Advertisement
Entertainment

ULM Series Guide : เปิดโผซีรีส์สาขาดราม่ายอดเยี่ยม ชิงรางวัล Emmy Awards 2021

By: unlockmen July 16, 2021

แม้ในช่วงล็อคดาวน์ช่วงนี้ จะเป็นช่วงที่ซบเซาของฟากฝั่งหนังโรง อย่างงานประกาศผลออสการ์ปีล่าสุดคอหนังในไทยจะได้ดูหนังน้อยลงจนน่าใจหาย แต่สำหรับคอซีรีส์แล้ว ปีนี้นับเป็นปีทองและคึกคักเป็นที่สุด เพราะซีรีส์เรื่องเยี่ยมที่เข้ารอบสุดท้ายในการชิงรางวัล Emmy Awards รางวัลออสการ์ฝั่งซีรีส์ที่จัดมาเป็นครั้งที่ 73 แล้วในครั้งนี้ คอซีรีส์ชาวไทยได้ลุ้นกันอย่างเต็มเหนี่ยวเนื่องจากซีรีส์ที่เข้ารอบชิงในส่วนของ Drama มีฉายในสตรีมมิ่งครบทั้งหมด

เราจึงขอเสนอซีรีส์ที่ได้เข้ารอบชิงชัยในสาขาใหญ่ นั่นก็คือสาขาซีรีส์ดราม่ายอดเยี่ยม เป็นไกด์ในการตัดสินใจดู มาเช็คกันว่าเรื่องไหนจะตรงใจ และเชียร์ชาว UNLOCKMEN ทั้งหลายกำลังเชียร์เรื่องไหนกันบ้าง


The Boys 2 (Season 2)

เริ่มกันที่ซีรีส์ Anti-Heroes ที่เราเคยเสนอกันไปแล้วในฐานะซีรีส์สุดแหวก ที่ในที่สุดความดีงามก็เปล่งประกายให้เห็นในฐานะซีรีส์ที่ได้เข้าชิงในหมวดซีรีส์ดราม่ายอดเยี่ยม เรื่องราวในยุคที่เหล่าซูเปอร์ฮีโร่ครองโลก ซึ่งแฝงด้วยด้านมืดและต้องการครอบงำโลกมนุษย์ด้วยการทำดีฉากหน้าแต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยความฟอนเฟะและความอำมหิตจนยากเกินต้าน จนเหล่ามนุษย์ธรรมดาที่มีปมหลังกับเหล่าฮีโร่ต้องรวมพลเพื่อที่จะต่อต้านและกำจัดให้หมดไป แต่การกำจัดยอดมนุษย์เหล่านี้ก็เหมือนเอาไม้ซี่ไปงัดไม้ซุง มันสมองและความบ้าเลือดเท่านั้นที่จะกำกัดเหล่าวีรุบุรษสุดโฉดเหล่านี้ได้

ซีรีส์เข้มข้นที่นับเป็นความกล้าหาญที่ฉีกกระชากหน้ากากวีรบุรุษ เพื่อเผยให้เห็นด้านอันชั่วร้ายเรื่องนี้ ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมา 2 ซีซั่น จนได้ไปต่อในซีซั่นที่ 3 นี้ ค่อย ๆ เผยความชั่วร้ายและความลับของการครองโลกของเหล่าฮีโร่อย่างดุเดือด ขณะเดียวกันก็แทรกมุกตลกร้ายและเลือดที่นองจอ พร้อมจิกกัดคนบ้าอำนาจที่ใช้อำนาจผิดได้อย่างเหนือชั้น นับเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ทั้งสนุก เข้มข้น และเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งที่น่าติดตามอย่างมาก

สาขาที่ได้เข้าชิง
Outstanding Drama Series
Outstanding Writing for a Drama Series – ตอน “What I Know”

รับชมได้ทาง Amazon Prime


Bridgerton (Season 1)

อย่ามองข้ามเพียงเพราะเห็นชุดคอสตูมในซีรีส์เรื่องนี้ และคิดว่าเป็นซีรีส์ยุควิคตอเรียที่ชวนเบื่อหน่าย เพราะท่ามกลางฉากหน้าอันแสนหรูหราไฮโซในช่วงศตวรรษที่ 18 นี้ กลับเต็มไปด้วยความสนุกและเข้มข้น ซีรีส์ที่สร้างจากนวนิยาย 8 เล่มจบ จากการประพันธ์โดย Julia Quinn นี้ ที่เล่าเรื่องของพี่น้องตระกูล Bridgerton ตระกูลลูกดก 8 คน ที่ตั้งชื่อบุตรและธิดาตามลำดับตัวอักษร โดยซีซั่นแรกนี้เล่าถึง Daphne (Phoebe Dynevor) ลูกสาวคนโตที่อยู่ในวัยที่กำลังหาคู่ครองที่เหมาะสม แต่ก็หาได้ยากเย็น ทั้งการช่างเลือกของตัวเธอเอง และพี่ชายทั้ง 3 ที่หวงน้องดุจไข่ในหิน จนกระทั่งเธอได้เจอกับ Simon Basset (Regé-Jean Page) Duke of Hastings ที่เป็นเพื่อนซี้กับพี่ชายของเธอ ดยุคท่านนี้มีโปรไฟล์สุดเริ่ดแต่ไม่มีคู่ครองเป็นตัวเป็นตน เกมคลุมถุงชนที่หมายมั่นให้ทั้ง 2 ได้ครองคู่กันจึงเริ่มขึ้นแบบไม่เต็มใจ ทั้ง 2 จึงต่างชิงไหวพริบทางหัวใจ ให้ได้ลุ้นได้ฟินกันอย่างเต็มที่

แม้ว่าเรื่องย่อจะเหมือนซีรีส์รักกุ๊กกิ๊ก แต่มันกลับเฉียบคมไปด้วยบทสนทนาสุดคมคาย ไปจนถึงโปรดักชั่นสุดหรูหรา และการแสดงอันยอดเยี่ยม จนเหล่านักวิจารณ์ต่างเทคะแนนให้เรื่องนี้อย่างท่วมท้น นับเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการแสดงของ Regé-Jean Page ในบทบาท Duke of Hastings ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และการแสดงอันลุ่มลึก ซึ่งตอนนี้ซีรีส์ได้ไปต่อในซีซั่นที่ 2 แล้ว

สาขาที่ได้เข้าชิง
Outstanding Drama Series
Outstanding Lead Actor in a Drama Series – Regé-Jean Page
Outstanding Directing for a Drama Series – Julie Anne Robinson (ตอน “Diamond of the First Water”)

รับชมได้ทาง Netflix


The Crown (Season 4)

และมาถึงซีรีส์ที่เป็นว่าที่ตัวเต็งของสาขาซีรีส์ยอดเยี่ยมนี้อย่าง The Crown ซีรีส์สุดฉาวที่เล่าเรื่องในราชวงศ์อังกฤษที่ถึงรสถึงชาติ โดยเล่าผ่านมุมมองของ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร (รับบทโดย Olivia Colman) ตั้งแต่แรกเริ่มจวบจนซีซั่นที่ 4 ที่เล่าเรื่องมาถึงยุค 90s ที่ควีนอลิซาเบธต้องปะทะความผวนผันทางการเมืองเมื่อ Margaret Thatcher (รับบทโดย Gillian Anderson แห่ง The X-File) มาเป็นนายกรัฐมนตรีหญิง และลูกสะใภ้ในนาม Princess Diana (รับบทโดย Emma Corrin) ที่มาสั่นคลอนวัง

แน่นอนว่าในทุก ๆ ครั้งที่ซีรีส์เรื่องนี้ออกฉาย ต่างมีข้อโต้แย้งมากมายในฐานะซีรีส์ที่บิดเบือนจากเหตุการณ์จริง แต่ความเข้มข้นของซีรีส์เรื่องนี้ก็ได้พิสูจน์ด้วยการเข้าชิงสาขาซีรีส์ยอดเยี่ยมในทุก ๆ ซีซั่น (แต่ก็พ่ายไปทุกครั้ง) ครั้งที่ 4 นี้ที่รับการสรรเสริญถึงความดีงามในฐานะคะแนนที่สูงที่สุดจากเว็บ Rotten Tomatoes หลายคนจึงคาดหวังว่าการเข้าชิงครั้งที่ 4 นี้จะถึงเวลาที่ซีรีส์นี้จะหอบรางวัลสูงสุดติดไม้ติดมือไปเสียที

สาขาที่ได้เข้าชิง
Outstanding Drama Series
Outstanding Lead Actor in a Drama Series – Josh O’Connor
Outstanding Lead Actress in a Drama Series – Olivia Colman
Outstanding Lead Actress in a Drama Series – Emma Corrin
Outstanding Supporting Actor in a Drama Series – Tobias Menzies
Outstanding Supporting Actress in a Drama Series – Gillian Anderson
Outstanding Supporting Actress in a Drama Series – Helena Bonham Carter
Outstanding Supporting Actress in a Drama Series – Emerald Fennell
Outstanding Directing for a Drama Series Benjamin Caron (ตอน “Fairytale”)
Outstanding Directing for a Drama Series Jessica Hobbs (ตอน “War”)
Outstanding Writing for a Drama Series – ตอน “War”

รับชมได้ทาง Netflix


The Handmaid’s Tale (Season 4)

หากซีรีส์ที่นับเป็นคู่แข่งคนสำคัญของ The Crown คงจะหนีไม่พ้น The Handmaid’s Tale ที่มีจำนวนซีซั่นเท่ากันคือ 4 ซีซั่น แถมยังเคยคว้ารางวัลซีรีส์ดราม่ายอดเยี่ยมไปแล้วจากซีซั่น 1

เรื่องราวในยุคดิสโทเปีย เมื่ออเมริการถูกเผด็จการทางศาสนาครองอำนาจ และหญิงสาวถูกตกเป็นเบี้ยล่างที่ทำหน้าที่เพียงนางบำเรอความใคร่ที่เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ก็เตรียมตั้งครรภ์เท่านั้น พวกเธอถูกจองจำด้วยชุดสีแดงที่ไม่ต่างกับชุดสาวใช้ และไม่สามารถปริปากพร่ำบ่นอะไรใด ๆ ได้ นอกจากต้องปฏิบัติตามกฏอันเคร่งครัดเท่านั้น จนสุดท้ายหญิงสาวหลายคนก็ไม่อาจทนต่อการกดขี่แบบนี้ได้ กระทั่งซีซั่นที่ 4 ที่ตัวเอกอย่าง June (แสดงนำโดย Elisabeth Moss) ไม่อาจทนต่อการกดขี่นี้ได้ จึงต้องระดมกำลังพลังหญิงเพื่อต่อกรกับสังคมที่ชายเป็นใหญ่นี้อย่างสาสม และซีซั่นที่ 4 นี้เองก็เป็นความเข้มข้นของการลุกฮือขึ้นปฏิวัตเรียกร้องความยุติธรรมในครั้งนี้

ซึ่ง The Handmaid’s Tale ดูจะมีภาษีเหนือกว่า The Crown ตรงที่นอกจอนั้นซีรีส์เรื่องนี้คือสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความยุติธรรม ซึ่งเราจะเป็นได้ชัดในการแต่งชุดในหนังประท้วงหน้าทำเนียบขาวในยุคทรัมป์ครองอำนาจ The Handmaid’s Tale จึงเป็นซีรีส์แห่งยุคสมัยที่เล่าเรื่องได้อย่างทรงพลัง และเป็นอีกหนึ่งตัวเต็งสำคัญในการช่วงชิงรางวัลในครั้งนี้

สาขาที่ได้เข้าชิง
Outstanding Drama Series
Outstanding Lead Actress in a Drama Series – Elisabeth Moss
Outstanding Supporting Actor in a Drama Series – Bradley Whitford
Outstanding Supporting Actor in a Drama Series – Max Minghella
Outstanding Supporting Actor in a Drama Series – O-T Fagbenle
Outstanding Supporting Actress in a Drama Series – Ann Dowd
Outstanding Supporting Actress in a Drama Series – Yvonne Strahovski
Outstanding Supporting Actress in a Drama Series – Samira Wiley
Outstanding Supporting Actress in a Drama Series – Madeline Brewer
Outstanding Directing for a Drama Series – Liz Garbus (ตอน “The Wilderness”)
Outstanding Writing for a Drama Series – ตอน “Home”

รับชมได้ทาง HBO GO


Lovecraft Country (Season 1)

แม้หน้าปกของซีรีส์เรื่องนี้จะชวนฉงนไปกับสัตว์ประหลาดที่อยู่เบื้องหลัง แต่ความจริงนั้น Lovecraft Country หาได้เป็นซีรีส์แนวเอเลี่ยนบุกโลกไม่ แต่มันเป็นซีรีส์ที่เขย่าเรื่องราวของการเหยียดสีผิวในยุคทศวรรษที่ 50s และเรื่องราวสยองขวัญเหนือธรรมชาติเอาไว้เอากลมกลืนและยอดเยี่ยม เรื่องราวของหนุ่มผิวสีที่เดินทางกลับมายังบ้านเกิด หลังจากพ่อหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา ก่อนจะพบเรื่องไม่คาดคิดที่เต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์สังคมที่เสื่อมถอยจากการเห็นคนไม่เท่ากัน ไปยันเรื่องราวระทึกขวัญสั่นประสาทที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นกระชากใจ

ซีรีส์ที่เป็นการจับมือกันครั้งแรกของราชาหนังเขย่าขวัญยุคใหม่อย่าง Jordan Peele แห่ง Get Out และ Us ร่วมกันกับราชาหนังบล็อกบัสเตอร์ชื่อดัง J. J. Abrams แห่ง Star Wars และ Star Trek ยุคใหม่ ซีรีส์เรื่องนี้จึงผสมผสานทั้งเรื่องราวลี้ลับ / การเรียกร้องความยุติธรรมของสีผิวอันเข้มข้น ในบรรยากาศที่แปลกประหลาดและเหนือจริงได้ชวนลุ้นในทุกตอน และได้รับการการันตีจากนักวิจารณ์ที่เทคะแนนเชียร์ซีรีส์นี้กันอย่างท่วมท้น

สาขาที่ได้เข้าชิง
Outstanding Drama Series
Outstanding Lead Actor in a Drama Series – Jonathan Majors
Outstanding Lead Actress in a Drama Series – Jurnee Smollett
Outstanding Supporting Actor in a Drama Series – Michael K. Williams
Outstanding Supporting Actress in a Drama Series – Aunjanue Ellis
Outstanding Writing for a Drama Series – ตอน “Sundown”

รับชมได้ทาง HBO GO


The Mandalorian (Season 2)

ใครว่า Star Wars ยุคใหม่จะสิ้นมนต์ขลังทางด้านคุณภาพ อย่างน้อยที่สุด ซีรีส์เรื่องนี้ที่ Spin Off จากจักรวาลสงครามอวกาศก็ได้รับการการันตีว่า ตื่นเต้น สนุกสุดขีด และอบอุ่นซาบซึ้งใจอย่างน่าประหลาด เรื่องราวของนักฆ่ารับจ้างที่ได้รับภารกิจพาเบบี้โยดาไปส่งให้ถึงที่หมาย กลับกลายเป็นบิ๊กเซอร์ไพร้ซ์ที่หลายคนเทใจ ผลงานจากการรังสรรค์ของ Jon Favreau แห่ง Iron Man ได้เนรมิตโลกแห่งดวงดาวแปลกถิ่นให้กลายเป็นเมืองคาวบอยตะวันตกได้อย่างยอดเยี่ยม โดยไม่ทิ้งคอนเซ็ปท์หรือหัวใจหลักที่ Star Wars พึงมี ซีรีส์เรื่องนี้จึงโดนใจใครๆหลายคน และแน่นอนว่าตัวขโมยซีนอย่างเบบี้โยดา ยิ่งทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กุมหัวใจทั้งสาวกเดนตายและสาวกขาจรได้อย่างมหัศจรรย์

สาขาที่ได้เข้าชิง
Outstanding Drama Series
Outstanding Supporting Actor in a Drama Series – Giancarlo Esposito
Outstanding Directing for a Drama Series – Jon Favreau (ตอน “Chapter 9: The Marshal”)
Outstanding Writing for a Drama Series – ตอน “Chapter 13: The Jedi”
Outstanding Writing for a Drama Series – ตอน “Chapter 16: The Rescue”

รับชมได้ทาง Disney+Hotstar


Pose (Season 3)

ซีรีส์ LGBTQ+ ที่สะท้อนชีวิตของนางโชว์ในยุคปลายทศวรรษที่ 80s คาบเกี่ยวต้นทศวรรษที่ 90s ยุคที่กำลังตื่นกลัวจากภัยร้ายของโรคเอดส์ที่นำมาสู่กลุ่มรักร่วมเพศจนกลายเป็นฝันร้ายจวบจนปัจจุบัน นอกจากสะท้อนภาพความเป็นจริงอันชวนเศร้าของเหล่านางโชว์ที่เบื้องหน้าเต็มไปด้วยสีสัน แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยความระทมทุกข์จากการถูกเหยียดเพศในยุคนั้น

ซีซั่นที่ 2 ยิ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งเมื่อตัวละครในนั้นติดเชื้อ HIV จนต้องต่อสู้เพื่อสิทธิ์และการอยู่ร่วมกันในสังคม ก่อนซีซันสุดท้ายจะเป็นบทสรุปที่เต็มไปด้วยความหวังของกลุ่มนางโชว์หลากหลายเชื้อชาติที่มักโดนดูถูกดูแคลนว่าเต้นกินรำกินได้อย่างทรงพลัง ซึ่งซีรีส์ชุดนี้ได้รับการตอบรับว่าทำถึงในด้านอารมณ์ รวมไปถึงการถ่ายภาพการเต้นได้อย่างถึงใจ รวมไปถึงคอสตูมสุดเริ่ด จึงเป็นซีรีส์ที่ทั้งเติมเต็มสีสันและความขมขื่นจนเป็นที่รักของชาว LGBTQ+ ได้เป็นอย่างดี

สาขาที่ได้เข้าชิง
Outstanding Drama Series
Outstanding Lead Actor in a Drama Series – Billy Porter
Outstanding Lead Actress in a Drama Series – Mj Rodriguez
Outstanding Directing for a Drama Series – Steven Canals (ตอน “Series Finale”)
Outstanding Writing for a Drama Series – ตอน “Series Finale”

รับชมได้ทาง Netflix (Season 1-2)


This Is Us (Season 5)

เรื่องราวหลากแง่มุมของครอบครัว ดูจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาของซีรีส์ในยุคปัจจุบัน หากแต่ This Is Us กลับโดนใจครอบครัวอเมริกันอย่างจังในฐานะซีรีส์ที่พลิกแพลงการนำเสนอได้อย่างเหนือชั้น ไม่เล่าเรื่องทื่อๆเหมือนซีรีส์เรื่องอื่นทั่ว ๆ ไป ทั้งเรื่องหักมุมที่เหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกันก็เขย่าหัวใจและต่อมน้ำตาคนดูได้อย่างเหลือเชื่อ

ซีรีส์เล่าถึงช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวระหว่างอดีตกับปัจจุบัน เมื่อครอบครัวหนึ่งที่เพิ่งมีลูกแฝด ขณะเดียวกันก็สูญเสียแฝดคนที่ 3 ไปหลังคลอด จึงรับบุตรบุญธรรมผิวสีเพื่อเติมเต็มในส่วนที่ขาดหาย แต่กลับกลายว่าความรักที่หมายมั่นปั้นมือมอบให้ลูกคนที่ 3 นี้กลับเป็นฝันร้ายที่ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องเยียวยา ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยผู้ชมที่รับชมเรื่องนี้กันอย่างถล่มทลายจนได้มาถึงซีซั่นที่ 5 ซึ่งสามารถสะท้อนปัญหาที่อเมริกันชนต่างเผชิญหน้าทั้งความเหลื่อมล้ำทางสังคม สีผิว และปัญหาครอบครัวได้อย่างถึงแก่นด้วยดราม่าที่พร้อมขยี้ให้เละคาจอได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้เคยได้รับการเข้าชิงมาแล้วถึง 3 ครั้ง ครั้งล่าสุดที่เป็นครั้งที่ 4 นี้อาจจะโอกาสริบหรี่เมื่อเทียบกับตัวเต็งอย่าง The Handmaid’s Tale หรือ The Crown แต่ก็นับเป็นซีรีส์คุณภาพที่คุณสามารถรับชมหน้าจอที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

สาขาที่ได้เข้าชิง
Outstanding Drama Series
Outstanding Lead Actor in a Drama Series – Sterling K. Brown
Outstanding Supporting Actor in a Drama Series – Chris Sullivan

รับชมได้ทาง Amazon Prime


มากกว่าความสนุกคือประเด็นสังคมที่เข้มข้น

ดังที่เห็นว่าการแจกรางวัลไม่ว่าจะเป็นสาขาหนังหรือกระทั่งซีรีส์นั้น ส่วนใหญ่ซีรีส์ที่สะท้อนสังคมจะได้รับการกล่าวถึงอย่างมาก เพราะในซีรีส์ทั้ง 8 เรื่องที่ได้เข้าชิงนั้น มีทั้งประเด็นการเมือง (The Crown) ประเด็นสีผิว (Lovecraft Country) การเรียกร้องสิทธิสตรี (The Handmaid’s Tale) ปัญหาของ LGBTQ+ (Pose) ปัญหาครอบครัว (This Is Us) กระทั่งซีรีส์ฮีโร่อย่าง The Boys เองก็ยังสอดแทรกประเด็นการเมืองเอาไว้อย่างแยบยลเช่นกัน จึงนับได้ว่าความสนุกที่ต้องลุ้นในทุกตอนของซีรัส์ที่เราดูทุกวันนี้แล้ว การได้ตระหนักถึงปัญหาสังคมก็นับเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ซีรีส์เรื่องนั้นๆเป็นที่นิยมเช่นกัน

ซึ่งการประกาศผลรางวัล Emmy Awards จะมีขึ้นในเช้าวันที่ 20 กันยายนนี้เวลาประเทศไทย ยังมีเวลาอีกนานที่คุณได้พิสูจน์ซีรีส์ที่เข้ารอบเหล่านี้กันพอสมควร อย่างไรก็ดี อย่าหามรุ่งหามค่ำดูซีรีส์จนอดหลับอดนอนล่ะ

unlockmen
WRITER: unlockmen
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line