Guide

เพราะเหล้าทุกหยดมีเรื่องเล่า “SINGLE MALT”เครื่องดื่มแห่งความซับซ้อนและหลากหลาย

By: DR. TUI January 21, 2019

เป็นที่เข้าใจกันดีว่าในทุกวันนี้ “ทักษะในการเข้าสังคม” เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิตอย่างปฎิเสธไม่ได้ นอกจากเสื้อผ้าหน้าผมและการสนทนาที่ต้องเหมาะสมและถูกกาลเทศะแล้ว “การดื่ม” ยังเป็นอีกหนึ่งทักษะในการเข้าสังคมอย่างมีรสนิยมเช่นกัน (โดยเฉพาะสำหรับผู้ชาย) ถ้าไม่เชื่อก็ลองสังเกตเวลาที่ดูหนังจากฝั่งฮอลลีวู้ดดูสิครับ เกือบทุกเรื่อง (ยกเว้นหนังสำหรับเยาวชนนะ) ต้องมีฉากที่พระเอกใส่สูทผูกไทด์มานั่งอารัมภบทอยู่ที่บาร์คนเดียว ทักทายกับบาร์เทนเดอร์คู่ใจอย่างคุ้นเคย

ก่อนที่เครื่องดื่มสีน้ำตาลประกายทองที่ถูกเรียกกันจนติดปากว่า “เหล้า” จะถูกรินและเสิร์ฟอยู่ข้างกายเขาอย่างประณีต ยกขึ้นมาจิบสักเล็กน้อยอย่างมีสไตล์ แล้วปิดซีนนี้ด้วยการถือแก้วพร้อมเดินเข้าไปจีบนางเอกแบบหล่อ ๆ (ซีนต่อไปจะเป็นอย่างไรต่อพอจะนึกออกกันนะครับ) จริงอยู่ที่เหล้านั้นถูกคิดค้นมาเพื่อสร้างความสุนทรีย์ในอารมณ์ แต่ถ้าเรามองลึกลงไปอีกนิดและหาข้อมูลอีกหน่อย ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนจะต้องประหลาดใจอย่างแน่นอน เพราะนอกจากความมึน(เมา) ที่มีให้แก่ผู้ดื่มแล้ว “เหล้า” นั้นยังมี “เรื่องเล่า” เยอะอีกด้วย โดยเฉพาะเหล้าชนิดนึงที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในบ้านเรา(แต่ทั่วโลกนิยมมานานแล้ว) นั่นก็คือ “Single Malt” อย่างเช่น Glenmorangie หรือ Glenfiddich ที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้ชื่นชอบ Single Malt บ้านเรา

Single Malt (ซิงเกิล มอลต์) คือวิสกี้ที่หมักและกลั่นจากมอลต์ของข้าวบาร์เลย์ (Malted barley)

“Single” หมายความว่ามอลต์ที่ไหลรินอยู่ในขวดทั้งหมด ต้องมาจากโรงกลั่นเดียว (Single distillery) เท่านั้น

“Malt” หมายความว่าวิสกี้นั้นต้องทำจากมอลต์ (Malted) ที่ได้จากธัญพืชล้วน ๆ ยิ่งถ้าเป็น Single Malt Scotch Whisky แล้วหล่ะก็จะต้องเป็นข้าวบาร์เลย์เท่านั้น

ในปัจจุบัน Single Malt มีการผลิตกันในหลากหลายประเทศ แต่ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวจริงเสียงจริงก็ต้องมาจากสกอตแลนด์เท่านั้น และข้างขวดต้องเขียนว่า “Single Malt Scotch Whisky” มีความหมายว่า Single Malt ขวดนี้ทำมาจาก malted barley ล้วน ๆ และต้องได้รับการกลั่นแบบสองครั้ง ซึ่งเป็นวิธีกลั่นที่จะรักษากลิ่นและรสของมอลต์เอาไว้ได้ดีที่สุดและต้องถูกบ่มในถังไม้โอคถึง 3 ปี เป็นอย่างน้อย

จากความต่างทางวัฒนธรรมและภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ โรงกลั่นแต่ละแห่งจะใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นของตัวเองจึงทำให้แต่ละแห่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงกลายเป็นจุดเริ่มของความพิเศษในกลิ่นและรสชาติ จนได้รับความนิยมไปทั่วโลกด้วยเหตุนี้จึงมีการแบ่งเขตสำหรับผลิต Single Malt Scotch Whisky เป็น 6 พื้นที่ ดังนี้

Speyside (สเปย์ไซด์)

เป็นเขตที่มีโรงกลั่น Single Malt Whisky เยอะที่สุด เพราะความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่จึงทำให้วิสกี้ของเขตนี้มีรสชาติที่ซับซ้อน (Complex) แต่ชัดเจน เป็น Single Malt Whisky ที่ค่อนดื่มง่ายและเหมาะสำหรับมือใหม่ Single Malt ที่มาจากเขต Speyside เช่น Macallan (แมคคัลแลน), Glenfiddich (เกลนฟิดิค), Singleton (ซิงเกิลตั้น)

Highland (ไฮแลนด์)

เป็นเขตที่ราบสูงและเต็มไปด้วยป่าเขาลำเนาไพร จึงทำให้รสชาติของวิสกี้เขตนี้โดดเด่นด้วยกลิ่นของไม้และเครื่องเทศ (Wood&Spice) Single Malt ที่มาจากเขต Highland เช่น Glenmorangie (เกลนมอแรนจี้), Glengoyne (เกลนกอยน์),

Lowland (โลวแลนด์)

เป็นเขตพื้นที่ราบลุ่ม มอลต์ของที่นี่จะเบาและแห้งกว่ามอลต์ที่มาจากเขต Highland แต่ปัจจุบันเหลือโรงกลั่นเพียงไม่กี่แห่ง วิสกี้ของที่นี่จะมีลักษณะบางเบา ไม่ซับซ้อน อัดแน่นไปด้วยกลิ่นดอกไม้พร้อมความสดชื่นที่เบาบางในตอนท้าย เป็น Single Malt Whisky ที่ดื่มง่ายพอสมควร Single Malt ที่มาจากเขต Lowland เช่น Macleod (แมคคลาวด์)

Skye (สกาย)

เป็นพื้นที่เกาะ ปัจจุบันเหลือโรงกลั่นเพียงแห่งเดียวคือ Talisker ด้วยภูมิประเทศจึงทำให้ Whisky ที่ออกมานั้นมีกลิ่นของไอทะเลอีกด้วย Single Malt ที่มาจากเขต Skye มีเพียง Talisker (ทาลิสเกอร์) เท่านั้น

Islay (ไอส์-ลาย์)

เป็นพื้นที่เกาะเช่นกัน แต่เขตนี้จะเต็มไปด้วยดินพีทคุณภาพสูง ทำให้วิสกี้ของเขตนี้มีกลิ่นรมควัน (Peat) ที่เด่นมาก เป็น Single Malt Whisky ที่มีเอกลักษณ์พิเศษจริง ๆ Single Malt ที่มาจากเขต Islay เช่น Laphroaig (ลาฟอย), Bruichladdich (บรูซลัซดิช)

Coastal (โคสทัล)

แม้ว่าเขตนี้จะมีความอุดมสมบูรณ์ด้อยกว่าเขตอื่น ๆ แต่วิสกี้ของเขตนี้กลับได้รับการพูดถึงว่ามีรสชาติที่สมดุลที่สุด และด้วยความที่เขตนี้ที่อยู่ระหว่างเขต Islay กับ Highland ทำให้วิสกี้จากเขตนี้มีเอกลักษณ์ของ 2 เขตนั้นผสมผสานรวมอยู่ด้วย Single Malt ที่มาจากเขต Coastal เช่น Oban (โอเบน)

และนี่คือเขตที่ผลิต Single Malt Scotch Whisky ทั้งหมด ยิ่งถ้าได้ดูแผนที่ด้วยจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นแน่นอน อย่างเช่น พื้นที่ไหนติดทะเลวิสกี้ก็จะมีกลิ่นไอทะเลที่โดดเด่น พื้นที่ที่มีแร่ธาตุสูงวิสกี้ก็จะมีกลิ่นรมควันสูงนั่นเอง ถ้ามีโอกาสต้องเลือก Single Malt Scotch Whisky สักขวดก็สามารถรู้ถึงคาแรคเตอร์ได้เลย เพราะ Single Malt Scotch Whisky จะเขียนเขตที่ผลิตเอาไว้ทุกขวด

เวลาดื่ม Single Malt Scotch Whisky จะได้มีอรรถรสมากยิ่งขึ้น เพราะสิ่งที่เรากำลังดื่มไม่ได้มีเพียงแค่เหล้า แต่เรากำลังดื่มด่ำไปกับภูมิประเทศนั้น ๆ ด้วย คงไม่ต่างจากอาหารบ้านเราสักเท่าไหร่เพราะในแต่ละภูมิภาคก็มีรสชาติและวัตถุดิบที่เฉพาะตัว และความต้องการในกลิ่นและรสในแต่ละครั้งก็คงผันแปรไปตามอารมณ์ในช่วงเวลานั้น ๆ เช่นเดียวกัน เพราะคงไม่มีใครทานแต่เมนูเดิม ๆ ไปตลอดหรอกคุณว่ามั้ย?

DR. TUI
WRITER: DR. TUI
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line