพในการทำงานของตัวเองออกมาได้มากกว่าตอนอยุ่ในภาวะวิกฤต


จำไว้ว่าไม่มีอะไรเพอร์เฟค

เรามักกดดันตัวเองด้วยความคิดที่ว่า งานที่เราจะต้องสมบูรณ์แบบ ดีที่สุด และไม่มีใครติเราได้ แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่เรียกว่า Human Error เกิดขึ้นได้เสมอ และทุกคนมีขีดจำกัดด้านความคิด ดังนั้น แทนที่จะคิดว่าจะทำให้ทุกอย่างนั่นไร้ข้อผิดแบบพวกนิยมความสมบูรณ์แบบ ให้ลองคิดว่า เราจะทำให้ดีที่สุดก็พอดีกว่า และที่สำคัญต้องคาดหวังว่าสิ่งที่เราไม่ได้คาดหวังอาจเกิดขึ้นได้ด้วย เพื่อป้องกันแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากการคิดถึงความไม่แน่นอน


APPENDIXS: / 2

BAO
WRITER: BAO
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line