Advertisement
Life

ZERO TO HERO : “เบนซ์ THE GAIJIN TRIPS” การเดินทางที่ไร้แผนกับผลตอบแทนคือประสบการณ์อันล้ำค่า

By: JEDDY December 17, 2021

หากจะให้พูดถึงรายการท่องเที่ยวในบ้านเราแน่นอนว่ามีตัวเลือกให้ชมอย่างมากมาย แต่ถ้าจะให้พูดถึงรายการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร เชื่อว่าชื่อของ The Gaijin Trips น่าจะติดท็อปลิสต์ของใครหลาย ๆ คน

หนุ่มหน้าหล่อชาวบางแสนนามว่า “เบนซ์” ได้นำเสนอรูปแบบเล่าเรื่องการท่องเที่ยวของตัวเองที่สะดุดหูทุกคนที่ได้ยิน ราวกับว่าเรากำลังนั่งฟังดนตรีโพสต์ร็อกบรรเลง บรรยากาศเนิบ ๆ เคลิ้ม ๆ ชวนฝันแต่กลับน่าฟังอย่างน่าประหลาดใจ แถมเรื่องราวในแต่ละคลิปยังเต็มไปด้วยความเรียลแบบไร้แผนเดินทางถือเป็นจุดขายที่ชวนให้ทุกคนต้องติดตาม เพราะคุณจะไม่มีทางรู้เลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างเดินทาง 

Unlockmen ขอพาทุกคนไปรู้จักตัวตนของเบนซ์ให้มากขึ้นกับ ZERO TO HERO :  “เบนซ์ The Gaijin Trips” การเดินทางที่ไร้แผนกับผลตอบแทนคือประสบการณ์อันล้ำค่า


ชีวิตวัยเยาว์เอากิจกรรมมาก่อนเรื่องเรียน

“ผมเป็นเด็กที่เรียนได้บ๊วยตลอดเลยครับ ไม่โหล่ก็รองโหล่ แต่จะเด่นพวกกีฬา กิจกรรมต่าง ๆ มากกว่า ผมเป็นนักกีฬาโรงเรียน เล่นบาส เล่นบอล วอลเลย์ ตะกร้อ ได้แชมป์บ้างอะไรบ้าง อีกอย่างหนึ่งก็คือวิชาศิลปะ ที่เราจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ชอบวาดรูป ชอบลงสี ผมจะเด่นตรงด้านนี้ 

“พอโตขึ้นมาแล้วมาเรียนสามัญช่วงมัธยมปลาย ผมรู้สึกว่ามันมีความวิชาการ มีความตึงเตรียด จนสุดท้ายเราก็ลาออกจากโรงเรียนมาเลย โต๋เต๋อยู่ช่วงหนึ่ง มาช่วยพ่อแม่ทำงานที่บ้านค้าขาย แต่เรายังรู้สึกว่ายังอยากมีสังคมวัยรุ่นอยู่ เพื่อน ๆ เราเขาก็ไปโรงเรียนกัน แล้วเราต้องรอวันหยุดเสาร์อาทิตย์นั่งรถเมล์ไปหาเพื่อนที่บางแสน ตอนนั้นเรารู้สึกเหงาไง คิดถึงเพื่อน เราไม่ได้ใฝ่เรียนอะไรหรอก แต่ก็กลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง แอบไปเรียนกศน. เก็บเงินไปเรียนเอง แล้วก็เรียนวาดรูปไปด้วยเพื่อจะไปสอบเข้าคณะศิลปกรรม พอเราเรียนจบก็เอาวุฒิไปยื่นที่ม.บูรพาที่บางแสน ก็ใช้วิธีสอบเทียบตรงเข้า ติดก็ได้เรียน ไม่ได้ติดก็ไม่ได้เรียน แต่ก็สามารถสอบได้เลยแค่รอบเดียว ทางแม่ก็ยื่นข้อเสนอให้ว่าถ้าเป็นภาคพิเศษไม่ให้เรียนนะ เพราะบางทีช่วงนั้นมันจะมีคำพูดว่า ภาคพิเศษมันเข้าง่ายกว่าแต่ภาคปกติต้องใช้ฝีมือหน่อย แม่เราเขาคิดว่าเราไม่ติดแน่นอน เพราะเราไม่ใช่คนเรียนเก่งขนาดนั้น แต่อันนี้เราแอบพยายามเพราะมันเป็นสิ่งที่เราชอบ แล้วสุดท้ายก็เรียนจบออกมาได้ครับ”

Unlockmen : ตอนเรียนจบ ที่บ้านเซอร์ไพรส์ไหมครับ?

“ก็เซอร์ไพรส์นะครับ เอาจริง ๆ ตอนนั้นแม่ยังมีอารมณ์ว่าจะให้มันเรียนดีเปล่าวะ (หัวเราะ)”

“เขาให้โอกาสเราไปสอบเพราะคิดว่าไม่ติดแน่นอน คือแม่ไม่ได้ใจร้ายที่ไม่อยากให้เรียน เพราะบ้านเรามีธุรกิจให้เรามาช่วยอยู่แล้ว พอติดเขาก็คิดแป๊บนึง เออ ไปเรียนก็ได้ เดี๋ยวมันเรียนปีหนึ่งก็คงไม่รอดเองแหละ แล้วค่อยเลิกเรียนไปแล้วกัน แต่สุดท้ายเราก็ทำได้ดี จนสามารถเรียนจบออกมาได้ในแบบที่ได้เกรดดีในวิชาที่เราถนัด ส่วนวิชาเลือก วิชาอังกฤษ คณิต เราจะทำได้ห่วย ๆ พอผ่านมาได้ครับ แต่พอเป็นวิชาถ่ายหนัง ถ่ายวิดีโอ ตัดต่อ เรากลับชำนาญเพราะมันเป็นสิ่งที่เราชอบ เราชอบดูหนัง บางทีก็จะไปช่วยเพื่อน ๆ เขาถ่ายด้วยครับ  แล้ววิชาไหนที่เราไม่ชอบ เราก็จะแอบให้เพื่อนช่วยเราตรงนั้น ยื่นหมูยื่นแมวกันไปจนจบมาได้ครับ”


ไอเดียการออกทริปเกิดจากความเบื่องานที่จำเจ

“การออกทริปนี่มาที่หลังเลยครับ เหมือนหลังจากเรียนจบแล้วเราทำงานมาได้เกือบสิบปี แล้วในสิบปีนั้นก็ผ่านเรื่องราวอะไรมากมาย มันเริ่มจากการที่เรียนจบมาแล้วแม่บอกว่าเรียนจบได้ไม่ว่ากัน แต่เรียนจบแล้วมาช่วยงานที่บ้านเหมือนเดิมนะ ซึ่งเราก็แบบ เฮ้ย ได้ไง ชีวิตวัยรุ่นมันต้องเท่ดิ (หัวเราะ) ต้องจัดการอะไรด้วยตัวเอง เติบโตไปเป็นพนักงานบริษัทหรือเปล่า”

 “คือต้องบอกว่าที่บ้านมีฐานะประมาณหนึ่งที่จะซัพพอร์ตเราได้ คือเอาเราไปยัดในหมากที่เขาวางไว้ได้สบาย แต่เราแบบไม่ต้องซื้อรถให้เราขับ เราจะจ่ายค่าห้องเอง เราจะใช้ชีวิตแบบเด็กกรุงเทพ คือเราเป็นเด็กชลบุรีนะ แต่อยากใช้ชีวิตเป็นเด็กกรุงเทพ”

“แต่ส่วนตัวผมไม่ได้เข้ากรุงเทพตอนเรียนจบ เพราะตอนเราฝึกงานเรารู้สึกว่าเราไม่ชอบกรุงเทพเลย เราไม่เข้าใจความเป็นกรุงเทพ เวลาไปไหนต้องวางแผน แต่งตัวดี ๆ ไม่เหมือนตอนอยู่บางแสนที่ใส่กางเกงขาสั้นได้ พอจะออกไปข้างนอกค่อยกลับมาเปลี่ยน คือมันไป ๆ มา ๆ ง่ายกว่า พอเรียนจบมาก็เลยไม่ได้ไปทำงานที่กรุงเทพ” 

“ตอนแรกมีพี่คนหนึ่งมาชวนเราไปทำงานเป็นครีเอทีฟที่ genie records เหมือนกัน เพราะตอนนั้นงานจบของเรามันเป็นการทำ MV ให้กับวงดนตรี เราก็แบบ เฮ้ย หรือจะไปดีไหม ถ้าได้ทำมันก็ดูเท่ดีนะ แล้วพอดีมีพี่อีกคนชวนมาให้เราไปถ่ายงานแต่งก่อน แล้วเขาให้เรามา 500 คือน้อยมากนะครับ (หัวเราะ) คือเขาเป็นพี่ที่รู้จักกันครับ ตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามันต้องคิดราคากันเท่าไหร่นะ แต่ไอเงิน 500 บาทนั้นมันกลายเป็นว่าเรามีผลงานชิ้นนึง เราก็เอาไปโพสต์ในเฟสบุ๊ค ช่วงนั้นมันเป็นช่วง DSLR มามันใหม่ ๆ เลย พี่ป้าน้าอาเขาก็ชวนไปถ่าย เราก็เลยได้เรียกตัวเองว่าเป็นอาชีพฟรีแลนซ์ แล้วก็ทำงานตรงนี้สักพักจนเริ่มเปิดเป็นบริษัทเล็ก ๆ ได้”

“แต่พอทำ ๆ ไป รู้สึกว่าเบื่อ เราก็กลับมาถามตัวเองอีกทีว่าเราเด่นเรื่องหนังไม่ใช่เหรอ เราเด่นเรื่องความคิด ตอนอาจารย์ดูงานของเราเขาก็จะรู้สึกว่างานเรามันมีความแปลก แตกต่าง แบบที่ไม่ได้มาวัดกันที่เกรดสีหรือมุมถ่ายที่ดีที่สุด แต่มันเป็นอารมณ์ที่แตกต่างจากคนอื่น เราก็คิดว่าอารมณ์ตรงนี้ของเรามันหายไปไหนหมดนะ ตอนนี้เราแม่งต้องมานั่งทำงานแมสเพราะเราต้องหาเงิน เหมือนเราทิ้งส่วนที่สำคัญที่สุดของตัวเองออกไป แล้วเราต้องคอยรับคำสั่งจากลูกค้ามากเกินไป จนเหมือนโดนลูกค้าหล่อหลอม เช่น พอเราเสนอไอเดียไป เขาก็จะเลือกที่มันเซฟ ๆ แนวทางมันก็เลยจะไม่กระโชกโฮกฮาก คือเขาก็ไม่ได้มั่นใจว่าไอเดียของเรามันจะดีจริง ๆ หรือเปล่า จนเราเริ่มเบื่อ เริ่มเหนื่อยกับการต้องมาทำงานเหมือนอาหารตามสั่ง เราก็เลยขอปิดโทรศัพท์ พักสมอง พักทุกอย่าง แล้วหันกลับมามองตัวเองว่าเราอะเป็นอะไรกันแน่”

“สุดท้ายก็มานึกได้ว่า เฮ้ย! เราเป็นคนชอบทำหนังนี่หว่า เรามีอะไรที่อยากเล่าค่อนข้างมากแต่เราไม่ใช่นักเดินทาง ไม่ใช่คนชอบเดินทางด้วย ปกติเวลาเพื่อนชวนไปเที่ยว เราก็จะไม่ชอบไป ก็เลยไม่ได้อินกับการท่องเที่ยว แต่เราต้องการออกเดินทางในวันนั้นเพราะว่าเบื่อกับการทำงานที่ต้องทำตามสั่ง ทั้ง ๆ ที่เราเป็นนายตัวเองแท้ ๆ สุดท้ายก็เหมือนมีบอสอยู๋ดีแต่เป็นลูกค้า เราก็เลยออกเดินทาง ตั้งใจจะแบกเป้ออกไป ติดกล้องไปด้วย ทีนี้เราก็เลยลองมาถ่ายดูซฺิ กับสิ่งที่เราเชื่อมั่นมานักหนาว่าเรามีอะไรอยู่ในใจที่อยากจะเล่า เราก็เลยเดินออกไปแล้วก็ถ่าย ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ เป็นการสแนปภาพไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าบางทีการถ่ายนิ่ง ๆ แล้วเอาเฟรมต่อเฟรมไปต่อกันมันดูจริงใจดี แบบที่ยังไม่ต้องใส่เสียงพากย์ลงไปเลยนะครับ แล้วเราก็อยากเล่าเรื่องอุปกรณ์การถ่ายทำอยู๋แล้ว”

“ถ้าให้เปรียบสิ่งใดสิ่งหนึ่งกับการตั้งกล้องถ่าย เราอยากเปรียบเหมือนเป็นซามูไร คือเขาต้องฝึกดาบต่อสู้มาตลอดในแต่ละยุค แล้ววันหนึ่งมันมีอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งกำเนิดขึ้นมา มันชื่อว่า gimbal มันทำให้คนที่ถ่ายอะไรไม่เป็นเลย สามารถใช้มันฆ่าคนได้ ฆ่าคนหมายถึงพอเราติด gimbal จะช่วยให้เขาถ่ายเก่งได้ทันทีเลย เหมือนเปลี่ยนดาบเป็นปืน แต่เราอยากย้อนกลับไปเป็นซามูไรอีกครั้ง ไม่ต้องอุปกรณ์ซับซ้อน เอาแค่ขาตั้งกล้อง เฟรมล้วน ๆ มาวัดกันที่ตรงนี้กันดู แล้วเราก็ได้เข้าไปอยู่ในจุดที่เราอยากอยู่อีกครั้ง แม่งแบบ Simple มากเลย ก็แค่ถ่าย เล่า แค่นี้ เทรนด์ยังไงช่างเทรนด์ ใครจะชอบไม่ชอบไม่เป็นไร เราขอมาอยู่ในยุคของเรา ทำให้คนที่อยู่ในยุคเราหรืออยากกลับมาอยู่ในยุคเรา ได้ดูภาพเหล่านั้นแล้วมีความสุข เราก็เลยสื่อสารงานออกมาเป็นแบบนี้”


ทริปแรกกับแรงบันดาลใจจากคุณแม่

“ที่แรกเราเดินทางไปที่กาญจนบุรีก่อนครับ ได้แรงบันดาลใจจากตอนที่แม่จะพาไปนั่งรถไฟแต่เราไม่ได้ไป เราก็เลยเลือกที่นี่ ติ๋มอย่างเราเอาง่าย ๆ ก่อนแล้วกัน ตอนนั้นจำได้เลยว่าแอบดื่มไปกับรุ่นพี่ที่กรุงเทพเหมือนกัน ยังมีความคิดแว๊บ ๆ มาว่าจะไปดีไหมวะ แต่สุดท้ายก็ไป ไปหาอะไรใหม่ ๆ ไม่ต้องขลุกกับอะไรที่เราไม่ได้อยากอยู่ พอขึ้นไป ลมบนรถไฟที่มันตีหน้าเรามันทำให้เราหายแฮงค์ได้เลย รู้สึกว่าบรรยากาศแบบนี้มันก็ดีนะ เราเคยคิดว่าเรื่องแบบนี้มันดูเป็นเรื่องน้ำเน่า ไอที่แบบไปเที่ยวแล้วหายเหนื่อยก็ไม่เคยเข้าใจเลย พอไปสัมผัสจริง ก็รู้สึกว่าความน้ำเน่ามันก็ไม่ได้แย่ ในอีกมุมหนึ่งก็สื่อถึงคนช่างฝันได้เหมือนกัน”

“เราเหมือนได้งัดตัวเองตอนเด็ก ๆ ออกมาใช้ เราได้คุยกับคนตลอดทาง เพราะเราเป็นคนคุยกับคนเฒ่าคนแก่เก่ง เรารู้สึกว่าเราในเวอร์ชันนี้มันสะอาด มันดีมากเลยอะ เพราะปกติเราใช้ในมุมวัยรุ่นคูล ๆ มาตลอด จนเราลืมไปว่าเรามีมุมเด็กที่เป็นเด็กดีมาก่อน เราก็เลยเหมือนได้พบกับตัวเองในวัยเด็กอีกครั้ง แล้วเราก็เอ็นจอยกับมันในการเดินทางมาก แฮปปี้มาก แต่พอกลับมาบ้าน เราก็เหมือนกลับมาเป็นตัวเองตอนวัยรุ่นอีกแล้ว เราก็เลยถามตัวเองว่าอีกไม่กี่วันเนี่ย เราจะไปที่ไหนต่อดีวะ เพราะเราเริ่มรักการเดินทางแล้ว”


จุดเริ่มต้นทำ YOUTUBE

“ตั้งแต่คลิปแรกเลยครับ คลิปแรกคิอตั้งใจจะออกไปแล้วพกกล้องไปด้วย เพราะกะว่าออกไปถ่าย ๆ มาก่อนแล้วเอามาตัด พอกลับมาปุ๊บ มานั่งตัด เฮ้ย เราสนุกกับมัน ความคิดแรกเลยคือเราชอบมันว่ะงานชิ้นนี้อะ แต่ว่าเราเชื่อว่ามันไม่มีคนดูหรอก เพราะมันไม่ได้พูดเชิงว่าอยากให้คนดูอยู่กับเรา มันมีแต่อะไรที่เล่าให้ตัวเองฟัง เรากะว่าจะเก็บไว้ให้ตัวเองดูตอนแก่ พอเราได้ไปคุยกับคนแก่เยอะ ๆ เราก็อยากจะทำวิดีโอมาเตือนตัวเองว่าเบนซ์มึงทำหมดแล้วเว้ย ไม่มีอะไรต้องเสียดายแล้ว ตอนเรานอนติดเตียงอยู่โรงพยาบาลแล้วมานั่งดูจะได้รู้ว่ามึงไปได้แล้ว มึงทำครบแล้ว”

“ตอนปล่อยคลิปออกไปมันก็ไม่มีใครรู้จักครับ แล้วก็ไม่ได้ใช้เงินบูสต์อะไร เราตั้งใจทำเพื่อแชร์มาหน้าเฟสตัวเองมากกว่า แชร์มาให้เพื่อนแซว ขำ ๆ ฮา ๆ ไม่ได้มีอะไรมาก ก็ตั้งใจทำเพื่อแค่นี้ เราก็เอาไปลง Youtube เพราะมันจะได้เป็นคอลเลกชั่นของเรา ไม่ต้องให้ฟีดมันเลื่อนจนหาไม่เจอในเฟสบุ๊ค แต่พอมันผ่านไปสัก 3-4 ตอน มันเริ่มมีคนมาคอมเมนต์ในเพจว่ารออยู่นะครับ เราก็นึกว่าเพื่อน แต่พอไปดูมันไม่ใช่เพื่อนเรานี่หว่า ก็แค่ 2-3 คนนะ แต่ตอนนั้นตื่นเต้นมาก เราก็เห็นว่ามีคนรอดูอยู่เลยตั้งใจถ่ายให้ดีกว่าเดิมดีกว่า จนไปถึงตอนที่ 4 อยู่ดี ๆ ก็มีคนซับเพิ่มเป็นพัน ๆ ก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกวันนี้ก็งงว่ามีคนดังเอาไปแชร์หรือเปล่าเนี่ย”

“ซึ่งในอีพีนั้นที่เราไปขุนตาลเป็นอีพีที่เราชอบมาก เพราะเราไปเจอหมาดำตัวนึงที่มันนำทางเราไป เราก็เพิ่งรู้ว่าตามป่าตามเขามันมีสุนัขนำทางด้วย มันเป็นครั้งแรกแล้วเรารู้สึกชอบมาก จนคนดูเริ่มเยอะแล้วเราเริ่มรู้ว่าตัวเองเป็นเพจท่องเที่ยว ซึ่งทำไปได้แค่ 2 เดือนครับ”


แมสแบบไม่ได้ตั้งใจ

“มันเริ่มจากอีพี 9 ที่เราไปดอยอินทนนท์ ไปเจอคุณลุง คุณป้าที่ลูกชายเขาเสียไป แล้ว 2 คนนี้เขามาเที่ยวกัน เราก็นั่งคุยกับเขาจนได้มารู้เรื่องนี้ เราก็สื่อสารเรื่องนี้ลงในคลิปท่องเที่ยวของเรา ซึ่งคลิปของเรามันเหมือนไม่ได้รีวิวที่ท่องเที่ยวเท่ากับคนที่เราไปพบเจอ เราก็สื่อสารเรื่องนี้ออกไป คนก็รู้สึกมีความอิมแพคกับเรื่องนี้มาก หลังจากนั้นก็มีจุดเปลี่ยนจุดหนึ่งคือพี่เรย์ แมคโดนัลด์ ติดต่อเข้ามา เราก็คิดว่าตัวปลอม แต่สุดท้ายก็คือตัวจริง เราก็ดีใจมาก เอาจริง ๆ เราไม่ต้องร่วมงานกับเขาก็ได้นะ แค่เขาติดต่อมาชื่นชมเรา เราก็เหมือนได้รับปริญญาอีกใบในสาขา Influencer ด้านท่องเที่ยวเลยครับ”

“ตอนนั้นพี่เรย์ แมคโดนัลด์ทักมาชวนเราไปเที่ยวด้วยกัน เขาก็อยากดูวิธีการทำงานของเรา ศึกษากันและกันจนเปิดใจ เขาก็อยากจะเข้ามาดูเรื่องหลังบ้านแล้วทำงานร่วมกัน ก่อนหน้าที่เราจะมีชื่อเสียงขึ้นมา เราเป็นคนดีลไม่ค่อยเก่ง คือเราหนีจากงานโปรดักชั่นมาก็ไม่อยากจะเจออีก แต่พอมีพี่เรย์มา เขาก็เป็นคนชนลูกค้าให้ เข้ามาดูหลังบ้านให้ เราก็เลยไม่ต้องดูเรื่องงาน กี่บาท เท่าไหร่ เราเลยไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ ก็เลยโชคดีที่ได้เจอพี่เรย์ ทำให้เพจเรายิ่งอัปตัวเองขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง”

“คือตัวงานทั้งหมดมันเหมือนกับคอนเซปต์ที่อยู่ในหัวเราอยู่แล้ว เหมือนกับที่เราอยากเล่าให้ตัวเองฟังตอนแก่ ฉะนั้น เราต้องไม่ชวนเชื่อ ไม่รีวิว ไม่อยากให้เราตอนแก่รำคาญ เราก็นึกถึงตัวเราตอนแก่คนนั้น มันก็เลยออกมาเป็นโมโนโทน เรียบ ๆ ถ้าคนดูชอบเขาก็จะชอบ ไม่ชอบก็ไม่แปลกเลย คือเราชอบดูหนังอินดี้ เราก็เลยไม่อยากทำหนังแมสอยู่แล้ว”


การรับมือกับความแมส

“รับมือยากนะครับ เพราะว่าเราชอบที่มันเป็นอินดี้ ก็จะเจอแฟนคลับที่เป็นชาวเรานิดนึง แต่ตอนนี้มันมาถึงแมสได้ไงไม่รู้ คือมันออกไปแล้วเจอคนมาขอถ่ายรูปเราทุกที่ไป ตั้งแต่รปภ.ยันพยาบาล บางทีเราก็ได้รับความช่วยเหลือ ชวนมากินข้าวด้วยกัน เราก็รู้สึกว่ามันต้องเป็นไปตามทางของมัน แต่ข้อดีก็คือคนพวกนี้เขารักเรา เขาอยากให้ความช่วยเหลือ แต่ว่าเวทีนี้มันไม่ได้อยู่ได้ตลอดหรอก พอเราไปต่างประเทศตอนนั้นก็ไม่มีคนช่วยเราอยู่ดี คืออยู่ไทยคนรักเราก็ดีแล้ว แต่เราก็ต้องไปเจอสนามใหม่อยู่ดี”

Unlockemn : จัดการกับคอมเมนต์ด้านลบอย่างไรบ้าง?

“เพจเราโชคดีที่มีคนมาคอมเมนต์ป่วนน้อยมาก บางคลิปคือไม่มีเลย มันจะมีแต่แบบ เฮ้ย เอามอไซด์เช่ามาทำงี้ได้ไงวะ รู้งี้ไม่ให้เช่าหรอก แต่เราก็ผิดเอง เพราะเราไม่เล่าให้หมดในคลิป คือในคลิปเราเช่ามอไซด์แล้วขี่ไปในที่ที่ลำบาก เราก็ให้เขาไปหารถที่แบบไม่ต้องดีมาก เขาก็หาเวฟแบบจะพังแล้วมาให้ เบรกตีนคือเอาไม่อยู่แล้ว เราก็เลยใช้เต็มที่เลย แต่เราไม่ได้ถ่ายช่วงเช่าไว้ มันก็จะมีคนมาพิมพ์บ่น ๆ บ้าง แต่เราเก็บเอามาเรียนรู้มากกว่า”

“บางทีเราพูดแนวคิดของเรา เราไม่ได้ตัดสินถูกผิดแต่จะบอกว่าผมมองโลกในแง่นี้นะ มันก็จะมีคนมา Inbox ว่าทำไมถึงพูดแบบนี้ คิดอย่างนี้ ก็บอกว่าเราคิดแบบนี้แหละ คนเราไม่ต้องคิดให้เหมือนกันหมดก็ได้ครับ”


ทริปที่ท้าทายและทริปสุดหลอน

“น่าจะกับพี่เรย์นะครับ เพราะพี่เรย์เขาชอบพาไปบุกเบิกที่ใหม่ ๆ แล้วเราเป็นนักเดินทางที่เป็นมือสมัครเล่น เราชอบความเป็นมือสมัครเล่นของเรา ไม่ได้อยากไปถึงยอดอะไรใหม่ก่อนใคร หรือไปเปิดหูเปิดตาอะไรขนาดนั้น แต่เราก็ไปจนได้ แล้วทางมันทุรกันดาร แต่มันก็มีความเปิดโลกให้เราอยู่ เราไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ตรงหน้า ไม่รู้ว่าจะขึ้นไปได้จริงไหม ก็เลยน่าจะเป็นหลาย ๆ ครั้งที่เดินทางกับพี่เรย์ คือพี่เรย์นี่แหละที่ทำให้เราลำบากครับ (หัวเราะ)”

“แต่ว่าพอไปเจอแล้วมันเหมือนทำให้เราข้ามขั้นอะไรบางอย่างเพราะเขาช่วยแนะนำเรา บางทีเรากลับมาเดินทางคนเดียวทำให้เราไม่กลัวอะไรเลย ทำให้เรามีภูมิต้านทานสูงมาก ทำให้เรามองเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเล็กมากไปเลยครับ”

Unlockmen : เคยเจอประสบการณ์หลอนตอนออกทริปบ้างไหม?

“ก็มีบ้างครับแต่อาจจะเป็นแนวสยองขวัญนิดนึง คือบางทีเรานอนตามป่าตามเขา ตอนตกดึกนายพรานที่นำทางเขาก็ไปก่อฟืนย่างไก่ให้เรากิน แล้วเราก็หาจุดผูกเปลคือต้องเป็นต้นไม้ที่มันก็ค่อนข้างกว้าง เราก็ผูกเปลนอนไป แต่ตอนนั้นแค่เรารู้สึกว่าทำไมนายพรานเขาไม่มาช่วยเรากางนะ แต่เราก็ไม่ได้อะไร” 

“คืนนั้นเราก็นอนปกติ แต่พอตกกลางคืนมันได้ยินเสียงหัวเราะ หัวเราะแบบมีความสุขนะ แต่เสียงเหมือนอยู่ในเปลเรา มันใกล้มากเลย คืนนั้นก็มืดสนิทด้วยเห็นแต่ดาว แล้วอยู่ดี ๆ เปลเรามันก็สว่างวาบขึ้นมาแบบขาวเลย แล้วก็มีเสียงคนหัวเราะกันประมาณวิสองวิอะแล้วก็วูบหายไป เราก็แบบอะไรวะ เลยเดินออกไปดูดาวดูนั่นนี่ก็ไม่มีอะไร หรือเราจะคิดไปเองวะ ก็เลยไปนอนต่อ ตื่นมาตอนเช้าเราก็เล่าให้พี่อีกคนที่ไม่ใช่นายพรานฟัง เขาก็บอกว่าจริงปะเนี่ย เพราะเมื่อคืนนายพรานจะเดินไปบอกเบนซ์ว่าตรงนั้นอะกางไม่ได้ เขามาตรงนี้บ่อยแล้วตอนกลางคืนเขาจะชอบเห็นเจ้าที่ผ่าน แล้วเขาเห็นเบนซ์กางไปแล้วเลยปล่อยไป (หัวเราะ) เราก็แบบขอบคุณมากครับนายพรานที่ให้เรากาง (หัวเราะ) แต่มันก็ไม่ได้เหมือนกับโดนผีหลอกนะ เรารู้สึกว่ามิติลี้ลับมันไม่ได้เป็นแบบหนังผีที่เราเห็นมา คือมันพิสูจน์ไม่ได้ แต่ก็รู้สึกแปลกใหม่ดี”


ปัญหาที่เจอระหว่างทริป

“น่าจะเป็นเรื่องอุปกรณ์พังครับ โดรนตก กล้องตกแตก คือจะมีที่เพิ่งเปิดคลิปมาเลยแล้วโดรนตก แล้วก็มีที่น่าน มันไม่มีร้านขายโดรนเลย ก็ต้องเพิ่ง Instagram แล้วก็ยังโชคดีที่มีอยู่คนหนึ่งเขาให้เรายืมใบพัด อยู่ห่างจากเรา 2 ชม. เราก็บึ่งไปเลย หนาว ๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามีจริงไหม คอมเมนต์ล้อเล่นหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็มีจริง เราก็รู้สึกว่าการเดินทางมันต้องมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรอยู่แล้ว แต่ปัญหาเหล่านั้นพอผ่านมาเราก็เอามาเล่าในคลิปของเราได้ บางทีมันไม่ต้องเพอร์เฟกต์ขนาดนั้น ให้มันจับต้องได้บ้าง พอวันหนึ่งเรากลับมาดูแล้วไม่เจอเรื่องพวกนี้ มันก็เสียดายเหมือนกันนะ”


5 ESSENTIAL ที่ต้องพกไปตลอดการเดินทาง

“อย่างแรกก็ต้องมีเป้ประจำของเรา แต่เราน่าจะซื้อใบใหม่ได้แล้วเพราะใบนี้มันเหี่ยวแล้ว (หัวเราะ) มันอยู่กับเราจนหมดอายุขัยเลยครับ”

“อีกอย่างหนึ่งก็ที่สำคัญมาก ๆ ไม่มีไม่ได้ คือกล้องที่เราใช้จะเป็น Sony A7 Mark 3 มาตลอด แต่ว่าตอนนี้ก็มี Mark 4 แล้วแต่เก็บไว้ที่บ้าน เราอยากให้เห็นตัวเก่าของเราก่อน”

“แล้วก็สิ่งสำคัญชิ้นที่ 3 คือขาตั้งกล้องครับที่ขาดไม่ได้เลย เพราะว่าถ่ายคนเดียวก็ต้องมีขาตั้งกล้องตลอดเวลา บางทีก็มัดกับต้นไม้ก็สะดวกดี ที่สำคัญคือเลือกให้เบาครับ”

“และอีกชิ้นนึงก็ยังเป็นส่วนของการถ่ายทำอยู่ หลัง ๆ ผมจะพกไมค์เล็ก ๆ ติดอยู่กับกล้องให้คนในละแวกนั้นไม่รู้สึกว่าเขิน เป็นไมค์ยี่ห้อ SENNHEISER ตัวนี้ รูปลักษณ์มันจะดูแบบเบา ๆ”

“สุดท้ายเป็น Unseen นิดนึง ตอนเราไปออกทริปกับพี่เรย์ พี่แหม่มแฟนพี่เรย์เอาพระองค์นึงมาใส่ในกระเป๋าเรา เป็นพระรอดครับ ทีนี้พอเวลาเราออกทริปยาว ๆ เราก็จะมีพระรอดติดไปด้วยทุกที่ ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง ประมาณ 5 อย่างก็จะมีประมาณนี้ครับที่ขาดไม่ได้”


ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความเข้าใจในชีวิต

“ผมรู้สึกว่าวันแรกกับวันนี้ก่อนที่จะออกไปท่องเที่ยว ผมว่าความกลัวมันน้อยลง เมื่อก่อนคิดว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้มันจะเป็นไปได้หรอวะ แต่ทีนี้เรารู้สึกว่าทุกอย่างมันเป็นไปได้หมดเลย เราก็จะไม่ตัดสินอะไรแล้วว่าอันนี้เราชอบ อันนี้เราไม่ชอบ อันนั้นเราน่าจะชอบ อันนั้นเราน่าจะไม่ชอบ จะไม่ตัดสินอะไรแล้ว ต้องลองออกไปดูก่อน ออกไปเจอก่อน และให้โอกาสกับทุกสิ่งที่เข้ามามากขึ้น มากกว่าจะบอกว่าเราเป็นคนแบบนี้นะ ชอบแต่งตัวแบบนี้ จะไม่ตัดสินอีกต่อไป ทำให้เราตัดสินอะไรน้อยมากในปัจจุบัน ถึงแม้จะมีอยู่บ้าง แต่เราก็พยายามจะลบให้มันเป็นศูนย์ให้ได้มากที่สุดครับ และนี่คือสิ่งที่แตกต่างตั้งแต่เบนซ์วันแรกจนถึงวันนี้ครับ”


สำหรับคนที่มี The Gaijin Trips เป็นแรงบันดาลใจ

“ถ้ามีผมเป็นแรงบันดาลใจก็อยากให้ลืมผมไปเลยครับ ให้ลืมไปว่าผมเป็นต้นแบบ เพราะว่าทุกคนมีความเป็นต้นแบบของตัวเอง ให้ทำสิ่งที่ตัวเองถนัด สิ่งที่ตัวเองเป็นจริง ๆ ดีกว่า ไม่ได้ต้องแบกเป้คนเดียวตลอด ไปกับเพื่อนบ้างก็ได้ ทำอะไรที่มันเป็นตัวเองและรู้สึกว่ามันใช่ อย่าหักดิบเพื่อที่จะเป็นใครคนใดคนหนึ่ง เป็นตัวเอง หาตัวเองให้เจอและรักในสิ่งที่ตัวเองเป็นดีกว่าครับ”


แผนต่อจากนี้

“มันก็มีช่วงที่หลงทางเหมือนกันนะครับ มันมี Influencer คนอื่นที่มา Collab กับเราบ้าง แล้วก็มีคนดังเริ่มมาคุยกับเราหลายคน เราแบบต้องทำอะไรร่วมกับคนดังไหม มันก็ทำให้เราสับสนอยู่พักนึงว่าเราต้องทำอะไรบ้าง จนเราหาทางของตัวเองเจอ เราอยากเป็นคนที่รู้น้อย ๆ บื้อ ๆ ทื่อ ๆ อยู่ดี ๆ วันสองวันคิดอยากจะออกไปเที่ยวก็ไปเที่ยว ซึ่งตอนนี้ก็เป็นแบบนั้นเลย ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ไม่วางแผน พอข้างหน้าอยากเที่ยวก็ไปเที่ยว ถ่ายกลับมาตัดต่อ เอามาโพสต์ คนก็ได้ดู”

“วันแรก ๆ เราเคยตั้งไว้ว่าจะทำแบกเป้ด้วยตัวคนเดียวสองเทปต่อหนึ่งเดือน ช่วงนี้เราก็ยังทำแบบนั้นอยู่ นอกจากจะมีลูกค้าเข้ามาเยอะเราก็ต้องทำเทปพิเศษแยกออกมา แต่ก็ไม่ได้ทิ้งแบกเป้ด้วยตัวคนเดียวสองเทปต่อเดือน แผนทุกอย่างเราเป็นแบบเดิม เราอยากเป็นคนเดิม เพราะรู้สึกว่ามีมาตรฐานแบบนี้อยู่แล้วครับ”

“ทุกอย่างยังคงไม่ได้เตรียมตัววางแผนอะไร แต่ของทุกอย่างเราก็แพ็คตามปกติครับ แต่บางทีไปแล้วยังไม่อยากกลับ เสื้อผ้าที่ใส่แล้วเราก็แพ็คของส่ง Kerry กลับบ้านไปแล้วซื้อเซ็ตใหม่ กางเกงในเราก็ไปซักตามปั๊มแล้วตากเวลาไปนอน ก็ง่าย ๆ แบบนี้แหละครับ”


ผลงานด้านดนตรี

“เราทำวงแนวเมทัลชื่อว่า Stray Wolves มาตลอดเลยครับ ตอนนี้ก็ยังทำอยู่แต่อาจจะซา ๆ ไปบ้างช่วงโควิด แล้วเบนซ์ก็เดินทางเยอะด้วย ตอนนี้พยายามจะกลับมาทำใหม่ให้เป็นแนวที่ดูซอฟต์ลง กำลังหาตรงกลางให้เหมาะกับช่วงอายุของเราที่เริ่มแก่ลง อยากเบาลงหน่อย สบายลงหน่อย เพราะเดี๋ยวนี้เราก็ฟังเพลงหนัก ๆ น้อยลงด้วย กำลังหาจุดที่ลงตัวแล้วทำต่อให้มันดี ทั้ง ๆ ที่เที่ยวอยู่แต่ก็กำลังทำเพลงอยู่ด้วยครับ”

 


ฝากผลงานและช่องทางการติดตาม

“ฝากเพจ The Gaijin Trips แบกเป้เที่ยวคนเดียว ด้วยนะครับ ก็บางครั้งนอนไม่หลับ เหงา ๆ มีเพจ Gaijin เป็นเพื่อนนะครับ เผื่อว่าจะหลับได้เพราะว่าเสียงค่อนข้างง่วง (หัวเราะ) ก็อาจทำให้หลับฝันดีได้ครับ”


ทาง Unlockmen ขอขอบคุณเบนซ์ ที่เปิดร้านสเต็กคุงให้เราได้เข้าไปถ่ายทำสกู๊ปในครั้งนี้ด้วยครับ

JEDDY
WRITER: JEDDY
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line