Life

ไม่หวั่นแม้วันยุ่งยาก! 7 เทคนิคเอาตัวรอด ตอนเผชิญสถานการณ์ตึงเครียด

By: april June 21, 2018

สกิลลื่นไหลตอนเจอปัญหาเฉพาะหน้า เป็นอะไรที่เฉพาะตัวอยู่เหมือนกัน เพราะแต่ละคนก็มีวิธีที่ต่างกันไป บางคนมุดซ้ายมุดขวา หลบปัญหาไปได้แบบดิจิทัล แต่บางคนก็ได้แต่ยืนขาแข็ง อุทานในใจซ้ำ ๆ หลายสิบรอบว่า “ซวยแล้วกู!” ไม่ว่าคุณจะเป็นแบบไหน UNLOCKMEN ชวนเพิ่มเติมสกิลลื่นไหล เมื่อเจอปัญหาตึงเครียด ไม่ว่าจะเป็นกับครอบครัว คนรัก หรือแม้แต่ในที่ทำงาน โชว์แมนแบบเหนือชั้น ด้วยการลอยตัวเหนือปัญหา ให้เห็นไปเลยว่าใครคุมเกมอยู่

คุมภาษากายให้ดี

สเต็ปแรกของการเอาอีกฝ่ายให้อยู่หมัด แม้อีกฝ่ายกำลังเดือดเป็นภูเขาไฟพร้อมปะทุอยู่ตลอดเวลาก็ตาม นั่นคือ “อย่าแสดงท่าทีหยาบคาย” ซึ่งเป็นคนละอย่างกับการพูดจาหยาบคาย (ซึ่งก็ไม่ควรเช่นกัน) ในเวลาที่เรารู้สึกไม่พอใจ แม้จะไม่ได้แสดงออกเป็นคำพูดที่รุนแรง แต่มันอาจจะเผลอสื่อออกมาทางภาษากายโดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้ อย่างอาการเบสิก ๆ เช่น ตาขวาง เบะปาก มองบน กอดอก เชิดหน้า มันทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าคุณกำลังแข็งกระด้างใส่เขา และกำลังเอาอีโก้ขึ้นมานำหน้า ซึ่งมันไม่ใช่ทางออกที่ดีแน่นอน

แม้ว่าอีกฝ่ายจะหัวเสียแค่ไหน หรือเขาจะแสดงออกแบบก้าวร้าวแค่ไหน เราไม่จำเป็นต้องไหลไปตามเขา เราต้องโชว์การคุมเกมด้วยการคุมตัวเองก่อน ทั้งแววตา และท่าทาง ต้องแสดงออกแบบเป็นมิตร ให้อีกฝ่ายรู้ว่าเรากำลังเปิดรับความคิดเห็นของเขา หลีกเลี่ยงการแสดงออกที่แข็งกระด้าง แสดงออกว่าคุณพร้อมรับฟัง และแก้ปัญหานี้ด้วยความจริงใจ ไม่ปิดกั้น ไม่ใช่ว่าทำเป็นเหมือนฟัง แต่ตั้งกำแพงเอาไว้แล้ว 

อยากได้อะไร ? ไหนพูดสิ !

ไม่ว่าเป็นคุณที่กำลังโดนโกรธ หรืออีกฝ่ายโกรธคนอื่นมาแล้วกำลังมาระเบิดอารมณ์ใส่คุณ สิ่งที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้คือ หาคำตอบให้ได้ว่า “เขากำลังต้องการอะไร ?” ซึ่งไอ้การที่เราจะได้คำตอบมาเนี่ย มันก็ Case By Case อยู่ดี บางคนอาจชอบให้ถามตรง ๆ ตอบกันตรง ๆ บางคนชอบให้ถามอ้อม ๆ ละมุนละม่อม ไม่ต้องตีแสกหน้า เพราะเขาเองก็อาจจะไม่กล้าที่จะบอกความต้องการของตัวเองตรง ๆ อันนี้เป็นหน้าที่ของผู้ชายอย่างเราอีกนั่นแหละ ที่ต้องอ่านเกมให้ออกว่าเราต้องรับมือกับคนนี้ยังไง ซึ่งเป็นสกิลที่เราควรมีติดตัวเอาไว้แบบพลาดไม่ได้

นอกจากจะรู้จุดแล้วว่าอีกฝ่ายต้องการแบบนี้ มันยังช่วยให้เห็นว่าเราไม่ได้แค่อยากเคลียร์ให้มันจบ ๆ หรืออยากต่อล้อต่อเถียงเฉย ๆ แต่เราต้องการให้เขาพอใจ ให้เรื่องมันจบสวย ยิ่งถ้าปัญหามันเกิดจากตัวเราแล้วล่ะก็ รับปากไปเลยว่าจะไม่มีแบบนี้อีก เพื่อตัวเขาและตัวเราเองด้วย ดูแมนกว่ากันเป็นกองเลยล่ะ

เขยิบเข้าใกล้ ไม่ใช่เผชิญหน้า

แม้ความหมายจะคล้ายกัน แต่การแสดงออกมันต่างกันแบบสิ้นเชิงเลยล่ะ สิ่งที่เราควรทำคือ “เขยิบเข้าไปใกล้” เพื่อแก้ปัญหาที่มันกำลังเดือดปุด ๆ อยู่ตอนนี้ ไม่ใช่เอาอีโก้นำหน้า แถมยังเอาไปเป็นเกราะเพื่อ “เผชิญหน้า” อีกฝ่ายด้วย 

สิ่งที่ทำให้สองอย่างนี้ต่างกันคือ “คำพูด” ลองเปลี่ยนจาก “เป็นอะไรอีก!” เป็น “ตอนนี้เธอกำลังกังวลอะไรอยู่ ?” “อะไรที่มันกวนใจเธออยู่ในตอนนี้ ?” เห็นมั้ย มันเป็นบทสนทนาในสถานการณ์ที่เราอยากจะเคลียร์เรื่องราวยุ่ง ๆ เหมือนกัน แต่ความรู้สึกที่แสดงออกผ่านคำพูดมันแตกต่างกันเอามาก ๆ เลย อ่านแค่นี้ก็รู้แล้วว่าใครที่ EQ มาเหนือชั้นมากกว่ากัน 

คำพูดมันบาดความรู้สึกได้ลึกมากกว่าที่เราคิด ทุกครั้งก่อนจะพูดอะไรออกไปให้คิดให้หนัก ยิ่งเราอยู่ในวังวน Emotional ไม่ว่าจะแง่บวกหรือลบ ยิ่งต้องคิดให้หนักกว่าตอนอารมณ์ปกติซะอีก เราอาจจะลิงโลดจนเผลอพูดเหยียดคนอื่นออกไป ด้วยความหวังว่าเขาจะตลกด้วย หรืออาจจะโกรธมากซะจน เผลอพูดอะไรแรง ๆ ใส่โดยตั้งใจให้เขาเสียใจเหมือนที่เรากำลังเสียใจอยู่นั่นแหละ ทุกครั้งที่ต้องเจอสถานการณ์แบบนี้ในครั้งต่อไป อย่าลืมใส่ใจเรื่องคำพูดให้มาก 

บอกไปว่าเรากำลังเห็นอะไรจากเรื่องนี้

ถามความต้องการของอีกฝ่ายไปแล้ว ก็อย่าลืมบอกความต้องการจากมุมมองของตัวเองกันด้วย ลองอธิบายไปว่าตั้งแต่แรกเริ่ม เรามองเห็นเรื่องนี้ยังไง ในมุมของเราต้นเหตุมันมาจากไหน และมันกำลังเป็นยังไง เราเองคิดว่าจะต้องแก้ตรงไหน ไม่ใช่เพื่อเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่ให้ทั้งสองฝ่าย เข้าในสถานการณ์ในมุมมองของกันและกัน บางทีมันจจะแค่นิดเดียวที่มองพลาดไป จนทำให้เรื่องราวเลยเถิดไปไกล และจบด้วยดีลอะไรที่มันน่าพอใจทั้งคู่

หาทางออก ไม่หาคนผิด

ถ้าเราอยากให้ปัญหาสุดยุ่งเหยิงนี้มันจบลงให้ไวที่สุด อย่ามัวแต่วุ่นวายอยู่กับเรื่องของความผิดพลาด สืบสาวราวเรื่องแค่ให้พอรู้ที่มา สาเหตุของมันคร่าว ๆ ในฐานะที่มันเป็นต้นตอของเรื่องราว ไม่ใช่เพื่อเอามากล่าวโทษใครสักคนว่าเป็นฝ่ายผิด แล้วตัวเองก็ลอยตัวสบายใจ เพราะตัวเองไม่ได้เป็นคนผิด มันไม่ควรเป็นแบบนั้นเลย แถมยังเป็นการจบเรื่องราวที่ไม่ค่อยสวยอีกด้วย

ให้เรื่องนี้จบลงที่การหาทางออกที่น่าพอใจ หากเรามัวโฟกัสแต่เรื่องของความผิดพลาด เราอาจจะไม่ได้เดินไปไหนได้ไกลเลย หรือหากเจอคนผิดแล้วยังไง ? เราชนะบนความเสียใจของอีกฝ่าย เราจะไม่ได้อะไรเลยนอกจากความสะใจ

ไม่ว่าความผิดพลาดมันจะเกิดขึ้นเพราะใครก็ตาม ให้ความขัดแย้งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราเติบโตขึ้น ให้มันเป็นโอกาสให้เราได้แก้ไขข้อบกพร่อง จุดบอดของตัวเอง พัฒนาตัวเองไปให้ไกลในแบบที่เราต้องการ

ไม่เอาเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวมาพูด

เมื่ออารมณ์โกรธเข้าสิงใครแล้วล่ะก็ เราอาจจะเห็นคนนั้นในอีกแง่มุมเลยก็ได้ จากคนนิ่ง ๆ สุขุม ในเวลาปกติ อาจจะเป็นคนเกรี้ยวกราด ไล่บี้คนอื่นในตอนที่โกรธก็ได้ แต่ไม่ว่าจะโกรธแค่ไหนควรอยู่แค่ในเรื่องที่กำลังถกกันเท่านั้น ไม่ควรลากเรื่องอื่นที่มันไม่เกี่ยวข้องเข้ามาด้วย เพราะไม่งั้นมันจะเป็นเหมือนไฮดร้า ที่ตัดไปหนึ่งหัวแล้วงอกมาอีกสามหัว ทีนี้เราก็จะแก้ปัญหาที่มันล้นอยู่ตรงนั้นไม่ได้สักที เพราะไม่รู้จะเอาเรื่องไหนขึ้นมาถกกันก่อน

เถียงกันออกทะเลว่าน่ากลัวแล้ว แต่การเอาเรื่องส่วนตัวออกมางัดกับอีกคน อันนี้น่ากลัวกว่า โดยเฉพาะคนใกล้ตัวที่รู้ไส้รู้พุงกันดี อาจจะเผลอหยิบข้อผิดพลาด หรือเรื่องแย่ ๆ ของอีกฝ่ายที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้หรอก แต่มีโอกาสแล้วก็อยากด่า เหมือนยิ่งเติมเชื้อเพลิงให้ปัญหาลุกโชนขึ้นอีกสิบเท่า

ขอโทษอย่างจริงใจ

เรื่องการขอโทษก่อนได้เปรียบ ไม่ใช่อะไรที่เกินจริงไปหรอก เพราะการเอ่ยปากขอโทษมันช่วยให้เราดูคุมเกมอยู่ ดูมีสติมากพอที่จะมองปัญหานี้แบบทะลุปรุโปร่ง ไม่ยอมให้อีโก้หรืออคติใด ๆ มาบังตาจนจมไม่ลง ไม่ว่าจะผิดหรือไม่ก็ตาม แต่การขอโทษจะช่วยให้อีกฝ่ายอ่อนลง จนอาจจะยอมเอ่ยปากว่าตัวเองก็ผิดเหมือนกันก็ได้ 

กุญแจสำคัญของการขอโทษคือ ขอโทษให้ดูจริงใจที่สุด ไม่ใช่ขอโทษแบบขอไปที แบบนั้นเราจะยิ่งดูแย่เข้าไปใหญ่ หากไม่รู้ว่าขอโทษให้จริงใจทำยังไงกัน ? ขอซัมม่อนให้มาอ่านคอนเทนต์จากเรา SORRY, I’M NOT SORRY : 5 วิธีขอโทษให้ดูจริงใจ แม้จะไม่เต็มใจก็ตาม

การฝึก EQ ของเราให้แสดงออกอย่างชาญฉลาด ควรเป็นสกิลทองคำที่มีติดตัวเอาไว้แบบขาดไม่ได้ เพราะการเจอเรื่องราวยุ่งเหยิง คือด่านเล็กน้อยที่เราต้องเจออยู่เสมอในชีวิตประจำวัน อย่าปล่อยให้ด่านพวกนั้นกลายเป็นเรื่องหัวเสียของเรา เปลี่ยนมันเป็นเวทีโชว์กึ๋นของเราซะเลย

SOURCE

april
WRITER: april
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line