Patek Philippe ขยับ Cubitus ไปอีกระดับด้วย Cubitus Perpetual Calendar 5840P-001 ซึ่งเป็น Grand Complication รุ่นแรก ของคอลเล็กชัน และยังเป็น Cubitus รุ่นแรกที่ใช้ shaped movement ตามรูปทรงของตัวเรือน ไม่ใช่กลไกทรงกลมแบบรุ่นก่อนหน้า ตัวเรือนยังคงมาในขนาด 45 มม. แบบ platinum case และเพิ่มความหนาจากรุ่น platinum เดิมเพียงเล็กน้อยเป็น 10 มม.จากเดิม 9.6 มม. ตามธรรมเนียมของ Patek ตัวเรือนแพลทินัมจะมี diamond ฝังที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาบน bezel ซึ่งรุ่นนี้ใช้เป็น baguette-cut diamond หน้าปัดยังคงโทน blue and platinum แต่เปลี่ยนบุคลิกชัดเจนด้วยงาน skeletonized dial ที่ตัดลาย ribbed pattern
จุดเริ่มต้นของ Black Bay Ceramic ไม่ได้มาจากรุ่นขายจริงทันที แต่มาจาก Black Bay Ceramic “One” ที่ทำขึ้นสำหรับงาน Only Watch 2019 ก่อนที่ Tudor จะต่อยอดแนวคิดนี้ออกมาเป็นรุ่นโปรดักชันจริงในปี 2021 พร้อมสถานะสำคัญในประวัติศาสตร์แบรนด์ ในฐานะ Tudor รุ่นแรกที่ผ่านการรับรอง METAS Master Chronometer พอมาถึง Watches and Wonders 2026 Tudor ก็ขยับเกมอีกครั้ง ด้วยการพา Black Bay Ceramic ไปให้สุดกว่าเดิมกับเวอร์ชัน full ceramic ที่คราวนี้ไม่ได้หยุดแค่ตัวเรือน แต่เพิ่ม ceramic bracelet แบบเข้าชุด มาให้เป็นครั้งแรก ทำให้ภาพรวมของนาฬิกาเรือนนี้ complete กว่าที่เคย และยิ่งตอกย้ำความเป็น monochrome stealth watch แบบเต็มตัว ตัวเรือนยังคงขนาด 41
ชื่อ Monarch ไม่ใช่ชื่อที่แฟนนาฬิกายุคนี้นึกถึงก่อนเวลาเอ่ยคำว่า Tudor เพราะภาพจำของแบรนด์ในช่วงสิบกว่าปีหลังถูกยึดโดย Black Bay และ Pelagos ไปหมดแล้ว แต่ในวาระครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ Tudor เลือกปลุกชื่อนี้กลับมาใหม่ และครั้งนี้มันไม่ได้มาในฐานะ reissue ของเก่า แต่มาในฐานะนาฬิกาที่ดู refined, dressier และแพงขึ้นกว่าที่เราคุ้นกับ Tudor มาก Monarch รุ่นใหม่มาในตัวเรือน stainless steel ขนาด 39 มม. หนา 11.9 มม. ระยะ lug-to-lug 46.2 มม. ทรง case มีความ faceted คม ๆ ผสมผิว satin และ polished ให้ลุคกึ่งสปอร์ตกึ่ง elegant แบบชัดเจน กันน้ำ 100 เมตร ใช้
สำหรับคนที่ไม่ได้เล่นนาฬิกาลึกมาก การเรียก Rolex รุ่นหนึ่งว่า “Pepsi” อาจฟังเหมือนชื่อเล่นเท่ ๆ จากวงการนักสะสม แต่จริง ๆ แล้วนี่คือหนึ่งในรหัสสีที่สำคัญที่สุดของ GMT-Master เพราะต้นทางของมันย้อนกลับไปถึง ref. 6542 ในปี 1954 รุ่นที่สร้างขึ้นมาเพื่อการเดินทางข้าม time zone โดยเฉพาะ ขอบ แดง-น้ำเงิน 24 ชั่วโมง ไม่ได้มีไว้แค่ให้เด่น แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อแยกช่วงกลางวันและกลางคืนให้คนใช้งานอ่านเวลาอีกประเทศได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ GMT-Master ถูกพัฒนามาเพื่อโลกของนักบิน Pan Am และการบินระยะไกลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นั่นคือเหตุผลว่าทำไม Pepsi ถึงไม่ใช่แค่ “สีหนึ่งของ Rolex” แต่มันคือ visual identity ที่ฝังอยู่ในประวัติศาสตร์ของแบรนด์แบบลึกมาก เห็น bezel แดง-น้ำเงินเมื่อไร คนที่รู้เรื่องก็ดูออกทันทีว่านี่คือหนึ่งในตระกูล tool watch ที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20 และยิ่งในช่วงประมาณปี 2007 ถึง 2014 ที่
ถ้าปกติ Daytona เหล็กคือของที่โลกคุ้นเคยกับสูตรเดิมมาตลอด ระหว่างหน้าขาวตัดดำหรือหน้าดำตัดขาว รุ่นใหม่รหัส 126502 คือจังหวะที่ Rolex ตัดสินใจเขย่าเกมแบบเงียบ ๆ แต่แรงมาก เพราะนี่คือ Cosmograph Daytona เวอร์ชัน Rolesium ที่จับคู่ Oystersteel กับ platinum แล้วใส่ของที่ไม่ค่อยมีใครคิดว่าจะได้เห็นใน Daytona สาย “เข้าถึงได้กว่า precious metal” ไม่ว่าจะเป็น white enamel dial, bezel สี anthracite เทาเข้มที่มีกลิ่นอายวินเทจ, และที่สำคัญคือ open caseback ให้เห็นเครื่องข้างในแบบเต็มตา พื้นฐานของนาฬิกาเรือนนี้ยังยืนอยู่บนแพลตฟอร์ม Daytona รุ่นล่าสุดแบบเดียวกับ 126500LN ดังนั้นสัดส่วนหลักยังเป็นทรงที่แฟน Rolex คุ้นมือ คุ้นตา ตัวเรือนขนาด 40 มม. กันน้ำ 100 เมตร ใช้กระจก sapphire พร้อมเม็ดมะยมและปุ่มกดจับเวลาแบบขันเกลียวตามสูตรเดิมของ
OTSUKA LŌTEC แบรนด์นาฬิกา independent watchmaking กลับมาอีกครั้งกับ No.8 ผลงานล่าสุดจาก Jiro Katayama ช่างนาฬิกาชาวญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องการเอาเครื่องจักร analog ยุคเก่ามาแปลงเป็นภาษาการออกแบบของนาฬิกา Otsuka Lōtec No.8 โมเดลใหม่ที่ยังคง DNA แบบ mechanical instrument ไว้เต็ม ๆ แต่ครั้งนี้แรงบันดาลใจไม่ได้มาจากมิเตอร์ไฟฟ้าหรือเครื่องวัดแรงดันเหมือนรุ่นก่อน มันมาจาก mixing console ในห้องอัดเพลง โดยเฉพาะ REDD.37 tube mixing console ที่ใช้ใน Abbey Road Studios ช่วงยุค The Beatles ซึ่งมีดีไซน์ industrial แบบเครื่องมือวิศวกรรมยุคอนาล็อกที่ Katayama ชื่นชอบมาตลอด เหมือนกับหลายรุ่นของ Otsuka Lōtec Display System ใน No.8 ไม่ใช้เข็มแบบนาฬิกาปกติ Dial Architecture
บางครั้งการซื้อนาฬิกาไม่ได้จบแค่ “ได้เรือนใหม่” แต่คือการได้เข้าไปอยู่ในโลกของแบรนด์จริง ๆ ปีนี้ Panerai ยกระดับแนวคิดนั้นอีกขั้นกับเซ็ตพิเศษ Radiomir “Viaggio Nel Tempo” Experience Set ที่ไม่ได้ขายแค่นาฬิกา แต่ขาย “ประสบการณ์” สำหรับนักสะสมระดับจริงจัง ผู้ซื้อทั้งสองเรือนจะได้ร่วมทริปพิเศษตามรอยประวัติศาสตร์ของ Panerai ตั้งแต่บูติกดั้งเดิมใน Florence ไปจนถึงฐานทัพนักดำน้ำของกองทัพอิตาลี COMSUBIN (Divers and Raiders Group Command “Teseo Tesei”) พร้อมกิจกรรมดำน้ำและ yacht tour ตามแนวชายฝั่ง Ligurian แต่ถ้าตัดเรื่องทริปออกไป นาฬิกาในเซ็ตนี้ก็ยังน่าสนใจในฐานะ Radiomir รุ่นพิเศษที่เล่นกับวัสดุและกลไกระดับ collector piece อย่างชัดเจน เซ็ตนี้ประกอบด้วยสองเรือน Radiomir PAM01729 และ Radiomir PAM01730 ทั้งคู่ใช้เคส Radiomir ขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม 47 มม. พร้อมกระจก domed
IWC ปล่อยของแบบไม่รอ Watches & Wonders ด้วย Portugieser Chronograph เวอร์ชันใหม่ที่พลิกคาแรกเตอร์จาก “dress chronograph” สุดเนี้ยบ ให้กลายเป็นนาฬิกาสาย stealth สีดำทั้งเรือน ด้วยวัสดุ Ceratanium อันเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ ตัวเรือนขนาด 41 มม. หนา 13.1 มม. ยังคงสัดส่วนคลาสสิกของ Portugieser แต่เปลี่ยนบุคลิกไปแทบทั้งหมด เพราะทั้งตัวเรือน เม็ดมะยม และปุ่มกดโครโนกราฟถูกทำเป็นผิว matte black ไร้เงา ไม่มีการขัดเงาแบบรุ่น dress เลยแม้แต่นิดเดียว Ceratanium ไม่ใช่การเคลือบผิว แต่คือไทเทเนียมอัลลอยพิเศษที่ผ่านกระบวนการเผาอุณหภูมิสูงจนผิวโลหะเกิดการเปลี่ยนเฟส กลายเป็นชั้นเซรามิกบนพื้นผิวจริง ๆ ผลลัพธ์คือได้ความทนรอยแบบ ceramic แต่ไม่เปราะแตกง่ายแบบตัวเรือน ceramic ล้วน น้ำหนักก็ยังเบาแบบ titanium หน้าปัดมาในโทน monochrome stealth คล้าย Pilot’s Watch Top
นี่คือการรวมพลังครั้งประวัติศาสตร์ของสองแบรนด์นาฬิกาอิสระระดับตำนานแห่งสวิส Ulysse Nardin และ URWERK แม้จะมีสไตล์ต่างกันสุดขั้ว แต่ทั้งคู่ต่างยึดมั่นในจุดร่วมเดียวกัน นั่นคือความ “อิสระ” โดย URWERK เลือกที่จะกล้าฉีกกฏในทุกการสร้างสรรค์ ขณะที่ Ulysse Nardin เน้นทุ่มเทให้กับการพัฒนาเทคนิคและกลไกที่น่าทึ่ง และผลลัพธ์ของการร่วมมือครั้งนี้คือผลงานรุ่นพิเศษอย่าง UR-FREAK ที่ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือน แน่นอนว่านี่ไม่ใช่แค่การแปะโลโก้คู่กัน แต่เป็นการผนึกกำลังทางเทคนิคที่แท้จริง กับการนำ DNA ที่ชัดเจนของทั้งสองแบรนด์มาต่อยอดให้สุดยิ่งกว่า โดยการนำระบบ Wandering Hour Satellite เอกลักษณ์ของ URWERK มาผสานเข้ากับ Freak ไอคอนคลาสสิกของ Ulysse Nardin สู่จุดเริ่มต้นในการพัฒนากลไกอินเฮาส์รุ่นใหม่ระดับปฏิวัติวงการอย่าง Caliber UN-241 ที่หลอมรวมระบบคารูเซลแบบหมุน 3 ชั่วโมงเข้ากับระบบแสดงเวลาชั่วโมงแบบ Satellite ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เรียกได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์กลไกที่สมดุลและนำเสนอการแสดงเวลาที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร จนได้รับการยกย่องจากเหล่าคนรักนาฬิกาทั่วโลกว่านี่คือหนึ่งในผลงานร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส นอกจากนวัตกรรมเชิงกลไกแล้ว UR-FREAK ยังจัดเต็มที่สุดแห่งเทคโนโลยีของ Ulysse Nardin ที่เป็นผู้ริเริ่มนำมาใช้ในโลกนาฬิกาตั้งแต่ปี 2001 กับเทคโนโลยีซิลิคอน
หลังจากผ่านเวลามา 20 ปี นับตั้งแต่การถือกำเนิดของ Planet Ocean รุ่นแรก จนมาถึงในปีนี้ OMEGA พร้อมแล้วที่จะพาทุกคนดำดิ่งสู่ตำนานบทใหม่ของ Planet Ocean เจเนอเรชั่นที่ 4 กับการยกเครื่องครั้งใหญ่ ทั้งงานดีไซน์ และการอัปเกรดเทคนิคให้เหนือชั้นกว่าเดิม แต่ยังคงไว้ซึ่ง DNA แห่งการสำรวจมหาสมุทรอันเป็นเอกลักษณ์จาก Seamaster พร้อมถ่ายทอดผ่าน 3 สีหลัก 7 รุ่น ทั้งสี ส้ม ดำ น้ำเงิน ที่สามารถเลือกแมทช์สไตล์ได้ทั้งสายสเตนเลสสตีลและสายยาง และต้องบอกว่าความยิ่งใหญ่ของการปรับโฉมครั้งนี้ คือจุดเริ่มต้นแห่งการเฉลิมฉลองอย่างอลังการ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Yifang ที่นครฉงชิ่ง ประเทศจีน สถานที่ซึ่งผสมผสานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้ากับเสน่ห์ของสายน้ำ สะท้อนถึงคอนเซ็ปต์ของ Planet Ocean ออกมาได้อย่างชัดเจน งานเปิดฉากขึ้นพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ทอแสงสีทองกระทบกับผิวน้ำ สะท้อนสู่งานเฉลิมฉลองที่อาบไล้ไปด้วยประกายสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์ของ OMEGA และตอกย้ำถึงธีมสีของคอลเลคชั่นใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่การสะท้อนความงามของ Planet Ocean รุ่นหน้าปัดสีส้มที่มาพร้อมหลักเลขอารบิกสีส้มด้านและขอบตัวเรือนเซรามิก สุดไอคอนิกเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นการคารวะต่อมรดกด้านการสำรวจมหาสมุทรที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของ OMEGA ด้วยเช่นกัน


