Life

HEALING MINDSETS: ‘Joie de vivre’ ความสุขในการใช้ชีวิตแบบชาวฝรั่งเศส

By: BAO November 13, 2020

“ยิ่งโตขึ้น ยิ่งมีความสุขน้อยลง”

 

หลายคนน่าจะมีความรู้สึกร่วมกับประโยคด้านบน โดยเฉพาะคนวัยทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่แบกรับภาระมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ค่ากิน ค่าอยู่ หน้าที่การงาน การเลี้ยงดูครอบครัว ฯลฯ ซึ่งพอเรื่องเหล่านี้ไม่เป็นดั่งใจหวัง อารมณ์ลบก็มาทำลายคุณภาพชีวิตของพวกเขาอีก และส่งผลให้พวกเขามีความสุขน้อยลง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายคนจะบ่นทุกวันว่า ‘ไม่อยากโต’

ในโลกที่เราเจอกับเรื่องน่าปวดหัวทุกวัน ความสุขดูเป็นเรื่องไกลตัวมากขึ้นทุกที เราเลยอยากพาทุกคนไปรู้จักกับ ‘Joie de vivre’ คอนเซ็ปท์ในการชีวิตอย่างเปี่ยมสุขของชาวฝรั่งเศส ที่จะช่วยให้ทุกคนใช้ชีวิตร่วมกับความ ‘Toxic’ ได้อย่างมีความสุขมากขึ้น


‘Joie de vivre’ คือ อะไร?

พอได้ยินคำว่า ‘Joie de vivre’ (อ่านว่า ฉวา เดอ ฝี-ฝร) หลายคนอาจงุนงง จนต้องขอฟังประโยคนี้ซ้ำอีกรอบ แต่ถ้าใครเป็นชาวยุโรปคงคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี

‘Joie de vivre’ หมายถึง ความเพลิดเพลินในการใช้ชีวิต (enjoyment of life) เป็นวลีที่ได้รับการกล่าวถึงตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 17 และศตวรรษที่ 19 ซึ่งนักเขียนหลายคนก็ได้นำวลีนี้ไปใช้ในหนังสือของพวกเขา เช่น ฌูลส์ มิเชอเลต์ (Jules Michelet) และ เอมิล โซลา (Emile Zola)

หลังจากนั้น ‘Joie de vivre’ ก็พัฒนามาเรื่อยๆ จนกลายเป็นคอนเซ็ปท์ในการใช้ชีวิต และแพร่กระจายจากประเทศฝรั่งเศสไปยังประเทศตะวันตกอื่น ๆ โดยในช่วงศตวรรษที่ 20 คาร์ล โรเจอร์ส (Carl Rogers) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้พูดถึงความหมายของ ‘Joie de vivre’ ว่า “ความสุขของการเป็นตัวของตัวเอง ความสนุกผ่อนคลายที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว”

ปัจจุบัน คำว่า ‘Joie de vivre’ อยู่ในพจนานุกรมของอังกฤษ โดย Merriam Webster อธิบายความหมายของ ‘Joie de vivre’ ว่าคือ ความสุขในการใช้ชีวิตอย่างกระตือรือร้น หรือ ร่าเริง

ถ้าถามว่า ‘Joie de vivre’ ส่งผลดีต่อเราแค่ไหน? ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์บอกเราว่า ‘Joie de vivre’ อาจทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้น โดย งานวิจัยชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL)ได้ศึกษาผู้เข้าร่วมการทดลองชายหญิงจำนวน 9,365 คน อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เป็นเวลา 4 ปี (ระหว่าง ค.ศ.2003 – 2006) พบว่า ความสุขในชีวิตสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่ลดลง กล่าวได้ว่า ยิ่งใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากเท่าไหร่ อัตราการเสียชีวิตยิ่งต่ำลงมากเท่านั้น

ผลของการวิจัยชิ้นนี้ยังสอดคล้องกับ งานวิจัยของ เอริค เอส คิม (Eric S. Kim) และทีม ที่ศึกษาการมองโลกในแง่บวก (optimism) ในผู้หญิงจำนวน 70,000 คน และพบว่า ผู้หญิงที่มองโลกในแง่ดีมากที่สุด จะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งน้อยลง 16% เสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจน้อยลง 38% เสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคทางเดินหายใจน้อยลง 38% เสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดในสมองน้อยลง 39% และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการติดเชื้อน้อยลง 52%


เมื่อเราทุกข์ใจ จะเข้าถึง ‘Joie de vivre’ ได้อย่างไร ?

หลักการใช้ชีวิตแบบมี ‘Joie de vivre’ จะให้ความสำคัญกับ ‘การมองหาความสุขจากทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว’ และ ‘การมองโลกในแง่ดี’ ซึ่งเราสามารถเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยการขอบคุณทุกประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็น ความล้มเหลว ความผิดพลาด ความผิดหวัง ฯลฯ มองพวกมันเป็นบทเรียนที่จะทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม แทนที่จะเศร้าหรือเครียดกับมัน

แต่ถ้าปัญหาที่เกิดขึ้นควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับให้ได้ว่า ชีวิตมีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา เราไม่สามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ 100% นอกจากนี้ การจมอยู่กับมัน ยังไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากทำให้เราเสียสุขภาพจิตเปล่า ๆ จะดีกว่าถ้าเราจะรับมือกับมันด้วยวิธีที่จะทำให้เกิดความพอใจมากที่สุด เช่น ไม่ใส่ใจกับมัน หรือ หาลองมุมดีๆ จากมัน เป็นต้น

และที่สำคัญต้องอย่าลืมดูแลความต้องการของตัวเองด้วย อยากเที่ยวที่ไหนต้องได้เที่ยว อยากคุยกับใครต้องได้คุย  เพราะหากเราเพิกเฉยต่อความต้องการของตัวเอง นานๆ เข้า เราอาจกลายเป็นคนเก็บกด และเต็มไปด้วยความทุกข์ได้ ฉะนั้น ต่อให้คุณเป็นคนไม่มีเวลา หรือ ทำงานหนักมากแค่ไหนก็ตาม ยังไงก็ต้องจัดสรรเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้นให้ได้อยู่ดี


อย่างไรก็ตาม ปัญหาสุขภาพก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่บ่อนทำลายความสุขของเราได้เหมือนกัน หากลองทุกวิถีทางแล้ว ยังหาความสุขในการใช้ชีวิตไม่เจอ การไปพบกับจิตแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีเหมือนกัน


Appendixs: 1 / 2

 

 

 

BAO
WRITER: BAO
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line