Advertisement
Business

ธุรกิจควรปรับตัวอย่างไร หาก Metaverse กลายเป็นโลกใบใหม่ของเรา

By: BAO November 10, 2021

เมตาเวิร์ส (Metaverse) เริ่มกลายเป็นคำที่เราคุ้นหูมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากช่วงปลายเดือนที่แล้ว ทาง Facebook ได้รีแบรนด์ตัวเองเป็น Meta เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ของบริษัทว่าจะมุ่งพัฒนา Metaverse อย่างจริงจัง ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ ความสนใจใน Metaverse พุ่งขึ้นอย่างล้นหลาม จนนักลงทุนแห่กันไปลงทุนในบางเหรียญคริปโตที่มีความเกี่ยวข้องกับ Metaverse เช่น MANA Decentraland ที่เกิดราคาปรับตัวสูงขึ้นถึง 46% นับตั้งแต่มีข่าวออกมา

เรื่องของโลกเสมือนจึงกลายเป็นเทรนด์ที่หลายคนเห็นว่าจะมาในอนาคต และจะนำพาความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่มาสู่คนทุกหมู่เหล่า ตั้งแต่นักช้อป ไปจนถึง นักธุรกิจทุกระดับเช่นกัน เจ้าของแบรนด์ทุกคนจึงควรรู้จักเจ้า Metaverse กันเอาไว้ เพื่อให้พร้อมกับการปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ที่จะมาถึงได้เร็วขึ้น

 

Metaverse คือ อะไร

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1992 นักเขียนนิยายชาวอเมริกันชื่อว่า นีล สตีเฟนสัน ได้พูดถึงคำว่า Metaverse (เหนือจักรวาล) เอาไว้ใน Snow Crash นิยายแนวไซเบอร์พังก์ที่เขาเป็นคนเขียน ซึ่งเขาอธิบายว่า มันคือ พื้นที่ในจินตนาการที่มีความเป็นสาธารณะเปิดให้ผู้ใช้งานเครือข่ายไฟเบอร์ออฟติกสามารถใช้งานร่วมกันได้ โดยภาพของพื้นที่จะถูกฉายบนแว่นตา Virtual Reality (VR)

ผู้พัฒนา Metaverse จะสามารถสร้างอะไรได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น สิ่งก่อสร้าง สวนสาธารณะ ป้าย ไปจนถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่ในโลกความจริง เช่น ชุมชนพิเศษที่ไม่มีอยู่ในโลกความเป็นจริง หรือ พื้นที่ต่อสู้ซึ่งคนสามารถฆ่าฟันกันได้ เป็นต้น เราจึงเรียกได้ว่ามันเป็นสถานที่ที่มีอิสระมากพอสมควร

แต่ปัจจุบันความหมายของ Metaverse ค่อนข้างมีความหลากหลาย บางคนมองว่ามัน คือ พื้นที่จำลองที่เกิดขึ้นจากการหลอมรวม โลกจำลอง (Virtual Worlds) ความจริงผสม (Augmented Reality) และ อินเทอร์เน็ต เพราะฉะนั้นในปัจจุบันเราจึงเห็น Metaverse ที่ยังไม่สมบูรณ์แบบกันอยู่แล้วอย่าง VRChat หรือ Second Life

ในขณะที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก มองว่า Metaverse เป็น สิ่งแวดล้อมจำลอง (Virtual Environment) ที่เปิดให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมกับมันได้แทนที่จะมองมันจากหน้าจอเพียงอย่างเดียว โดยมันจะมีลักษณะเหมือนชุมชนออนไลน์ขนาดใหญ่ที่ผู้คนสามารถมาพบกัน ทำงาน หรือ เล่นกัน ผ่านการใช้เทคโนโลยี VR หรือแว่นตา Augmented Reality (AR) ไปจนถึงสมาร์ทโฟน และอุปกรณ์อื่น ซึ่งแต่ละอุปกรณ์จะให้ประสบการณ์การใช้งาน Metaverse ที่แตกต่างกันออกไป

เมื่อเราเข้าสู่ Metaverse เราจะปรากฎตัวบนโลกแห่งนั้นในฐานะตัวละครออนไลน์ เราสามารถเคลื่อนที่ พูด หรือ แสดงท่าทางต่าง ๆ ได้ เหมือนกับที่พวกเราเห็นกันในภาพยนตร์เรื่อง Ready Player One

 

คนบน Metaverse จะใช้จ่ายกันอย่างไร

คาดว่า สกุลเงินคริปโต (Cryptocurrency) จะเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้กันบนโลก Metaverse เพราะสกุลเงินทั่วไปจะใช้งานได้ลำบาก ลองคิดดูว่า ถ้าเพื่อนร่วม Metaverse ของเราเป็นคนจากต่างทวีป เวลาที่พวกเขาจะซื้อของ พวกเขาจะต้องเปลี่ยนสกุลเงินเป็นสกุลเดียวกับเราก่อน ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ทำให้การซื้อขายไม่ค่อยสะดวกนัก

แต่ถ้าพวกเขาใช้คริปโตในการเทรด ชีวิตของพวกเขาจะง่ายขึ้นมาก เพราะคริปโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีบล็อคเชนที่เป็นระบบไร้ตัวกลาง ซึ่งช่วยให้การทำธุรกรรมระหว่าง Metaverse สู่ Metaverse หรือ การทำธุรกรรมแบบข้ามประเทศเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก โดยพวกเขาจะสามารถจ่ายเงินซื้อสินค้าได้ทันที และไม่ต้องทำการเปลี่ยนสกุลเงินอีกต่อไป

 

ใครบ้างที่สนใจ Metaverse อย่างจริงจัง

GUCCI X ROBLOX

ก่อนหน้านี้ Meta (อดีต Facebook) ได้ทำการลงทุนในธุรกิจแว่นตา VR ที่ชื่อว่า Oculus อยู่แล้ว และยังได้พัฒนาแอป VR อื่น ๆ ที่ไว้ใช้สำหรับการสังสรรค์และการทำงานอีกด้วย การพัฒนา Metaverse จึงเป็นการต่อยอดความสนใจของพวกเขาไปอีกระดับ ซึ่งตอนนี้ทาง Meta ได้ลงทุนไปกับการวิจัยและพาร์ทเนอร์ราว 50 ล้านเหรียญฯ เพื่อพัฒนา Metaverse

อย่างไรก็ตาม Meta ก็ไม่ใช่บริษัทเดียวที่พยายาม Metaverse ยังมีบริษัทอื่นอีกที่ให้ความสนใจกับนวัตกรรมใหม่นี้ โดยเฉพาะผู้พัฒนา เช่น  Epic Games ที่มีแผนจะใช้เงินกว่า 1 พันล้านเหรียญฯ ในการสร้าง Metaverse หรือ Roblox ที่พยายามทำตัวเป็น Metaverse ไปจนถึงผู้พัฒนาซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Unity ที่กำลังลงทุนสร้าง Digital Twins โลกดิจิทัลเลียนแบบความจริง หรือ NVDIA ที่กำลังพัฒนาโปรเจ็กต์ Omniverse หรือ แพลตฟอร์มสำหรับเชื่อมต่อโลกจำลองสามมิติ

ธุรกิจอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ก็ให้ความสนใจกับ Metaverse เหมือนกัน เช่น แบรนด์แฟชั่นไฮเอนอย่าง Gucci ก็เคยออกสินค้าเครื่องประดับดิจิทัลที่เกิดดจากคอลแลปกับ Roblox ไปจนถึง Coca-cola และ Clinique ที่เปิดตัวโทเคนดิจิทัลที่ส่งเสริมให้คนเข้าสู่โลก Metaverse กันมากขึ้น

 

ธุรกิจควรปรับตัวอย่างไรเมื่อ Metaverse มาถึง

ผู้คนที่อยู่บน Metaverse สามารถทำกิจกรรมได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ซื้อขายเสื้อผ้าหรืออสังหาริมทรัพย์ ชมคอนเสิร์ต ท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง หรือ เล่นโซเชียลมีเดีย เป็นต้น จึงกล่าวได้ว่าการมาถึงของ Metaverse จะทำให้ให้เกิดระบบเศรษฐกิจใหม่ และการเปลี่ยนของพฤติกรรมคนบนโลกออนไลน์เหมือนกัน

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมองค์กรและธุรกิจต่าง ๆ จึงต้องเปลี่ยนวิธีการทำกลยุทธ์ทางการตลาด จากการซื้อโฆษณาออนไลน์ มามีส่วนร่วมในเศรษฐกิจของโลกจำลอง และมองหาโอกาสใหม่ในการทำธุรกิจบนโลก Metaverse อย่างการทำวิจัยด้านการตลาดกับลูกค้ากลุ่มใหม่ที่อยู่ใน Metaverse เพื่อให้รู้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน เช่น พฤติกรรมและความต้องการของคนบนโลก Metaverse ที่แตกต่างจากคนที่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นต้น

แน่นอนอยู่แล้วว่าแบรนด์ควรซื้อโฆษณาบน Metaverse แต่การสร้าง Metaverse ของตัวเองก็เป็นกลยุทธ์ในการทำธุรกิจที่น่าสนใจเหมือนกัน เพราะมันจะช่วยให้แบรนด์สร้างความผูกพันกับกลุ่มลูกค้าเก่าและใหม่ได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อการทำธุรกิจอยู่แล้ว แต่ก็มีข้อควรระวังอยู่ว่า เวลาที่เราสร้าง Metaverse เราไม่ควรทำให้มันกลายเป็นพื้นที่โฆษณาขนาดใหญ่ เพราะมันจะทำให้คนรู้สึกไม่ดีกับแบรนด์ของเราได้

คนบน Metaverse ไม่ได้นั่งอยู่หน้าคอมหรือกดมือถือเล่นนิ่ง ๆ อีกต่อไป พวกเขาสามารถเดินไปที่ไหนก็ได้ และสร้างสัมพันธ์กับใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น ยูสเซอร์ร่วมโลก ไปจนถึงหุ่นยนต์ และ เอ็นพีซี (NPC) ที่อยู่บนโลกจำลองใบเดียวกันธุรกิจจึงต้องเข้าใจวิธีการมีปฏิสัมพันธ์และการสร้างความสัมพันธ์แบบใหม่ที่เกิดขึ้นบนโลก Metaverse ให้ได้ และรู้จักปรับตัวให้เข้ากับมันเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ

Metaverse นอกจากจะทำให้คนสามารถลองสินค้าบนโลกออนไลน์ (เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ) ก่อนตัดสินใจสั่งซื้อไปใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงได้แล้ว มันยังทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจแบบใหม่ที่เป็นการขายของที่ใช้เฉพาะบนโลกดิจิทัลเท่านั้น เช่น การค้าขายอสังหาริมทรัพย์จำลอง (อย่าง รถ หรือ บ้าน) หรือ การค้าขายสินค้าแฟชั่นดิจิทัล เป็นต้น
ในอนาคต เราอาจได้เห็นธุรกิจที่มีตัวตนเฉพาะใน metaverse เหมือนกัน

และถ้าหาก Metaverse ได้รับความนิยมมาก ๆ จนคนออกจากบ้านกันน้อยลง สิ่งที่เกิดขึ้นได้เหมือนกัน คือ เสื้อผ้าดิจิทัลอาจได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนร้านเสื้อผ้าต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนมาขายสินค้าแฟชั่นจำลองเป็นหลักแทน

เทรนด์เหล่านี้นับเป็นเรื่องที่ธุรกิจต่าง ๆ ต้องเตรียมตัวรับมือกับมันไว้ให้ดี และยิ่งเรารับมือกับมันได้เร็วเท่าไร เรายิ่งจะได้เปรียบในอุตสาหกรรมใหม่มากขึ้นเท่านั้น

 

 เส้นทางที่ไม่สวยหรูของ Metaverse

แม้หลายคนจะมองว่า Metaverse เป็นอนาคตใหม่ แต่การเดินทางสู่ยุค Metaverse ก็ดูจะไม่ค่อยจะราบรื่นสักเท่าไหร่ เพราะมีการพูดถึงปัญหาของการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไว้อย่างหนาหู ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิจากการพัฒนา เทคโนโลยีเก็บข้อมูลเชิงรุกล้ำ (invasive surveillance technology) ที่ทำให้เกิดความกังวลว่ามันจะเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานมากเกินไปจนช่วยให้ธุรกิจยิงโฆษณาได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ไปจนถึง ปัญหาเรื่องการผูกขาดตลาดของ Oculus ที่อาจทำให้คู่แข่งรายอื่นเสียเปรียบในการทำธุรกิจ คงต้องดูกันต่อไปว่าในอีก 10 -15 ปี เราจะได้เห็นไอเดีย Metaverse เกิดขึ้นจริงหรือไม่


Appendix: 1 / 2 / 3 / 4 / 5 / 6 

BAO
WRITER: BAO
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line