Work

5 สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังกลายเป็นผู้ชายที่ทำลายล้างองค์กร

By: G-NEAK June 15, 2019

เคยนับบ้างไหมว่าเราหมดเวลาไปกับการทำงานกี่ชั่วโมงต่อวัน? หากคิดเล่น ๆ คงประมาณหนึ่งในสามของวันเลยละมั้ง ตั้งแต่เรียนจบและเริ่มชีวิตการทำงานอย่างจริงจัง งานและชีวิตประจำวันก็ผูกโยงกันโดยสมบูรณ์

ถึงจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในออฟฟิศมากกว่าบ้านก็เถอะ แต่คงไม่ใช่ผู้ชายทุกคนหรอกที่จะทำงานอย่างผาสุกสวัสดี งานกองมหึมาที่ว่ายากดูเป็นเรื่องขี้หมาไปเลยถ้าเทียบกับคนและวัฒนธรรมองค์กร ไหนจะเอาเปรียบ ไหนจะความเละเทะของระบบบริหาร หรือแม้แต่ความจู้จี้จุกจิกน่ารำคาญของหัวหน้า

ทั้งหมดนี้ทำให้เรามีทัศนคติเชิงลบกับองค์กร และเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหามากมายที่บ่มเพาะให้คุณกลายเป็นพนักงานในคราบตัวร้ายทำลายองค์กร แล้วพฤติกรรมไหนควรทิ้งไป ทัศนคติใดควรลบกันแน่?

“งานนี้ให้คนอื่นทำเถอะครับ ผมคงไม่เหมาะ”

การเลี่ยงจากหน้าที่และความรับผิดชอบ อันเนื่องมาจากความคิดว่าตนไม่สามารถทำงานบางอย่างได้ นี่ไม่ใช่ความคิดที่ดีสักเท่าไร อย่าลืมว่าเราต้องฝึกฝนและทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย แม้งานที่เคยทำจะมีข้อผิดพลาดหรือถูกตำหนิอยู่บ่อยครั้ง แทนที่จะก่นด่าองค์กรแล้วผละความรับผิดชอบออกไปให้คนอื่น จะดีกว่าไหมถ้าคุณเปิดใจยอมรับและนำข้อผิดพลาดในอดีตมาปรับปรุงงานปัจจุบัน

ไม่ใช่ว่าทุกสังคมการทำงานจะยอมรับคำว่า “ไม่อยากก็ทำก็ไม่ต้องทำ” เสมอไป การเลี่ยงงานยาก ๆ และนั่งเป็นพระราชาอยู่ในคอมฟอร์ตโซนต่อไป คงไม่ทำให้ทั้งคุณและองค์กรของคุณเติบโตขึ้นได้

“ถ้าไม่นับงาน ผมก็ชอบทำทุกอย่างในออฟฟิศ”

อีกหนึ่งนิสัยที่แก้ไม่เคยหายคือความขี้เกียจทำงาน และความขยันขันแข็งกับอะไรที่ไม่ใช่งาน แม้อยู่ในชั่วโมงงานแต่เวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับการฟังเพลง เล่นเกม ตอบแช็ต หรือแม้แต่แสร้งพิมพ์ดีดมัน ๆ พร้อมสีหน้ามุ่งมั่นปนเครียดเพื่อให้หลายคนคิดว่าคุณกำลังทำงานอย่างหนัก

คุณมักจะนั่งเหม่อลอยในห้องประชุม มาสายจนคิดว่าเป็นเรื่องปกติ หรือแม้แต่บ่นเป็นหมีกินผึ้งกับเรื่องหยุมหยิม หากทั้งหมดที่กล่าวมานี้บ่งบอกถึงความเป็นคุณ หนุ่ม ๆ อาจต้องพิจารณาตัวเอง แล้วรีบแก้ไขมันซะ! ก่อนที่จะสายและบ่อนทำลายองค์กรมากไปกว่านี้

“โคตรไม่ชอบขี้หน้าไอ้แว่นนี่เลยว่ะ”

แม้การติฉินนินทาจะไม่ใช่เรื่องที่หลายคนสันทัด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันยังมีให้เห็น จริงอยู่ที่การพูดคุยจะทำให้งานราบรื่นและนำมาซึ่งการทำงานร่วมกันอย่างสันติ แต่เมื่อใดที่คุณพูดคุยผ่านการสุมหัวนินทาว่าร้ายคน เมื่อนั้นความฉิบหายก็จะมาเยือนองค์กรของคุณ

ไม่ว่าจะเรื่องจริงหรือข่าวโคมลอย การนินทาล้วนส่งผลแย่ ๆ ต่อผู้ถูกกระทำเสมอ มีหลายคนต้องเจ็บปวดกับคำพูดพล่อย ๆ จากความไม่ยั้งคิด ความหมั่นไส้ และความไม่ชอบขี้หน้า ซึ่งคุณจะไม่มีทางมองหน้าและสนทนากับไอ้แว่นนี่ได้อย่างสนิทใจ ท้ายที่สุดก็กระทบมาถึงองค์กรเพราะพวกคุณไม่สามารถทำงานเข้าขากันได้

“แกล้งแม่งสักทีดีปะวะ เอาให้อายไปเลย”

การล้อเล่นผ่านมุขตลกขำขันช่วยทำให้ความสัมพันธ์ของคนในองค์กรดีขึ้น แต่ถ้ามันมากเกินไปหรือมีอะไรซ่อนอยู่ในความตลกร้ายของวลีชวนหัว คงไม่ใช่สิ่งที่สร้างสรรค์นักสำหรับองค์กรที่พัฒนาแล้ว มันมีเส้นบาง ๆ ระหว่างการล้อเล่นอย่างเป็นมิตรและการกลั่นแกล้งเพื่อให้ใครสักขายหน้า

หากนี่เป็นสิ่งที่หนุ่ม ๆ หลายคนทำจนเคยชิน แนะนำให้รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้และคำนึงถึงใจเขาใจเรามากขึ้นกว่าเดิม เพราะบางเรื่องที่เราเฉย ๆ อาจเป็นเรื่องอ่อนไหวของใครหลายคนก็ได้

“อยากจะซัดหน้ามันจัง คันไม้คันมือว่ะ”

อัตราความเกรี้ยวกราดต่อเพื่อนร่วมงานที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นอีกสัญญาณบอกว่าคุณกำลังทำลายความสามัคคีในองค์กร แม้หัวหน้าจะไม่ได้สังเกตเห็นปฏิกิริยาและสายตามองค้อนของหนุ่ม ๆ ที่ส่งไปหาไอ้บื้อนั่น แต่พวกคุณก็ควรเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเองอยู่ดี

บางทีการพูดคุยและเผชิญหน้ากันด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์ คงช่วยเคลียร์ปมปัญหาในอดีตและป้องกันการเข้าใจผิดที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต นี่อาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับสถานการณ์นี้ของหนุ่ม ๆ ก็ได้นะครับ

องค์กรคือโครงสร้างความสัมพันธ์ที่ทำให้เหล่าพนักงานทุกคนเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันแม้จะไม่ผูกพันทางสายเลือด เพื่อเป้าหมายในการทำงานและผลกำไรที่เกื้อหนุนให้องค์กรยังยืนหยัดอยู่ได้ หนุ่ม ๆ อาจจะต้องเริ่มสังเกตตัวเองว่าพวกคุณมีพฤติกรรมตรงตาม 5 ข้อนี้หรือเปล่า?

ถ้าใช่! ควรเริ่มปรับปรุงตั้งแต่วันนี้ ปล่อยวางบางเรื่องและทำความเข้าใจว่าไม่มีอะไรถูกใจเราไปเสียทุกอย่าง วิธีง่าย ๆ แค่นี้ก็จะทำให้พวกคุณมีความสุขในงานทำ มีความสุขกับองค์กรที่อยู่ และมีความสุขกับชีวิตที่ใช้ทุกวันนี้

 

SOURCE

G-NEAK
WRITER: G-NEAK
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line