World

เรื่องราวของ REG SPIERS ชายในตำนานผู้มุดลังพาตัวเองข้ามทวีปกลับบ้านผ่านสายการบิน

By: Chaipohn July 8, 2019

ในปีค.ศ. 1964 Reg Spiers นักกีฬาพุ่งแหลนชาวออสเตรเลีย ผู้หมดหวังจากความพยายามแข่งเพื่อชิวตั๋วไปแข่งกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียวในปีนั้น กำลังติดอยู่ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เขาไม่มีแม้แต่เงินที่จะซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้าน และด้วยความที่เขาอยากกลับไปให้ทันวันเกิดของลูกสาว ทำให้ Spiers ตัดสินใจแพ็คตัวเองใส่ลังไม้ และส่งกลับบ้านผ่านไปรษณีย์

Reg Spiers ได้ติดทีมชาติมาแข่ง Commonwealth Games (กีฬาที่รวมเอาชาติในเครือจักรภพมาแข่งกัน) ในปีค.ศ. 1962 แต่เนื่องจากอาการบาดเจ็บรบกวน ส่งผลให้เขาเสี่ยงจะไม่ได้ไปร่วมแข่งโอลิมปิกในปีค.ศ. 1964 ที่โตเกียว จนต้องมารักษาตัวในประเทศอังกฤษ ด้วยความหวังว่าเขาจะหายจากอาการบาดเจ็บได้ทัน

ทว่าเมื่อเขารู้ดีว่าโอกาสไปแข่งโอลิมปิกนั้นหมดลงแล้ว Spiers ได้ตัดสินใจไปเข้าทำงานในสนามบิน เพื่อหาเงินให้ได้พอซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับออสเตรเลีย แต่ทุกอย่างได้พังลง เมื่อกระเป๋าเงินของเขาถูกขโมยไป ทำให้เงินที่เก็บสะสมมาโดยตลอดหายไปทั้งหมด และที่บ้านยังมีทั้งภรรยากับลูกสาวรอเขาอยู่ โดยเฉพาะลูกสาวที่กำลังจะครบวันเกิดในไม่ช้านี้ ทำให้ Spiers ค่อนข้างรีบเร่งและกระวนกระวายหาทางกลับไปให้ทัน

โชคยังดีที่เขาทำงานอยู่ในฝ่ายที่ดูแลสินค้าบรรทุกส่งออก ซึ่งทำให้เขาทราบข้อมูลเรื่องขนาดสูงสุดของกล่องที่สามารถส่งผ่านเครื่องบินได้ การเก็บเงินปลายทาง และเขายังได้เคยเห็นการขนส่งสัตว์ผ่านวิธีนี้อีกด้วย นั่นได้จุดประกายความคิดให้กับ Spiers ว่า ‘ถ้าสัตว์เหล่านี้ทำได้ เขาก็ต้องทำได้’

Spiers ได้ขอให้ John McSorley เพื่อนนักกีฬาพุ่งแหลนที่อยู่อาศัยกับเขาในลอนดอน ได้ช่วยสร้างกล่องขนาด 1.5 x 0.9 x 0.75 เมตรให้เขา ซึ่ง McSorley ทราบดีว่าไม่ว่าเขาจะช่วยหรือไม่ช่วย ยังไง Spiers ก็จะกลับด้วยวิธีนี้อยู่แล้ว เขาจึงตัดสินใจที่จะช่วย และทำให้ดีที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่า Spiers จะสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

กล่องที่ McSorley สร้างขึ้นนั้นมีขนาดกว้างพอจะให้เขานั่งและเหยียดขาออกมาได้ หรือนอนลงและงอเข่าลงเล็กน้อย ที่ฝาปิดทั้งสองข้างถูกยึดปิดไว้ด้านใน ซึ่งสามารถหมุนเปิดออกมาได้ ในกรณีที่ Spiers ต้องการออกมายืดเส้นยืดสายภายนอกกล่อง ด้านนอกมีการแปะป้ายบอกว่าบรรจุสีเข้ามาเป็นจำนวนมาก เพื่อนำส่งร้านของรองเท้า (ที่ไม่มีจริง) ส่วนด้านในก็ยังมีสายรัดตัวเขาเอาไว้กับที่ เพื่อยึดไม่ให้เขาเคลื่อนไหวขณะที่มีการย้ายกล่องเกิดขึ้น และเขาได้นำอาหารกระป๋อง ผ้าห่ม หมอน ไฟฉาย ขวดน้ำสองขวด (ใส่น้ำขวดนึง อีกขวดเอาไว้ใส่ปัสสาวะของเขา) ใส่ไว้ในลังไปด้วย

อันที่จริงวิธีนี้มีราคาแพงกว่าการซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้านแบบสบายๆ เสียอีก แต่เมื่อตัดสินใจไปแล้ว ก็ไม่มีการหันหลังย้อนกลับไปได้อีก เขาเดินทางไปกับสายการบิน Air India ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่สามารถบินตรงจากอังกฤษไปยังออสเตรเลียได้ ทำให้มีการแวะต่อเครื่องที่ปารีส ฝรั่งเศส และมุมไม อินเดีย ก่อนจะไปลงจอดที่เพิร์ท ซึ่งแม้จะไม่ใช่เมืองที่เขาจะกลับบ้านอย่างแอดิเลด แต่สนามบินที่เพิร์ทซึ่งเล็กกว่า ก็เป็นข้อได้เปรียบที่เขาเลือก

Spiers ใช้เวลาเดินทางรวมทั้งสิ้น 63 ชั่วโมง และยังมีช่วงเวลาล่าช้าไปอีก 24 ชั่วโมงด้วยกันที่ลอนดอน เนื่องจากปัญหาหมอกหนาจัด ทำให้เครื่องไม่สามารถขึ้นบินได้ และเขายังถูกทิ้งลังให้ตั้งกลับหัวอยู่กลางแดดที่สนามบินมุมไบอีกนานถึง 4 ชั่วโมงด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม เขาสามารถเดินทางมาถึงสนามบินในแผ่นดินเกิดของเขาได้อย่างปลอดภัย และด้วยความหละหลวมในความปลอดภัยของสนามบิน ทำให้ Spiers สามารถเดินออกจากสนามบินไปได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะเกาะรถเดินทางกลับแอดิเลดไปพบกับครอบครัวได้ในที่สุด

ตัดภาพไปที่ McSorley ผู้รอคอยข่าวอย่างกังวล ซึ่งเมื่อไม่ได้รับการติดต่อกลับมาจาก Spiers ว่าเขาเป็นอย่างไร จึงได้ติดต่อไปยังสื่อต่างๆ เพื่อเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และนั่นทำให้ Spiers ดังเป็นพลุแตกในประเทศของเขา ทั้งได้รับโทรเลขชื่นชมมาจากนักการเมืองชื่อดังในประเทศ สายการบินที่เลือกไม่เก็บเงินค่าส่งลังของเขา และสำนักข่าวต่างๆ ที่พากันมาทำข่าวเกี่ยวกับการเดินทางข้ามทวีปในลังของเขา

น่าเสียดายที่เรื่องราวของชีวิตเขากลับจบลงไม่ค่อยสวยนัก หลังจากเข้าไปวนเวียนอยู่กับขบวนการลักลอบนำเข้าสารเสพติด ทำให้ถูกตัดสินจำคุก 10 ปีในปีค.ศ. 1980 ซึ่งเขาก็ได้หนีออกนอกประเทศ ก่อนจะไปถูกจับอีกครั้งที่ศรีลังกาในปีค.ศ. 1984 ภายใต้พาสปอร์ตปลอม ซึ่งเขาได้ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต เนื่องจากกระทำผิดฐานครอบครองสารเสพติด ก่อนจะอุธรณ์โทษได้สำเร็จ และลงโทษเหลือเพียงจำคุก 5 ปีในออสเตรเลียเท่านั้น

ส่วนในปัจจุบัน ความพยายามที่จะส่งมนุษย์ข้ามประเทศในลังนั้นเป็นไปแทบจะไม่ได้แล้ว เนื่องจากมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับเครื่องบิน ที่สัมภาระทุกชิ้นจะถูกคัดกรองและสแกนก่อนขึ้นเครื่อง ซึ่งส่งผลให้แม้แต่เราจะซื้อของกลับมายังต้องเสียววาบเมื่อเดินผ่าน ตม. ถ้ามีคนซ่อนอยู่เครื่องก็จะตรวจพบเจอในทันทีนั่นเอง

 

Chaipohn
WRITER: Chaipohn
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line