Entertainment

ขออีกตอนจะนอนแล้ว! 5 ซีรี่ส์ SURVIVAL เอาชีวิตรอดจากสถานการณ์เลวร้าย ใน NETFLIX

By: april June 12, 2018

เราคงคุ้นเคยกับภาพยนตร์แนว Survival กันดี เพราะส่วนมากก็จะถูกยกให้เป็นหนังขึ้นหิ้งอย่าง Cast Away, 127 Hour อะไรทำนองนั้น เราคงชื่นชอบการได้เห็นอะไรที่มันแฟนซี อุปสรรคแปลก ๆ ที่เราแทบไม่มีโอกาสได้เจอใจชีวิตจริง เช่น ติดเกาะ หลงป่า โดนลักพาตัว ไวรัสระบาดทั่วโลก อะไรทำนองนั้น เราเลยมักจะชื่นชอบหนังแนวนี้ และตื่นเต้นไปกับการเอาใจช่วยตัวละครให้มีชีวิตรอดกลับไปให้ได้ แต่วันนี้ UNLOCKMEN ชวนมาดู Survival ในรูปแบบของซีรี่ส์กันบ้าง ซึ่งสามารถหาดูกันได้ง่าย ๆ จากใน Netflix ว่างจากงาน เอนหลังในวันหยุด ก็อย่าลืมเลือกสักเรื่องมาดูให้ผ่อนคลายกัน

The 100

เมื่อโลกใบนี้ ไม่ใช่ที่อาศัยของมนุษย์อีกต่อไป เพราะเต็มไปด้วยกัมมันตภาพรังสี ก็ต้องหอบข้าวของย้ายภูมิลำเนาไปอาศัยกันบนสถานีอวกาศ อยู่กันไปสักพักก็เกิดอยากจะรู้ว่าโลกใบเดิมที่เคยทิ้งมา แม่งกลับมาอยู่ได้หรือยัง เลยเอาเด็กวัยรุ่น 100 คนที่เป็นตัวแสบ มีโทษติดตัว เอามาเป็นหนูทดลอง ส่งลงมายังโลกที่ก็ไม่ชัวร์เหมือนกันว่ามันอาศัยได้จริงมั้ย แจ็กพ็อตมันเกิดขึ้นเมื่อโลกใบเดิมมันเปลี่ยนไปมาก เกิดเรื่องแปลก ๆ กับธรรมชาติเยอะแยะไปหมด และพีคสุดคือพวก 100 คนที่ลงไป ไม่ใช่มนุษย์กลุ่มเดียวบนโลกใบนั้น

เรื่องนี้เป็นอะไรที่ Survival จ๋าเอามาก ๆ ใครที่ชอบแนวนี้คงคุ้นเคยกับเรื่องนี้ดี ต้องหนีจากมนุษย์กลุ่มอื่น หนีไปหาพื้นที่ที่อาศัยได้ ซึ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีจริงมั้ย ถือว่าตามสูตรหนัง Survival แบบเต็ม ๆ แต่ก็ยังโดดเด่นกว่าเรื่องอื่นตรงที่เนื้อเรื่องที่ไม่อาจเดาได้นัก มีการหักหลังกันไปมาแบบจะต้องอ้าปากค้าง เอาเป็นว่าไปเอาใจช่วยทั้ง 100 คนให้มีชีวิตรอดบนโลกกันได้ในเรื่องนี้

Lost

นั่งเครื่องบินอยู่ดี ๆ ใครจะคิดว่าจะต้องไปติดเกาะลึกลับกันล่ะ เมื่ออยู่ดี ๆ เครื่องบินที่นั่งอยู่ เกิดประสบอุบัติเหตุ ตกลงไปที่เกาะลึกลับแห่งหนึ่ง ประมาณแล้วก็น่าจะแถว ๆ แปซิฟิกใต้ ซึ่งเกาะนั้นก็เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่คาดคิดรออยู่ (อย่างงี้เสมอ) แม้เนื้อเรื่องจะดูดาด ๆ แต่ก็อย่าเพิ่งเลื่อนหนี เพราะเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจตอนเขียนบทมาจากหลาย ๆ เรื่องอย่างภาพยนตร์ Cast Away หรือซีรี่ส์อย่าง Gilligan’s Island แถมยังได้หนึ่งในผู้กำกับ Sci-Fi มือฉมังอย่าง J. J. Abrams อีกด้วย

เอาจริง ๆ แค่ดูโปรดักชั่นเรื่องนี้ก็คุ้มแล้ว เพราะพิถีพิถันกันมาตั้งแต่การแคสต์นักแสดง ดนตรีประกอบ รวมถึงการถ่ายทำ จึงไม่แปลกใจที่เรื่องนี้กวาดหลายรางวัล

3%

พื้นหลังเป็นประเทศบราซิล ในวันที่โลกใบนี้มันสิ้นหวังซะเหลือเกิน เพราะวันสิ้นโลกใกล้เข้ามาทุกที มีแค่คนบางกลุ่มเท่านั้นที่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตแบบปกติ และถือว่าเป็นอภิสิทธิ์ชนในตอนนั้น พวกปลายแถวจึงต้องดิ้นรนหาทางให้ตัวเองได้มีชีวิต อย่าว่าแต่มีชีวิตที่ดีเลย เอาแค่มีชีวิตรอดก่อนจะดีกว่า แม้จะเป็นซีรี่ย์ใหม่แกะกล่อง และเป็น Original Content ของ Netflix (ที่หลัง ๆ กระแสไม่ดีสักเท่าไหร่) แต่กระแสตอบรับของเรื่องนี้ก็ถือว่าดีเยี่ยม แฟน ๆ แนวนี้ชมเป็นเสียงเดียวกันว่า ทำออกมาได้ดีไม้แพ้ 2 เรื่องข้างบนนั้นเลย ยังไงก็ลองพิสูจน์กันได้สักตอนสองตอน

The Rain

เรื่องนี้เราต้องมาเอาใจช่วยให้ตัวละคร รอดจากไวรัสตัวร้ายที่มาพร้อมกับฝน ซึ่งทำลายโลกใบนี้ไปแล้ว เพราะไวรัสที่มากับฝนระบาดไปทั่ว สองพี่น้องที่ซ่อนตัวอยู่เกิดอยากลุกขึ้นสู้ ตามหาผู้รอดชีวิตแล้วฝ่าฟันไปพร้อมกัน เพราะคิดแล้วว่าอยู่แบบนี้ต่อไปก็ไม่น่ารอด (ตามสูตร) แต่จะให้ฟีลไม่เหมือนซีรี่ส์อเมริกันสักเท่าไหร่ ทั้งการเล่าเรื่อง เทคนิคการถ่ายภาพ เพราะเป็นซีรี่ส์จากเดนมาร์กแท้ ๆ กระแสตอบรับก็ปะปนกันไปหลายเสียง เอาเป็นว่าดูพอขำ ๆ กันสักตอนสองตอน ถูกใจยังไงค่อยดูต่อก็ยังไม่สาย

Lost In Space

ครอบครัวสุดจีเนียสอย่างครอบครัวโรบินสัน ที่ดีกรีไอคิวของแต่ละคนทะลุโลกกันจนได้รับการคัดเลือก ให้ไปใช้ชีวิตในดาวดวงอื่น แต่ระหว่างทางที่ไปดันหลงออกนอกเส้นทาง (ตามสูตรอีกครั้ง) ทำให้พวกเขาต้องหาทางกลับไปสู่เส้นทางที่ถูกต้อง และเอาตัวรอดจากสิ่งที่เจอระหว่างทางให้ได้ ซึ่งแฟน ๆ ที่ดูแล้วก็กระซิบมาว่า ชาว Geek วิทยาศาสตร์ต้องชอบเรื่องนี้แน่นอน เพราะจะได้เจอมุกทางวิทยาศาสตร์ให้ชวนอมยิ้มกันอยู่บ่อย ๆ เพราะจริง ๆ เนื้อเรื่องมันไม่ได้ Sci-Fi จ๋าอะไรขนาดนั้น มีความ Comedy, Drama เข้ามาด้วย และถึงแม้เราจะบอกว่ามันไม่ได้เป็น Sci-Fi จ๋า แต่นั่นสำหรับเนื้อเรื่อง ส่วนโปรดักชั่นนั้น ให้คะแนนกันแบบปรอทแตกไปเลย

ลองเลือกสักเรื่องที่ถูกใจ แล้วลุ้นระทึก เอาชีวิตรอด ไปพร้อม ๆ กับตัวละครกันเถอะ

april
WRITER: april
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line