Advertisement
DESIGN

นักสะสมห้ามพลาด!! SEIKO ‘REAL THAI’ COLLECTION ฉลอง 30 ปี SEIKO ประเทศไทย ด้วยแรงบันดาลใจจาก 4 ภูมิภาค

By: NTman August 20, 2021

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘SEIKO (ไซโก)’ คำภาษาญี่ปุ่นที่มีความหมายว่า “นาที” “ความดีเยี่ยม” และ “ความสำเร็จ” เป็นคำคุ้นหูที่หลายคนรู้จักในฐานะชื่อแบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นที่อยู่คู่กับคนไทยมาทุกยุคทุกสมัย

นอกจากชื่อเสียงที่ชาวไทยคุ้นเคย ในระดับโลก SEIKO ยังถือเป็นแบรนด์ที่สร้างมาตรฐานใหม่บนหน้าประวัติศาสตร์วงการนาฬิกามาแล้วมากมาย ทั้งในฐานะแบรนด์นาฬิกาข้อมือแบรนด์แรกของญี่ปุ่นที่ริเริ่มผลิตนาฬิกาควอตซ์จนทำให้เกิดยุค Quartz Crisis และเป็นแบรนด์ที่ผลิตนาฬิกาดำน้ำไทเทเนียมรุ่นแรกของโลก รวมถึงนวัตกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย

จากประสบการณ์ที่ถูกสั่งสมมาอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลากว่า 140 ปี นับตั้งแต่วันแรกที่ SEIKO ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1881 จนกลายเป็นความเชี่ยวชาญที่ผลักดันให้ SEIKO ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทนาฬิกาชั้นนำในญี่ปุ่น เป็น House of Watchmaking ที่ผลิตทุกชิ้นส่วนของนาฬิกาด้วยโดยช่างผู้ชำนาญการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของนาฬิกา ภายใต้คติ Keep Going Forward ซึ่งหมายถึงการไม่หยุดพัฒนาและก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ ที่ SEIKO ยึดถือมาจนถึงปัจจุบัน

และในปี 2021 นี้ ไม่เพียงแต่เป็นโอกาสพิเศษของแบรนด์คุณภาพจากญี่ปุ่นที่เดินทางมาครบรอบ 140 ปีเท่านั้น ซึ่งพวกเราชาวไทยที่เป็นสาวก SEIKO มาตั้งแต่ยุคบุกเบิกน่าจะรู้กันดีว่าช่วงเวลานี้ถือเป็น “ช่วงเวลาพิเศษ” ของไซโก ประเทศไทย เช่นกัน กับโอกาสพิเศษที่ บริษัท ไซโก (ประเทศไทย) จำกัด ได้ครบรอบการดำเนินกิจการในเมืองไทยมาครบ  30  ปี ด้วยการตอบรับที่ดีเสมอมา ยืนยันได้จากเหล่าสินค้า Thailand Limited Edition ซึ่งมีกระแสความนิยมที่ร้อนแรงในหมู่นักสะสมชาวไทย จนดังไกลไปทั่วโลก

ยกตัวอย่างเช่น SEIKO Prospex รุ่นที่นักสะสมชาวไทยขนานนามว่า “ไซโก มอนสเตอร์” หรือ “ไซโก ซี มอนสเตอร์” ซึ่งได้กลายเป็นปีศาจที่มีชื่อเรียกติดปากสร้างความนิยมในระดับโลก จนทางญี่ปุ่นถึงกับต้องนำมาผลิตเป็นโมเดลหลักวางขายจนถึงปัจจุบัน หรือแม้กระทั่ง “ฉลามวาฬ” SEIKO Prospex Zimbe Limited Edition ก็เป็นอีกหนึ่งรุ่นฮิตที่นักสะสมนาฬิกาทั่วโลกต่างอยากมีไว้ในครอบครอง

และเพื่อเป็นการขอบคุณแฟน ๆ ชาวไทยในทั่วทุกภูมิภาค ที่คอยให้การสนับสนุนนาฬิกา SEIKO และสินค้าในเครือด้วยดีมาตลอด 30 ปี ทาง SEIKO ประเทศไทยจึงได้รังสรรค์ SEIKO ‘Real Thai’ Collection คอลเลกสุดชันพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมไทย 4 ภาค ออกมาให้แฟนพันธุ์แท้ SEIKO และเหล่านักสะสมชาวไทยได้ตามล่ามาเก็บไว้เป็นที่ระลึก เพราะต้องบอกเลยว่าแต่ละโมเดลที่เปิดตัวออกมานั้นช่างมีความงดงามโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์จนยากจะห้ามใจจริง ๆ ถ้าไม่เชื่อลองไปดูความงามของแต่ละโมเดลไปพร้อมกันได้เลย


 

จากเทศกาลงานบุญอันโด่งดังและมีเอกลักษณ์ของภาคอีสาน

รังสรรค์เป็นชิ้นงาน ที่สะท้อนสีสันแห่งวัฒนธรรม “ผีตาโขน”

อีสานบ้านเฮา ถิ่นกำเนิดของเทศกาลประเพณีแห่ “ผีตาโขน” เป็นหนึ่งในงานบุญประเพณีใหญ่ที่เรียกว่า “งานบุญหลวง” หรือ “บุญผะเหวด” เล่ากันว่าเทศกาลนี้ได้รับอิทธิพลมาจาก “มหาเวสสันดรชาดก” เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พระเวสสันดรและนางมัทรี

จะเดินทางออกจากป่ากลับสู่เมือง เหล่าผีป่าและสัตว์นานาชนิดอาลัยรักจึงพาแห่แหนแฝงตัวแฝงตน มากับชาวบ้านเพื่อมาส่งทั้งสองพระองค์กลับเมือง เรียกกันว่า “ผีตามคน” หรือ “ผีตาขน” จนเพี้ยนกลายมาเป็น “ผีตาโขน” ในปัจจุบัน โดยถือเป็นประเพณีที่จะจัดขึ้นทุกปีที่พระธาตุศรีสองรัก ปูชนียสถานสำคัญของชาวด่านซ้าย จังหวัดเลย จนมีชื่อเสียงไปทั่วโลก

ด้วยความมีเอกลัษณ์ของเทศกาลนี้จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการนำสีสันของเครื่องแต่งกายผีตาโขนมาออกแบบตกแต่งนาฬิการุ่นพิเศษบนตัวเรือนแบบ ซูโม่  ซึ่งเป็นรุ่นบุกเบิกของโมเดลที่ผลิตในญี่ปุ่นและนำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยเป็นรุ่นแรก ๆ โดยให้สีสันขอบตัวเรือนสีดำแดงตัดกับ สเกลและหลักชั่วโมงสีทองที่ได้รับแรงบันดาลใจตามสีสันของหน้ากากและเครื่องแต่งกายของผีตาโขน 

แพทเทิร์นหน้าปัดแบบพิเศษที่มีเส้นสายเหมือนลวดลายของงานหัตถกรรมเครื่องจักรสาน ฝาหลังประทับสัญลักษณ์ลวดลายของหน้ากากผีตาโขน พร้อมระบุหมายเลขประจำตัวเรือนที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,991 เรือนตามปีที่เริ่มจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในประเทศไทย มาพร้อมบรรจุภัณฑ์ออกแบบลวดลายตามคอนเซปต์ กล่องกำมะหยี่สีแดงเข้ม ประทับตราสัญลักษณ์โลโก้ SEIKO Thailand 30th Anniversary และ สัญลักษณ์ หน้ากากผีตาโขนสีทอง พร้อมสายยางคุณภาพ

SEIKO Thailand 30th Anniversary Limited Edition (SPB247J)
เริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 28 สิงหาคม 2564 นี้  สนนราคา 39,800 บาท


 

ความสวยงามของท้องทะเลไทย ที่โด่งดังไกลไปทั่วโลก

อัตลักษณ์และศิลปะวัฒนธรรมจาก “หนังตะลุง”เมืองใต้

ความสวยงามของท้องทะเลไทย เป็นอีกหนึ่งความได้เปรียบที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะความสวยงามของท้องทะเลทางภาคใต้ที่เคยเผยโฉมแม้ภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูดมาแล้วหลายต่อหลายเรื่อง ผนวกกับหนึ่งในมหรสพที่เป็นศิลปะวัฒนธรรมการแสดงท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้ บอกเล่าและขับร้องเป็นสำเนียงท้องถิ่น และใช้การแสดงเงาฉายไปบนจอผ้า อย่างหนังตะลุงที่ทำให้เกิดความสนุกสนานพร้อมตัวละครดังอย่าง อ้ายเท่ง  

ทั้งความโดดเด่นทางด้านภูมิทัศน์ และวัฒนธรรมที่น่าสนใจเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นาฬิกาไซโก ภายใต้รหัส SRPG55K ที่เลือกใช้สีน้ำเงินและฟ้าครามของท้องทะเลทางภาคใต้มาเป็นสีหลัก บนตัวเรือนท็อปฮิตที่แฟน ๆ ขนานนามว่า “มอนสเตอร์” หน้าปัดแบบซันเรย์มีการเล่นเหลือบแสงเงาสีสันของน้ำทะเลในวันฟ้าใสสะท้อนตา ชุดเข็มประดับสีทองเพิ่มความหรูหรา

ฝาหลังประทับสัญลักษณ์ตัวละครเด่นของหนังตะลุงเอาไว้ พร้อมระบุหมายเลขประจำตัวเรือน และผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,991 เรือน ตามปีที่เริ่มจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในประเทศไทย มาพร้อมบรรจุภัณฑ์ออกแบบลวดลายตามคอนเซปต์ กล่องกำมะหยี่สีฟ้าน้ำทะเล ประทับตราสัญลักษณ์โลโก้ SEIKO Thailand 30th Anniversary และ สัญลักษณ์ตัวละครในหนังตะลุงสีทองพร้อมสายยางคุณภาพสีน้ำเงิน

SEIKO Thailand 30th Anniversary Limited Edition (SRPG55K)
มีแผนวางจำหน่ายราว ๆ เดือน ตุลาคม 2564 นี้  สนนราคาราว 23,800 บาท


 

ตระการตาด้วยความสวยงามของโคมลอยนับพันบนท้องฟ้า 

ในงานประเพณี“ยี่เป็ง” ณ แดนดินถิ่นล้านนา

สวัสดีเจ้าคือคำทักทายในภาษาเหนือที่มีความอ่อนช้อยและจัดว่าไพเราะที่สุดในบรรดาภาษาพื้นเมืองทั้งหมดก็ว่าได้ ในทางเหนือนั้นจะมีเทศกาลหนึ่งที่มีเอกลักษณ์และความน่าสนใจโดยเฉพาะตัว อย่างงานประเพณีที่เรียกว่า ยี่เป็ง หรือเรียกว่า “ประเพณีเดือนยี่” ของชาวล้านนา เทศกาลที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้แวะเวียนไปถึงทางเหนือของประเทศไทยทุก ๆ ปี

เทศกาลนี้เป็นการลอยกระทงแบบล้านนาในคืนพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งเชื่อว่าการปล่อยโคมลอยนั้นเป็นการบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หรือบ้างก็เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ หรือสะเดาะเคราะห์ ให้เกิดความเป็นมงคลแก่ชีวิต ซึ่งคำว่า ยี่ แปลว่า สอง และเป็ง หมายถึง เพ็ญ หรือพระจันทร์เต็มดวงนั่นเอง 

และความสวยงามของโคมนับพันบนท้องฟ้าในคืนวันเพ็ญนั้น ถูกนำมาถ่ายทอดลงบนนาฬิกา SEIKO King Turtle หรือตัวเรือนที่มีรูปทรงเหมือนกระดอง  “เต่า” หน้าปัดทรงกลมคือตัวแทนของโคมลอยที่มีลักษณะโค้งมน ภายใต้รหัส SRPH35K ขอบหน้าตัวเรือนแบบเซรามิกสีดำรับกับสเกลสีส้มและสีครีมดูตัดกันอย่างกลมกลืน หน้าปัดเล่นระดับการไล่สีส้มกลืนไปกับขอบสีดำ สื่อถึงความสวยงามของแสงไฟในโคมลอยบนท้องฟ้าในคืนวันเพ็ญ

ฝาหลังประทับสัญลักษณ์รูปโคมล้านนา พร้อมระบุหมายเลขประจำตัวเรือน ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,991 เรือนตามปีที่เริ่มจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในประเทศไทย มาพร้อมบรรจุภัณฑ์ออกแบบลวดลายตามคอนเซปต์ กล่องกำมะหยี่น้ำเงินเข้ม ประทับตราสัญลักษณ์โลโก้ SEIKO Thailand 30th Anniversary และ สัญลักษณ์ โคมล้านนา สีทอง พร้อมสายยางคุณภาพสีส้ม

SEIKO Thailand 30th Anniversary Limited Edition (SRPH35K)
มีแผนวางจำหน่ายราว ๆ เดือน ธันวาคม 2564 นี้ สนนราคาราว 27,800 บาท 


จากตำนานเรื่องเล่าของ “ทศกัณฐ์” และ “สหัสเดชะ” 

ประติมากรรมยักษ์ 2 ตน ผู้ยืนเฝ้าทางเข้าพระอุโบสถวัดอรุณ ตำนานเรื่องเล่าแห่งท่าเตียน

ปิดท้ายกันที่ภาคกลาง ที่หากจะพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมักจะไปเยือนและถือโอกาสเยี่ยมชมศิลปะและประติมากรรมแบบไทย ก็คงจะหนีไม่พ้นพระราชวังหรือ อารามระดับวัดหลวง โดยเฉพาะ “วัดแจ้ง” หรือ วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร ที่เปรียบดั่งแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพหรือบางกอกที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา วัดอรุณ มีความสวยงามในเรื่องของพระปรางค์ประธานที่มีขนาดใหญ่สูงเสียดฟ้า และยิ่งสะท้อนความสวยงามดึงดูดสายตาของผู้คนเมื่ออาทิตย์อัสดง 

ซึ่งนอกเหนือจากความสวยงามของพระปรางค์แล้ว ยังมีตำนาน เรื่องเล่าแห่งท่าเตียน โดยตัวเอกของเรื่องเล่าในวัยเด็ก ที่เราเคยได้ฟังนั้นคงหนีไม่พ้นยักษ์ 2 ตนที่เป็นประติมากรรมที่สำคัญของวัด ผู้รับหน้าที่เฝ้าซุ้มยอดมงกุฎทางเข้าพระอุโบสถวัดอรุณซึ่ง เป็นผลงานประติมากรรมที่มีทั้งความสวยงามและความแข็งแกร่งน่าเกรงขาม

และแน่นอนว่ายักษ์ทั้ง 2 ตนได้ถูกนำมาเป็นไอเดียต้นแบบให้กับนาฬิกาโมเดลที่แฟน ๆ เรียกกันว่า ซามูไร จากรูปทรงของตัวเรือนที่เฉียบคม โดยรุ่น “ยักษ์ของภาคกลางนั้น ถูกผลิตออกมาด้วยกัน 2 เรือน ตามต้นแบบคือ

สหัสเดชะ(ยักษ์กายสีขาว)

 สหัสเดชะถูกนำมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับ SEIKO Prospex รหัส SRPH42K หน้าปัดสีขาวแพทเทิร์นสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบบสามมิติเหมือนผิวกายประติมากรรมของยักษ์ที่ถูกตกแต่งและประดับประดาด้วยกระเบื้องชิ้นเล็ก ๆ อย่างประณีต ขอบหน้าปัดสีแดงเหมือนสีริมฝีปากของยักษ์ ขอบเซรามิกสีดำพิมพ์สเกลสีขาวล้อมกรอบสีทองเหมือนดั่งมงกุฎชัย ชุดเข็มตกแต่งด้วยสีทองสื่อถึงดินแดนแห่งสุวรรณภูมิ หรือ ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์

ทศกัณฑ์ (ยักษ์กายสีเขียว)

 ทศกัณฐ์เป็นแรงบันดาลใจของ SEIKO Prospex รหัส SRPH44K หน้าปัดสีเขียวแพทเทิร์นสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบบสามมิติเลียนแบบผิวกายของยักษ์ที่ถูกประดับด้วยชิ้นกระเบื้องสวยงามประณีต ขอบหน้าปัดสีแดงเหมือนสีของริมฝีปากของยักษ์ ขอบเซรามิกสีดำพิมพ์สเกลสีเขียวล้อมกรอบสีทองเหมือนดั่งมงกุฏจีน ชุดเข็มสีทองตัดกับเข็มวินาทีสีแดงเพิ่มความหรูหรา

โดยนาฬิกาทั้งสองรุ่นฝาหลังประทับสัญลักษณ์รูป ยักษ์พร้อมระบุหมายเลขประจำตัวเรือน โดยแบ่งผลิตในรหัส SRPH44K สีเขียวจำนวน 996 เรือน และ SRPH42K สีขาว จำนวน 995 เรือน รวม 1,991 เรือนตามปีที่เริ่มจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในประเทศไทย มาพร้อมบรรจุภัณฑ์ออกแบบลวดลายตามคอนเซปต์ กล่องกำมะหยี่ ประทับตราสัญลักษณ์โลโก้ SEIKO Thailand 30th Anniversary และ สัญลักษณ์รูป ยักษ์สีทอง พร้อมสายยางคุณภาพสีดำและเขียว

SEIKO Thailand 30th Anniversary Limited Edition (SRPH42K/ SRPH44K)
มีแผนวางจำหน่ายราว ๆ เดือน มีนาคม 2565 สนนราคาเรือนละ 27,800 บาท


 

สำหรับใครที่สนใจเรือนเวลาทั้ง 4 รุ่น  5 โมเดลสุดพิเศษ ที่ดีไซน์ออกมาเพื่อขอบคุณแฟนๆ  ชาวไทยทั่วประเทศที่ให้การสนับสนุน SEIKO ประเทศไทย ด้วยดีเสมอมาตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี กับ SEIKO ‘Real Thai’ Collection ซึ่งนำเอาแรงบันดาลใจของความสวยงามทางวัฒนธรรมจากภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศไทยมานำเสนอได้อย่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SEIKO Call Center 02-255-1245 ต่อ 888

หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ : 

Website : https://www.seikowatches.com/th-th

SEIKO Prospex website : www.seikoprospexthailand.com

Facebook : https://www.facebook.com/SeikoThailandOfficial

Instagram : https://www.instagram.com/seiko_thailand/

Line : @seiko_thailand

NTman
WRITER: NTman
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line