Entertainment

น้าเน็ก: ผมไม่ใช่คนตลก แต่เรียนรู้ที่จะใช้เสียงหัวเราะทำให้ทุกอย่างสนุกขึ้น ดีขึ้นและแตกต่าง

By: PSYCAT October 3, 2019

“ผมไม่ใช่คนตลก” อาจมีใครหลายคนออกตัวแบบนั้น อาจมีใครหลายคนที่บอกกับคนอื่น ๆ ว่าเรื่องมุกขำขัน เสียงหัวเราะ ความตลกและการเสียดสีเป็นเรื่องที่เขาไม่ถนัดเอาเสียเลย แต่ถ้า “ผมไม่ใช่คนตลก” คือประโยคที่ออกมาจากปาก น้าเน็ก-เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา  พิธีกรมืออาชีพที่ใคร ๆ ก็ลงความเห็นว่าตลกหาตัวจับยาก เราคงส่ายหัวไม่เชื่ออยู่ในใจ แต่น้าเน็กบอกกับเราแบบนั้นจริง ๆ และเราก็ตกตะลึงเป็นครั้งที่หนึ่ง

ก่อนจะตกตะลึงเป็นครั้งที่สองเมื่อน้าเน็กบอกว่าแม้เขาจะไม่ใช่คนตลก แต่สำหรับเขาความตลก อารมณ์ขันและเสียงหัวเราะเป็นเครื่องมือที่ขับเคลื่อนชีวิตเขาไปสู่ความสำเร็จ สำหรับเขาความตลกจึงไม่ต่างจากปรัชญาและศาสตร์ล้ำลึกที่เขาตั้งใจเรียนรู้อย่างมุ่งมั่นและหนักหน่วงเพื่อทำให้ตัวเองแตกต่างและโดดเด่นออกมาในโลกและสมรภูมิการงานที่เชือดเฉือนกันอย่างดุเดือด

เฮ้ย ถามจริง ความตลกนี่ต้องเรียนรู้กันขนาดนั้นเลยเหรอวะ? เราแอบอุทานในใจเพื่อไม่ให้น้าได้ยิน แต่เมื่อเขาบอกเราอย่างหนักแน่นว่าปรัชญาการทำงานอย่างหนึ่งของเขาคือการคิดอยู่ตลอดเวลาว่า “มันจะต่างออกไปในความเหมือนเดิมได้ยังไง?” เราก็เชื่อหมดใจว่าคนอย่าง น้าเน็ก-เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา พร้อมควานหา เสาะแสวงเพื่อตามหาหนทางที่ดีขึ้น แตกต่างขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ความตลกและเสียงหัวเราะที่แม้เขาจะไม่ใช่คนตลกโดยธรรมชาติ แต่ก็เรียนรู้มันในฐานะศาสตร์หนึ่งอย่างรอบด้านจนใช้ความตลกเป็นเครื่องมือได้อย่างมืออาชีพ

จากโทรทัศน์สู่ออนไลน์ เพราะไม่ใช่คนตลกจึงหาหนทางใหม่ได้เสมอ

เราเชื่อว่าใครหลายคนผูกภาพจำว่าน้าเน็กต้องมาพร้อมความตลก ดุเดือด จนเคยมีคำนิยามพิธีกรฝีปากคมผู้นี้ว่า “โลดโผน หัวสี ปราดเปรียว เกรี้ยวกราด” จากภาพลักษณ์วันวานในจอแก้วสู่รายการในโลกออนไลน์อย่าง อย่าหาว่าน้าสอน และ หงี่-เหลา-เป่า-ติ้ว ที่มีคนดูเป็นแสน ๆ น้าเน็กเปิดโอกาสให้ผู้คนโทรมาปรึกษาปัญหาชีวิตไปจนถึงปัญหาเรื่องเพศที่ไม่รู้จะคุยกับใคร

“การจะสอนหรือถ่ายทอดอะไรไปสู่ใคร เราต้องทำให้เขาเชื่อมั่นในตัวเราก่อน ข้อดีคือตลอดเวลาที่ผ่านมา อย่างน้อยผมก็ไม่ใช่คนแปลกหน้า ผมว่าผู้คนนั้นมองออกว่าวิธีการทำงานของผมในช่วงเวลาที่ผ่านมาคืออาจสไตล์ตลกโปกฮา เอนเตอร์เทน แต่ผมเชื่อว่าผู้คนรู้ว่านั่นเป็นความตลกโปกฮาแบบมีเป้าประสงค์”

“เอาจริง ๆ ผมไม่ใช่คนตลกเลย แต่ตลอดเวลาที่ผมทำงานมายี่สิบกว่าปี ในฐานะพิธีกรที่ชื่อว่าน้าเน็ก ผมเลือกใช้ความตลกเป็นเครื่องมือ”

“เอาจริง ๆ ผมไม่ใช่คนตลกเลย แต่ตลอดเวลาที่ผมทำงานมายี่สิบกว่าปี ในฐานะพิธีกรที่ชื่อว่าน้าเน็ก ผมเลือกใช้ความตลกเป็นเครื่องมือ ซึ่งคนที่ตลกโดยวิญญาณจริง ๆ กับคนที่เลือกใช้ความตลกเป็นเครื่องมือมันจะต่างกัน

ซูเปอร์สตาร์ที่เป็นตลกจริง ๆ ตลกโคตร ๆ อย่างหม่ำ จ๊กมก แจ๊ส ชวนชื่น ตลกโคตร ๆ ตลกระดับดีเอ็นเอ ตลกระดับเส้นดำกลางหลังกุ้ง ตลกเข้าไปในเลือดเลย แต่ผมไม่ได้เป็นแบบนั้น ผมเลือกใช้ความตลกเพราะมันเป็นเครื่องมือ และคนก็พอมองออกว่าการเอนเตอร์เทนของผมมันมีเป้าหมายอะไรบางอย่าง

วันนี้พอผมเลือกจะไม่ใช่เครื่องมือนั้น มันก็เลยดูไม่ขัดเขิน ถ้าคนที่ตลกมาก ๆ ลุกขึ้นมาพูดอะไรที่มันเป็นเรื่องชีวิตเรื่องซีเรียส อาจจะเกิดความรู้สึก จริงเหรอวะ? เชื่อมึงได้เหรอวะ? ใช่เหรอวะ? จริงหรือเล่นกันแน่ แต่พอผมลุกขึ้นมาพูดเรื่องนี้ ผู้คนก็รู้สึก ไม่ขัดเขินและสิ่งที่เราอธิบายมันก็พิสูจน์ได้จริงว่าเราก็ ไม่ได้พูดอย่างเลื่อนลอย หลายประเด็นที่ผมแนะนำผู้คนมันมีเรื่องของศาสนา ปรัชญา วิทยาศาสตร์ องค์ความรู้อื่น ๆ ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต”

ความตลกคือเสน่ห์และอำนาจ

ในเมื่อน้าเน็กไม่ใช่คนตลก แต่อะไรทำให้ผู้ชมตลกและมอบเสียงหัวเราะกับความเป็นน้าได้มาได้ยาวนานเป็นสิบ ๆ ปีถึงเพียงนี้? เราเชื่อว่าหลายคนก็สงสัยเหมือนเรา แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้น ในเมื่อไม่ได้เป็นคนตลก จุดเริ่มต้นของการอยากสร้างเสียงหัวเราะให้ผู้คนคือจุดไหนกันแน่?

“ผมตอบด้วยพื้นเพก่อนแล้วกัน ผมถูกเลี้ยงมาในครอบครัวปิดมาก และหลังจากออกมาสู่สังคม ผมก็จะเป็นเหมือนมนุษย์ที่ไม่ได้เข้าสังคมมาตั้งแต่เด็ก ๆ ผมเพิ่งจะเริ่มเข้าสังคมเมื่ออายุประมาณ 20 นิด ๆ พอผมกระโดดเข้าสู่สังคม ผมมีความรู้สึกว่าผมทำมากกว่าคนอื่นซึ่งที่จริงไม่ต้องทำอย่างนั้นก็ได้ ผมเดินท่ามกลางผู้คนแล้วคิดว่า เอ๊ะ กูต้องเป็นคนยังไงวะ กูจะต้องพูด คิด ทำ เสื้อผ้าหน้าผมต้องยังไง? เหมือนถูกปล่อยมาจากที่ไหนก็ไม่รู้

ในขณะที่ถ้าเราเป็นคนที่โซเชียลมาตั้งแต่เด็ก ก็จะเนียน ๆ มาปกติแต่เหมือนผมกระเด็นเข้ามาสู่สังคมโดยที่ไม่ได้เตรียมการมาก่อนเลยผมก็เลยตั้งคำถามกับผู้คนค่อนข้างจะมากกว่าคนทั่วไป”

“เราก็ไม่ยอมใช้ชีวิตอยู่ในสังคมแบบอยู่ไปวัน ๆ ด้วย ผมอยากมีอำนาจเหนือผู้คน ชี้นำผู้คน ยืนแถวหน้า อยากมีคนฟังเวลาเราพูดอะไร อยากมีคนมองมา เวลาเราทำอะไร ซึ่งก็จะมีเครื่องมือหลายแบบให้ไปถึงจุดนั้น เช่น คุณก็อาจต้องทำงานในแวดวงที่แสวงหาอำนาจมั้ย? ราชการตำรวจทหารสั่งการได้เลยหรือทำเงินเป็นเศรษฐีกันมั้ย? ร่ำรวยคุณก็จะสามารถอยู่เหนือผู้คนได้

แต่ในช่วงที่ผมกำลังศึกษาว่าผมจะทำยังไงผมไปเจอเครื่องมือที่เรียกว่าความตลกและเสียงหัวเราะ ผมดันชอบเครื่องมือนี้ ผมรู้สึกว่าอารมณ์ขันและเสียงหัวเราะนั้นเป็นอำนาจบริสุทธิ์ เป็นเสน่ห์อะไรบางอย่าง มันไม่ต้องบังคับขืนใจ คุณสามารถอยู่เหนือผู้คนได้ในวิธีที่มันยิ้ม ๆ ผมชอบเครื่องมือนี้มากและผมก็เริ่มศึกษามัน”

ความตลกไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แต่เป็นศาสตร์และปรัชญา

นั่นแปลว่าภายใต้เสียงหัวเราะลั่นที่เราล้วนเคยมอบให้กับชายคนนี้อย่างน้อยคนละหนึ่งครั้งในชีวิตผ่านจอโทรทัศน์บ้าง ผ่านทอล์คโชว์ของเขาบ้างหรือหนังสือสักเล่มของเขา ย่อมผ่านการศึกษามาอย่างดี และเราก็เดาไม่ผิด น้าเน็กบอกเราว่าความตลกเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ไม่ต่างจากคนอยากเป็นหมอก็ต้องเรียนศาสตร์ของหมอ เมื่อน้าเลือกแล้วว่าความตลกเป็นเครื่องมือ อำนาจและเสน่ห์ที่น้าเชื่อ ตลกก็เป็นศาสตร์ที่น้าอยากได้ปริญญาจากมัน แต่ปริญญานั้นอาจไม่ใช่กระดาษหนึ่งแผ่น แต่เป็นเสียงหัวเราะจากผู้คนอย่างเรา ๆ

“การที่เราจะทำให้ใครหัวเราะหรือสนุก หรือตลกไปกับเรา มันมีวิธี มันมีศาสตร์ของมัน มันมี Sense of Humor มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ มันเป็นเรื่องปฏิกิริยาทางสมอง ผมศึกษามันในแง่วิชาการแบบซีเรียสเลย และเมื่อเราศึกษาความตลกแบบวิชาการพบว่า ความตลกเป็นศาสตร์ที่ไม่ตลกเอาเสียเลย ไม่ต่างอะไรกับเรียนหมอไม่ต่างกับการเรียนจิตวิทยาไม่ต่างจากปรัชญามันเป็นรูปแบบปรัชญาชนิดหนึ่งเลยทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องของการสร้างเสียงหัวเราะ แล้วผมก็พัฒนาศึกษาเพิ่มเติมเรียนรู้ฝึกฝนอยู่เรื่อย ๆ ในทุกอาชีพที่ก่อนจะมาเป็นพิธีกรด้วยซ้ำ”

“ความตลกเป็นศาสตร์ที่ไม่ตลกเอาเสียเลย”

“สมัยผมเป็นนักข่าวบันเทิงผมรู้สึกว่าความตลกและเสียงหัวเราะช่วยในการเป็นนักข่าวเหมือนกันตอนนั้นจ่อไมค์ดาราผมจำได้เลยนึกออกมั้ยฮะเวลาจ่อไมค์คนก็จ่อกันยี่สิบสามสิบไมค์ เขาไม่พูดเข้าไมค์กูเลยว่ะ ทำยังไงดีวะ? วิธีการผมคือเอาตุ๊กตาหมีสวมหัวไมค์ผม เท่านั้นเองดาราเขาก็จะยิ้ม ๆ ณ โมเมนต์นั้นดาราก็จะหันมามองยิ้ม ๆ ว่า เออ ไมค์น่ารัก นี่คือผลพวงจากเสียงหัวเราะ ความตลก หรืออะไรบางอย่างที่มันเรียกสายตาคน

ก่อนหน้าเป็นนักข่าว ผมก็ทำอยู่หลายอาชีพ ในทุกอาชีพก็ใช้อารมณ์ขันและเสียงหัวเราะในการขับเคลื่อน ซึ่งมันก็ขับเคลื่อนมาจนประสบความสำเร็จ”

“ตอนเป็นเซลล์ขายผ้าขนหนูในห้าง ผมก็ใช้เสียงหัวเราะในการทำทุกอย่างให้มันสนุกขึ้น มันดีขึ้น ผมเลยมีความรู้สึกว่าผมเหมือน Robin Williams ใน Patch Adams ใน Dead Poets Society หรือหลาย ๆ เรื่องของเขาที่ใช้เสียงหัวเราะในการทำงาน

แต่ที่เหมาะที่สุดก็คงเป็นวงการบันเทิง เริ่มต้นด้วยจุดที่ใคร ๆ ก็เรียกว่า พิธีกรสายฮา ผมก็เริ่มสร้างวิธีการเอนเตอร์เทน สร้างเสียงหัวเราะที่มันมีอัตลักษณ์ในแบบของผมที่ต่างจากคนอื่นไป ก็ปนความ Aggressive นิดนึงสไตล์จิกกัด Dark Comedy หยาบคายหน่อย ๆ “

“หยาบคายก็เป็นสับเซ็ตหนึ่งของความตลกนะฮะ โดยหลักวิชาการแล้วคำหยาบคายเราจะใช้มันอยู่ประมาณ 2-3 แง่ ไม่เพื่อการทำร้ายใคร เราก็ใช้กับคนที่เราสนิทสนม หรือแม้กระทั่งกับตัวเอง ความหยาบคายถ้ามันวางลงในจังหวะที่ถูกต้อง มันก็จะให้ผลบวก จังหวะที่ถูกต้องได้มาจากอะไร ได้มาจากการศึกษาศาสตร์ที่เรียกว่าคอมเมเดียนนี่แหละครับ”

“ในทางวิชาการของศาสตร์ที่เรียกว่าคอมมีเดียน แทบไม่น่าเชื่อว่าครึ่งหนึ่งมีพื้นฐานมาจากความเจ็บปวด พวกเราเดินขึ้นบันไดมา ถ้ามีใครสักคนล้มหน้าทิ่ม ให้ล้มหน้าทิ่ม หัวแตกเลย โมเมนต์แรกต้องขำก่อน ไม่รู้ทำไม มนุษย์เราพึงใจในความเจ็บปวดของคนอื่นเหรอ? ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่จะเป็นแบบนั้น เกิดถ้ามีใครทำอะไร คุณทำแก้วกาแฟคุณหกปุ๊ป มันคือความผิดพลาด ความน่าอับอาย ความเสียหาย แต่เราจะต้องฮากันก่อน

เอ๊ะ หรือมนุษย์เราพึงใจในความผิดพลาดเจ็บปวด บอบช้ำ ล้มเหลว ของคนอื่นวะ? ตรงนี้ต้องการคำอธิบายในเชิงปรัชญา”

“คลิปรวมความเฟลหัวทิ่มหัวตำหำกระแทกเราจะ อู๊ยย ขำนำมาก่อนหรือแม้กระทั่งมุกตลกในลักษณะ Bully เห็นคนอ้วนขึ้นมาเวทีเลยเราก็พากย์เสียงเดินเขาคนก็ขำแล้วทั้ง ๆ ที่เขาได้รับความอับอาย อะไรต่าง ๆ ที่ดูน่าทุเรศ กลับกลายเป็นได้รับเสียงหัวเราะ แต่เราก็พอจะสืบค้นว่าเหตุแห่งความตลกนั้น มีปัจจัยมาจากความเจ็บปวด ผิดพลาด ล้มเหลว บอบช้ำ เกิน 50% นี่คือความเป็นจริงที่มันเป็น”

ความตลกที่คมคายไม่จำเป็นต้องทำให้ใครเจ็บปวด

แม้ความตลกจำนวนมากจะมีรากฐานมาจากความปวดเจ็บของผู้คนและในช่วงแรกน้าเน็กเองก็เลือกใช้ปากอันคมกริม เสียดแทงสร้างความเจ็บปวดให้ใครสักคน เพื่อแลกกับเสียงหัวเราะและความบันเทิงของคนอีกหลายสิบหลายร้อยคน จนถึงจุดหนึ่ง วันเวลาผ่าน การเติบโตทำให้น้าเน็กเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราสามารถสร้างเสียงหัวเราะโดยที่ไม่มีใครต้องเจ็บปวดเลยได้ไหม?

“สารภาพแบบนี้เลยว่าในช่วงวัยหนุ่มผมนี่เลาะริมเส้นเลย คือเกินกว่านั้นนิดเดียวก็จะเหี้ยเลย ผมเล่นสายนี้มาละเอียดลออมาก ข้ามไปอีกแค่นิดเดียวนี่แย่แน่ อธิบายเป็นภาษาคนก็คือแซวแรง จิกกัด มองหาเหยื่อ มายด์เซ็ตคือผมถือไมค์ขึ้นไปฆ่าคน

แถวหน้าจะหวาดกลัวผมมาก ถ้าถอยหลังไปเมื่อประมาณ 5-10 ปีที่แล้ว จะหวาดกลัวมาก เวลาผมขอคิวสัมภาษณ์หรือรู้ว่าจะอยู่ในรายการผม ก็จะมีสัญญาณจาก ผู้จัดการส่วนตัวว่าให้คอยเบา ๆ กับน้องหน่อย หรือมีใบสั่งมาเลยว่าห้ามแซวเรื่องไหน เป็นที่ขึ้นชื่อมากว่าปากชั่วมาก”

“มายด์เซ็ตคือผมถือไมค์ขึ้นไปฆ่าคน”

“นั่นคือเมื่อก่อน แต่เมื่อเราทำอย่างนั้นมาจนถึงจุดที่เราเติบโตขึ้นแล้วก็ประสบการณ์นั้นสอนให้เราคมคายขึ้นกว่าแต่ก่อน เราพบทางออกใหม่ ๆ ที่มันดีกว่านั้น เรื่องนี้ Ellen Lee DeGeneres เป็นคนเริ่มขึ้นในเทรนด์โลกก็คือ เราสามารถสร้างเสียงหัวเราะโดยที่ไม่มีใครต้องเป็นเหยื่อได้มั้ย? เราสามารถสนุกสนานได้โดยที่เราไม่ต้อง Bully ใครได้มั้ย?”

“เราสามารถสร้างเสียงหัวเราะโดยที่ไม่มีใครต้องเป็นเหยื่อได้มั้ย? เราสามารถสนุกสนานได้โดยที่เราไม่ต้อง Bully ใครได้มั้ย?”

“เพราะกระแสโซเชียล Bully เราก็รณรงค์เหมือนเรื่องลดโลกร้อน มลภาวะ รณรงค์หยุด Bully ในโซเชียลมีเดียก็เป็นกระแสเมื่อปีสองปี ทีนี้เราก็จะมองว่าการ Bully มันเกิดขึ้นเพราะอะไร? ส่วนหนึ่งก็ชี้นิ้วไปที่พวกคอมเมเดียนทั้งหลาย เพราะมึงใช้วิธีนั้นกันอยู่ ไม่แน่คนนิยม Bully การล้อเลียน อำกันแกล้งกันแรง ๆ อาจจะเกิดจากการดูพวกคอมเมเดียน พวกความบันเทิง ในทีวีมาตลอดก็ได้

Ellen Lee DeGeneres เลยเสนอว่าเราสามารถตลกโดยที่เราไม่ทำร้ายใครได้มั้ย ประเด็นนี้โดนใจผม ผมคิดว่าเออนั่งนึกย้อนไปกูก็ฆ่าคนไว้มากมายเหลือเกินเหยียบย่ำไว้มากมายโดยอ้างว่าเพื่อความบันเทิงและเสียงหัวเราะ จบงานก็ไปไหว้เขาละครับ แต่ก่อนหน้านี้คือถ้ามึงทำขนาดนี้มึงก็ไม่ต้องไปไหว้เขาแล้วอำเขาซะเต็มเหนี่ยวขนาดนั้น”

ความตลกคือการสู้กับผู้มีอำนาจ

บนโลกที่เต็มไปด้วยเลเยอร์ของอำนาจใบนี้ การล้อเลียน เสียดสี การแซวในบางรูปแบบกลับให้ผลต่างออกไป หากเราเลือกใช้ความตลกถูกคน เสียดสีถูกจังหวะ แซวผู้มีอำนาจในบางสถานการณ์ ความตลกจะไม่ใช่แค่เสียงหัวเราะขำขัน แต่หมายถึงเรากำลังต่อสู่ ต่อรองกับอำนาจอยู่!

“ในทางกลับกันไม่มีการล้อเลยก็ไม่ได้ สมมติว่าการแซวหรือล้อเลียน มันก็เป็นของจำเป็นแต่อยู่ที่ว่าไปลงกับใคร สมมติเป็นงานเลี้ยงพนักงานในบริษัท นั่งเป็นพัน ๆ คน ตัวที่ต้องแซวคือตัวใหญ่สุด เจ้าของบริษัท หัวหน้า ตัวใหญ่สุด 

หรือนายกมางานนี้ แล้วต้องแซวใครสักคน ก็ต้องแซวนายก แซวหัวเลย ได้ผลทุกครั้ง มันเป็นหลักทางจิตวิทยาเหมือนกัน เพราะเรามีความรู้สึกว่าเราต่ำกว่าคนนี้อยู่เสมอ เราถูกเขากดขี่ ด้วยความที่เขาเป็นหัวหน้า ด้วยความที่เขาเป็นนายกฯ ด้วยความที่เขาเป็นผู้มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายเรา มีเรื่องในใจที่เราคิด อยากพูด อยากทำ ใครสักคนช่วยทำหน้าที่แทนกูหน่อยเถอะวะ”

“คอมเมเดียนทำหน้าที่ต่อรองกับอำนาจมาตั้งแต่ยุคกรุงโรมแล้วครับในยุคที่กรุงโรมยังมีพวกสภามีพวกผู้ปกครอง ชาวบ้านก็ทำการแสดงล้อเลียน แต่งตัวเป็นซีซาร์แต่งตัวเป็นอะไรต่อมิอะไรแล้วก็ใช้คนแคระการแสดงล้อเลียนผู้มีอำนาจที่สูงกว่ามาตลอด ชาวบ้านก็ขบขันเป็นการปลดปล่อยเป็นการหาทางระบายออกจากชนชั้น จากศักดินา ความตลกมันเชื่อมโยงผู้คนเอาไว้

พวกคุณไม่ผิดที่จะหัวเราะ แต่เพราะคุณพูดอย่างนั้นด้วยตัวเองไม่ได้ หัวเราะกันครืนหมด จับมือใครดมไม่ได้ แต่แค่เราหัวเราะ มันคือการส่งเสียงว่า เออ จริง คิดเหมือนกูเลย เชิงสัญญะคือเราหัวเราะออกมาและฝ่ายนั้นเอาผิดเราไม่ได้ ถ้าผมแซวนายกรัฐมนตรี ผมแซวเสียเลย ทุกคนหัวเราะกันทั้งงาน แต่ผมอาจเป็นคนเดียวที่ติดคุก แต่คนหัวเราะเขาไม่มีความผิดอะไรนะ จับมือใครดมก็ไม่ได้ การหัวเราะคือการบอกว่ากูเห็นด้วย”

“ถ้าผมแซวนายกรัฐมนตรี ผมแซวเสียเลย ทุกคนหัวเราะกันทั้งงาน แต่ผมอาจเป็นคนเดียวที่ติดคุก แต่คนหัวเราะเขาไม่มีความผิดอะไรนะ จับมือใครดมก็ไม่ได้ การหัวเราะคือการบอกว่ากูเห็นด้วย”

“ผมมองมันด้วยสายตาแบบนี้มันจึงทำให้วิธีการสร้างเสียงหัวเราะของผมหรือจุดยืนในการเป็นน้าเน็กมันไม่ได้ยึดโยงว่าผมจะต้องครอบครองสัญลักษณ์ความตลกตลอดเวลา ผมมองมันด้วยวิธีการแบบนี้และผมหยิบมันมาใช้ด้วยวิธีการอะไรบางอย่างทำให้ความตลกกับผมไม่ได้ยึดโยงกัน แปลว่าถ้าวันหนึ่งผมเกิดจะไม่ตลกขึ้นมาก็ไม่มีใครตกใจ”

รายละเอียดแห่งความตลกสมบูรณ์แบบ จุดเริ่มต้นจากการเติบโตมาแบบสุดโต่ง

เราไม่แน่ใจว่าบนโลกนี้จะมีใครมองความตลกเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอันเต็มไปด้วยศาสตร์และศิลป์ รวมถึงทุ่มเท พิถีพิถันเพื่อเรียนรู้ศาสตร์แห่งความตลกจนนำมาใช้เรียกเสียงหัวเราะล้นหลามได้เท่าน้าเน็กอีกไหม? อาจจะมี แต่เราก็อดอยากรู้ไม่ได้ว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นของรายละเอียดแห่งความตลกสมบูรณ์แบบเช่นนี้?

“ผมมีพ่อโรคจิตซึ่งเลี้ยงผมมาแบบสุดโต่งมาก หน้าที่ของผมคือการดูแลบ้าน เหมือนเป็นรูมเซอร์วิสของบ้านนี้ ทุกคนออกจากบ้านจะทิ้งทุกอย่างไว้ ผมมีหน้าที่เก็บบ้านทั้งหลัง ทำกับข้าว โดยอ่านโพสต์อิตจากตู้เย็นว่าใครอยากกินอะไร เรื่องนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่อายุสิบสอง พ่อบอกเลยว่า ถ้าชั้นเจอขี้ฝุ่นที่ไหนแกเจ็บตัว

ผมก็ท้าทายตลอดว่ากูเนี้ยบแล้วนะ แต่เขาจะเจอจนได้ เขาจะเจอขี้ฝุ่นจนได้ พอเจอปุ๊ป เขาจะหวดผมป้าปเลย พ่อจะเจอฝุ่นในจุดที่เกินจินตนาการของผมได้ตลอด เจอปุ๊ป ป้าป นั่นแปลว่าผมต้องดูแลจุดนั้นเพิ่ม แต่พ่อก็หาจุดใหม่แล้วตีผมจนได้ ผมมีความรู้สึกว่าผมก็ต้องท้าทายตัวเองไปเรื่อย ๆ ว่าตรงไหนอีกวะที่จะมีขี้ฝุ่นที่พ่อกูจะเห็น แล้วจัดการมันให้เรียบร้อย”

“จนวันหนึ่งที่มันเป็นนาทีที่ยิ่งใหญ่มาก เขาลูบหาฝุ่น แต่เขาไม่เคยลูบที่เดิมอยู่แล้ว เพราะเขารู้ว่าผมรู้ทัน แต่เขาลูบจนไม่มีที่ไหนให้ลูบแล้วจริงๆ วันนั้นเขาบอก อืม คำเดียวแล้วเขาก็ไป ไม่ชมด้วยว่าดี แต่ผมแค่ไม่โดนตี

สิ่งนี้ทำให้ผมเป็นมนุษย์ที่มีดีเทลสูงมาก ผมชำนาญการทำอะไรหยุมหยิมมาก สายตาผมจะมองเห็นรายละเอียด ผมเป็นคนไม่มีภาพกว้าง พร้อมกันนั้นมันบ่มเพาะนิสัย ‘เราจะดีกว่าเดิมได้ยังไงวะ?’ ผมว่าวิธีการเลี้ยงแบบโรคจิต ๆ ของเขามันทำให้ผมมีนิสัยนี้ นิสัยคิดตลอดว่าจะดีกว่าเดิมได้ยังไง และเห็นอะไรที่เป็นมุมละเอียด เพราะมันถูกสั่งว่าทำอย่างไรมันจะดีกว่าเดิม?”

“ผมมีนิสัยนี้ นิสัยคิดตลอดว่าจะดีกว่าเดิมได้ยังไง และเห็นอะไรที่เป็นมุมละเอียด เพราะมันถูกสั่งว่าทำอย่างไรมันจะดีกว่าเดิม?”

“บางเรื่องมันเป็นแค่เรื่องเดิม ๆ สมัยเด็ก ๆ ผมเคยไปทำงานล้างอัดฉีดรถยนต์ เพราะผมชอบรถมาก ผมอยากอยู่กับรถ เด็กอายุ 20 ที่ชอบรถมาก ๆ จะมีงานอะไรล่ะ? เลยเป็นเด็กล้างรถ ข้อดีของเรื่องนี้ก็คือเราจะได้ขับรถจากที่ล้างไปที่เช็ด ระยะทางประมาณ 10 เมตร เราจะได้ขับรถของคนทั้งจังหวัดเลย ตั้งแต่รถกระบะส่งของไปยันรถหรูของผู้ว่า หรือรถสปอร์ตของเพลย์บอยประจำจังหวัด

ชั่วโมงหนึ่งล้างได้ประมาณ 10 คัน เจ้าของร้านเขาก็ไม่ได้บอกอะไร แต่ใจมันก็คิดตลอดว่ามันจะดีกว่านี้ได้ยังไงวะ? มันจะเพิ่มจากล้างได้ชั่วโมงละ 10 คัน เป็น 15 คันได้ยังไงวะ? ขยับให้มันเข้าใกล้กันหน่อยมั้ง เราแบ่งสเตชั่นการทำงานมั้ย สร้างระบบจนล้างจากชั่วโมงละ 10 คันเป็น 15 คัน เราก็คิดต่ออีกว่าชั่วโมงละ 20 คันล่ะ ได้มั้ยวะ?”

“มันก็เป็นงานล้างรถเดิม ๆ แต่ผมก็แค่คิดว่ามันจะดีขึ้นได้ยังไง แล้วเด็กพม่าที่เป็นลูกทีมผม 7-8 คน จะสนุกกับเรื่องนี้ได้ยังไง? ติดลำโพงเปิดเพลงมั้ย? สะบัดผ้ามีท่าเต้นมั้ย? ลูกค้าจะได้จำเรา ลูกค้าจะได้ยิ้ม ๆ เพราะเขารอเขาก็เบื่อนะ เขามานั่งรอคิว เราก็คิดตลอดว่ามันดีขึ้นได้ยังไง”

“สิ่งที่พ่อผมปลูกฝังผมไม่หยุดด้วยการตบผมทุกครั้ง ที่เจอขี้ฝุ่น พอมันเติบโตและติดตัวมา อย่างผมทำรายการหนึ่ง รูปแบบมันซ้ำ ๆ มาก ทำซ้ำมา 15 ซีซันแล้ว มันเหมือนเดิมมาก ผมก็จะถามตัวเองว่า ‘มันจะดีกว่าเดิมได้ยังไง? ‘ ‘มันจะต่างออกไปในความเหมือนเดิมได้ยังไง?’  มันเลยสะท้อนถึงการทำงาน ทางเล่น การพัฒนามุก วิธีการอะไรที่ต่างออกไปทั้งในรูปแบบเบื้องหน้าและเบื้องหลัง”

“ผมก็จะถามตัวเองว่า มันจะดีกว่าเดิมได้ยังไง?  มันจะต่างออกไปในความเหมือนเดิมได้ยังไง?  มันเลยสะท้อนถึงการทำงาน ทางเล่น การพัฒนามุก วิธีการอะไรที่ต่างออกไปทั้งในรูปแบบเบื้องหน้าและเบื้องหลัง”

“ถามว่าถ้าวันนี้เรียกว่าผมประสบความสำเร็จหรือเติบโตมาอยู่ในระดับที่น่าพอใจอะไรบางอย่างกับชีวิต ผมบอกว่าผมไม่แปลกใจเลย เพราะผมคิดทุกวันเลยว่าทุกอย่างมันจะดีขึ้นได้ยังไง? ผมคิดอย่างนั้นเสมอ”

เมื่อตลกจนถึงจุดพีค “อะไรคือความต่างขั้นต่อไป?”

แต่คนเราจะตลกไปได้นานแค่ไหน? ตลกซ้ำ ๆ ตลกกับทุกรายการที่จัด ตลกอยู่ทุกวัน ตลกขึ้นอีก ๆ ๆ ต้องตลกไปถึงจุดไหน น้าเน็กถึงจุดอิ่มตัวแล้วหรือยัง นี่เป็นสิ่งที่เราสงสัยและถามออกไป …

“มันจะมีระดับที่เราพอใจ เราตอบไม่ได้หรอกว่าแค่ไหนคือรวยที่สุด เพราะมันจะรวยยิ่ง ๆ ขึ้นไป มหาเศรษฐีเขามีการจัดอันดับ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกมันก็ไม่ที่สุดของเขาอยู่ดี

เรื่องแบบนี้ยึดโยงจากวัยด้วย ผมก่อร่างสร้างอะไรไว้หลายอย่างทั้งในรูปธรรมและนามธรรมมาตลอดทั้งชีวิต วันนี้ผมอายุ 50 มันคงเป็นเรื่องของการรักษามันมากกว่า รักษามาตรฐาน เราอาจจะเหนื่อยเกินกว่าที่จะเข็นให้ดีขึ้น ๆ ๆ เราก็มีช่วงที่เราอยากจะใส่เกียร์ว่าง อยากจะพักบ้าง เราก็คงใช้ชีวิตช่วงนี้ไปกับการรักษามาตรฐาน หรือทำอะไรที่ต่างออกไป

คำว่าดีขึ้นได้ยังไงในที่นี้อาจหมายถึงต่างออกไป น้าเน็กเนี่ย มึงจะตลกไปถึงไหน มันจะพีคสุดของมึงคืออะไร พอมันแปรผกผันกับช่วงวัย เฮ้ย คงไม่ใช่ความตลกแล้วมั้ง คงเป็น อะไรที่ต่างออกไป มันก็คือการดีขึ้นในแบบที่เราเป็น แต่วิธีการคงต่างออกไป”

BIG MOUNTAIN MUSIC FESTIVAL 2019: เวทีแห่งความต่างใหม่ ๆ ในมิวสิคเฟสติวัลที่คุ้นเคย

เมื่อคำตอบและปรัชญาการทำงานของน้าเน็กคือความตลก อารมณ์ขัน การต้องดีขึ้นและความแตกต่างผสมกันจนออกมาเป็นวิธีการใหม่ ๆ เราก็อดนึกถึงมิวสิคเฟสติวัลอย่าง Big Mountain Music Festival ไม่ได้ เพราะเทศกาลดนตรีนี้ น้าเน็กเองก็มีส่วนร่วมมาเกือบทศวรรษ ผับอโคจรครั้งนี้ก็จะเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 9 แล้ว น้าเน็กจะทำออกมาให้แตกต่างได้อย่างไร?

“ขอเล่าก่อน อ้วน ในที่นี้หมายถึงป๋าเต็ด (ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม) ก็คุยให้ฟังว่าน้า กูจะทำมิวสิคเฟสติวัลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เหมือน Woodstock Festival เหมือน Glastonbury Festival  เราก็ฟังแล้ว เพ้อละ อ้วน มึงเพ้อละ! อ่ะ แต่ถ้าไป ชวนกูด้วย จนเกิด Big Mountain Music Festival ครั้งแรกขึ้นจริง ๆ

ผมก็ไป ไปเพื่อไปดู เพราะอ้วนเล่าให้ฟังตั้งแต่ครั้งแรกที่เกิดไอเดีย เชี่ย แม่งจริงว่ะ เชี่ย แม่งจริง ผมเป็นคนชอบมิวสิคเฟสติวัลมาก และฝันอยากจะเห็นมันเกิดขึ้นในบ้านเรา เพราะในปี 1969 ที่ผมเกิด มีเทศกาลดนตรีที่ชื่อว่า Woodstock คนไปหลายแสนคนมาก มี Glastonbury มีเฟสติวัลมากมายที่ไม่เคยได้ไปเลย

ด้วยชีวิตก็ไม่ได้อนุญาตให้เราต้องไปไหนมาไหนได้ง่าย แต่พอมันเกิดขึ้นในบ้านเรา ผมไปอยู่ใน Big Mountain Music Festival ครั้งแรก เชี่ย ผมมีความสุขมาก ชื่นชมเพื่อน ทุกอย่างดีไปหมดเลย สนุกสนาน จนผมต้องบอกว่าให้กูเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้หน่อยได้มั้ย อ้วนก็บอกได้เลย ปีหน้ามึงมาทำเลย

โครงสร้างภายในของ Big Mountain Music Festival ที่คนอาจจะไม่รู้คือมันคือเวทีคอนเสิร์ตหลาย ๆ เวทีรวมกันแล้วก็ครอบด้วยธีมอะไรบางอย่างประจำปีนั้น ๆ นั่นคือโครงสร้างภายในที่คนทำงานเข้าใจ อ้วนเลยบอกว่ามึงเอาเวทีมึงไปแล้วกัน มึงเอาไปหนึ่งเวที ผมก็คิดเลยว่าผมเป็นเจ้าของเวที ๆ หนึ่ง มันจะเป็นอะไรได้วะ?

Big Mountain Music Festival 2 ซึ่งเป็น อโคจรครั้งที่หนึ่ง ผมก็คิดว่า โอเค คนที่ซื้อบัตรเข้าไป นั่นคืออีกโลกหนึ่ง เราไปกิน นอน ใช้ชีวิตอยู่ในนั้น นั่นคืออีกโลกหนึ่ง ถ้านั่นคืออีกโลกหนึ่ง งั้นกูสร้างประเทศเลย กูจะสร้างประเทศของกูขึ้นมา เพ้อเจ้อมาก เป็นการเพ้อไปเรื่อย ๆ สร้างประเทศหนึ่งซึ่งมีสกุลเงินเป็นของตัวเอง เป็นรัฐอิสระ มีภาษาเป็นของตัวเอง ทำอะไรก็ได้ ปลดปล่อย เต็มที่ หยาบคายเต็มที่ แล้วก็ตั้งชื่อว่า อโคจร คือที่ที่ไม่สมควรแก่การมา ย้อนแย้งมาก”

“ทำไมเป็นรูปแบบผับ? สิ่งที่ผมเห็นก็คือว่าทุกเวทีก็คือคอนเสิร์ตไงครับ ก็นั่งโล่ง ๆ โหลน ๆ กัน ในปีแรก ท่ามกลางความตื่นเต้นของผม ผมก็ตั้งคำถามว่า เฮ้ย มันก็นั่งกันโล้น ๆ เลยเว้ย แล้วถ้าเราไม่ได้ชอบศิลปินคนนั้นขนาดนั้นล่ะ? เราแม่งไม่มีอะไรคุ้มกะลาหัวเลย แม่งควรจะมีผับสักที่หนึ่งว่ะ ก็เลยรวมไอเดียกัน เป็นผับอโคจรใน Big Mountain Music Festival ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นอโคจร 1 แม่งประสบความสำเร็จมากท่วมท้นทุกคนประทับใจมาก

ไม่มีตีรันฟันแทง ทุกคนสนุกกับธีมนี้ อโคจร 1-3 ก็จะอยู่ในธีมของความหยาบคาย แต่หลังจากนั้นสังคมก็มีช่องทางให้เราได้ถ่มถุย ปลดปล่อยมากขึ้น ก็คือในโซเชียลมีเดีย นั่นแปลว่าธีมที่จะมาถ่มถุยหยาบคายมันอ่อนกำลัง มันไม่ใช่แล้ว”

“ตัดสลับมาที่แนวคิดของผมว่ามันจะดีกว่าเดิมได้อย่างไร? ในแต่ละปี มันก็พัฒนาตัวเองออกมาที่มันมากกว่าความหยาบคาย มันคงเป็นส่วนผสมของอะไรบางอย่าง คงเป็นบรรยากาศโคซี่อะไรบางอย่าง คงเป็นมีตติ้งอะไรบางอย่าง สิ่งที่เกิดขึ้นคือว่ามันจะมีคนที่ซื้อบัตร Big Mountain Music Festival แล้วมาอยู่อโคจร ตั้งแต่ 6 โมงเย็น เป็นอย่างนั้นจนถึงเช้า

พวกมึงซื้อบัตรเข้างานเพื่อมาอยู่ที่นี่ ที่อโคจร แต่ก็ต้องเสียเงิน ซื้อเหล้า ซื้อเครื่องดื่ม ซื้ออาหารกิน โดยที่พวกมึงไม่ไปไหนเลย มันจะมีประมาณ 30% ที่วิ่งออกไปดูพี่ตูนบ้าง แล้วกลับมา ทุกคนก็จะบ่นทุกปีเลยว่า เฮ้ย แม่งเข้าไม่ได้เลย แม่งแน่น แล้วก็เหยียบกันตั้งแต่หกโมงเย็นยันหกโมงเช้า ปิดหกโมงเช้า ต้องใช้เวลาไล่คน กว่าคนจะออกหมดก็เกือบแปดโมง”

“ผมว่าคงเป็น อะไรบางอย่างที่หาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่สิ่งที่ผมทำก็คือผมพยายามวิวัฒน์มันไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาร์ตไดเรกชันของเวที ธีมประจำปี ไลน์อัปศิลปิน หรือวิธีการที่เราจะลงมาทัชกับผู้คนให้มันต่างออกไป”

“ปีนี้เราก็คิดไว้เลยว่ามันจะต่างจากทุกปีที่ผ่านมา อโคจรปีนี้จะเป็นงานญี่ปุ่นเลย ทุกคนที่เป็นแฟนอโคจร หรือคนที่ไม่เคยมาอโคจรเลยก็ตาม จะงงกับที่นี่มาก ด้านหน้ามันจะเป็นโคมเหมือนวัด Asakusa มีต้นซากุระเลย บรรยากาศเหมือนงานญี่ปุ่นฤดูร้อน เด็กเสิร์ฟใส่ยูกาตะ สีสันสดใส มีเจแฟล็ก อิรัชชัยมาเซ กัน ให้อายเลย ให้งงเลยว่าเหี้ยอะไรวะเนี่ย”

“ปีนี้เราก็คิดไว้เลยว่ามันจะต่างจากทุกปีที่ผ่านมา”

“ผมอยากปรับโทนครับ อโคจรมันจะถูกยึดโยงกับอะไรที่ดาร์ก ๆ ฮิปฮอป หยาบคาย ถ่มถุย ปีนี้ผมจะทำให้มันเป็นที่ที่น่าถ่ายรูป เป็นที่ที่ทำให้รู้สึกฟรุ้งฟริ้ง ทำให้มันมีสีแดง โคมไฟ ฟอนต์ญี่ปุ่น เป็นที่ที่น่ารัก แต่ผมว่าหัวใจของมันไม่ใช่เรื่องของความหยาบคายแล้ว เพราะมันหยาบคายทุกเวที มันเป็นเรื่องปกติแล้ว มันก็เลยเป็นความต่างออกไปให้ชื่ออโคจรแปลว่าสถานที่ที่ไม่ควรมาเป็นสถานที่ที่โคตรน่ามา โดยตำแหน่งเราใกล้ทางเข้ามากแปลว่าเข้ามามึงต้องถ่ายรูปหน้าผับกูก่อนล่ะเป็นที่ที่อยากยกกล้องขึ้นมาถ่ายตลอดเวลา”

“เป็นที่ที่คุณอยากจะปิ๊งใครสักคน ที่ผ่านมามันเป็นที่ที่เมา เมาหัวทิ่ม เป็นที่ที่มากันเป็นแก๊ง แล้วก็เมา แล้วแต่ละแก๊งก็จะรวมกัน แฮงก์เอาต์ เชื่อมกันด้วยความหยาบคาย ผมอยากให้ปีนี้ แต่ละกลุ่มที่ไม่ได้มาด้วยกัน มองกันแล้วอยากจีบกัน ชอบกัน เขินอายกัน แล้วก็ปรับโทนให้มันต่างออกไปจากที่เราเคยทำ”

“เป็นที่ที่คุณอยากจะปิ๊งใครสักคน”

“เวลาผมโปรโมตอโคจรใน Big Mountain Music Festival ผมพูดตลก จนเหมือนผมพูดจริงเลยว่า ไม่จำเป็นก็อย่ามาครับ คนแม่งเยอะ ไม่ได้ชอบจริงไปที่อื่น เพราะคนมันเยอะมาก มาแล้วเดี๋ยวโกรธกันเปล่า ๆ ไม่มีที่ พูดเป็นกิมมิคเหมือนกึ่งไล่ แต่จริง ๆ ชวน

แต่หลัง ๆ เริ่มสงสัยว่าตกลงกูพูดเล่นหรือพูดจริงวะ เพราะว่าเวลาเปิดหกโมง คนก็ทยอยเข้า เราก็จะบอกเลยว่ามึงรีบเลยนะ เต็มแล้วอย่ามาด่ากูนะ พอสองทุ่มเต็มละ เห็นมั้ย กูบอกแล้ว ไอ้ข้างนอก กูบอกแล้วให้รีบมา พอหกโมงเช้า พวกมึงไปเถอะ ไปนอน ซื้อเตนต์ไว้ทำไม เย็ดกันบ้าง ไปทำอะไรอย่างอื่นกันบ้าง ไปสักทีกูเหนื่อย ปีนี้เราก็จะเปลี่ยนโทนให้มันสดใส ให้มันเป็นเฉดสว่าง ให้เป็นอีกที่เปลี่ยนประสบการณ์เดิม ๆ ของคน”

BIG MOUNTAIN MUSIC FESTIVAL 2019: เติมประสบการณ์แตกต่างให้ตัวเองสักครั้งในชีวิต

“Big Mountain Music Festival เป็นอีกโลกหนึ่ง คุณควรได้มีประสบการณ์แบบนี้สักครั้ง มันจะเติมเต็มอะไรบางอย่าง เป็นประสบการณ์ที่ใช้เงินไม่แพงนัก แล้วก็ ไม่ได้ลำบากยากเย็น แต่อาจไม่ได้สบาย เพราะไม่ใช่คอนเสิร์ตที่ไปแล้วกลับ มันมีเรื่องของการใช้ชีวิตอยู่ในนั้น มีอาหารการกิน มีห้องน้ำ มีที่พัก มันเหมือนเป็นชุมชนสมมติที่เราสร้างไว้ให้คุณสองวัน จากการเตรียมงานแรมปี เพื่อให้สองวันนั้นคนเข้าไปใช้ชีวิตกัน”

“ผมก็ชอบเข้าไปเห็นคนใช้ชีวิต ในช่วงเวลาสั้น ๆ สองวันนี้ ผมเชื่อว่าถ้ามีการเก็บข้อมูล มันจะเกิดเหตุการณ์ทุกอย่างในนั้น รักกันเกลียดกัน ปิ๊งกัน ทะเลาะกัน รู้จักกัน โกรธกัน ซาบซึ้งใจ หดหู่ เศร้าหมอง สบาย ทุกอารมณ์ที่มนุษย์จะเกิดขึ้นได้ อยู่ในนั้นหมด”

“ความรู้สึกของผมก็คือว่าวันสุดท้ายคือวันจันทร์เมื่อตื่นมา ก็จะต้องเคลียร์เงินให้ลูกน้องสรุปงาน สีสัน ความบันเทิงทั้งหมด กลายเป็นกองเศษเหล็กที่มีคนงานรื้อถอนมัน ป้ายถูกปลด รั้วล้อมเอาออก มันเหมือนชีวิตชีวามันขาดหายไปเลยนั่นแปลว่าอะไร? นั่นแปลว่าในสองวันนั้น มันถูกสร้างด้วยองค์ประกอบนับล้าน ๆ ไอเทม และถูกเติมแต่งด้วยผู้คนเป็นแสน ๆ ที่เข้าไป เวลาเจอใครที่ไม่เคยไป Big Mountain Music Festival สิ่งที่ผมพูดมายาว ๆ ทั้งหมดกลายเป็นคำถามสั้น ๆ ว่า ‘เฮ้ย ไม่ไปได้ไงวะ? ทำไมมึงไม่ลองวะ’ เฮ้ยมึงลองหน่อยดิมันอยู่ที่เขาใหญ่นี่เองไม่ได้ต้องไปไกลเลย”

เวลาเจอใครที่ไม่เคยไป Big Mountain Music Festival สิ่งที่ผมพูดมายาว ๆ ทั้งหมดกลายเป็นคำถามสั้น ๆ ว่า ‘เฮ้ย ไม่ไปได้ไงวะ? ทำไมมึงไม่ลองวะ

“ในชีวิตถ้ามึงฟังเพลง ดูคอนเสิร์ต เสพความบันเทิง มึงลองไปอยู่ในที่ที่เรียกว่า Big Mountain Music Festival หน่อยได้มั้ยวะ? มันไม่ใช่เทศกาลดนตรีสั่ว ๆ ที่แค่เอาศิลปินมาขึ้นร้อง มันคือบรรยากาศทั้งหมดที่ถูกสร้างและคิดอย่างละเอียดลออ มันคือโลกสมมติ คือพื้นที่ในฝัน ที่มีความยาว 48 ชั่วโมงครับ ผมคิดแบบนั้น”

“พอใกล้ ๆ งานผมก็จะไปดูแล้ว ผมชอบเห็นตอนมันประกอบร่าง ผมชอบดูอะไรที่เป็น How it’s made เห็นมันตั้งแต่ปักเสา จนวันแรกที่เราเปิดให้คนเดินเข้า เชี่ย มันเกิดขึ้นละ แสง สี เสียง บรรยากาศ ผู้คนที่ทยอยเดินเข้า จนวันสุดท้ายที่มันจบตื่นมาคือวันจันทร์ ทุกอย่างแม่งหายไปอย่างรวดเร็ว พอวันรุ่งขึ้นวันอังคาร เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรียบกริ๊บ มีแต่ต้นไม้กับหญ้า”

“ผมว่ามีใครสักคนเขาทำสิ่งนี้ขึ้นมาเราแค่ไปเท่านั้นเองเทียบกับเงินค่าบัตรที่คุณจ่ายกับสิ่งที่คุณได้รับและสัมผัสทั้งหมดแม่งโคตรคุ้มค่านี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกกับคนที่ไม่เคยไปเลยแล้วก็กำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะไปดีหรือไม่ไปดี ลองดูดิ อย่างน้อย ๆ ผมว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตคุณก็คือประสบการณ์ที่เราก็ไม่รู้หรอกว่าเราจะได้อะไรจากมัน แล้วเราจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม ถ้าเราไม่แต่งเติมประสบการณ์เหล่านั้นด้วยตัวเอง?”

แม้น้าเน็กจะยืนยันชัดเจนว่าเขาไม่ใช่คนตลก แต่เราเชื่อว่าจากนี้ไปเราจะยังได้ความสุข เสียงหัวเราะ อารมณ์ขันและทัศนคติดี ๆ จากผู้ชายคนนี้อยู่เสมอ ๆ ทั้งทางโทรทัศน์และในโลกออนไลน์ ไม่ใช่เพราะความตลกในดีเอ็นเอของเเขา ไม่ใช่เพราะความตลกโดยธรรมชาติ แต่เพราะความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ความพิถีพิถันที่อยากจะมอบสิ่งดี ๆ ให้กับผู้ชม

ไม่ต่างจากผับอโคจรใน PEPSI presents BIG MOUNTAIN MUSIC FESTIVAL 2019: BMMF10 เทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่น้าเน็กตั้งใจทำให้แตกต่าง สนุก และเต็มไปด้วยความบันเทิง สำหรับใครที่สนใจสัมผัสความตั้งใจ อยากรับรอยยิ้ม และความตลกจากคนไม่ตลกอย่างน้าเน็ก รวมถึงศิลปินอีกหลายร้อยชีวิตเรามีนัดกันวันเสาร์ที่ 7 และวันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม 2562 ณ ดิ โอเชี่ยน เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา

เปิดจำหน่ายบัตร Early Cow ในวันจันทร์ที่ 30 กันยายน 2562 – 5 ตุลาคม 2562 ราคาเพียง 1,900 บาท (จากราคาปกติ 2,500 บาท) และบัตร VIP Early Cow ราคาเพียง 3,000 บาท (จากราคาปกติ 3,500 บาท) ซื้อบัตรได้ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส ออล ทิคเก็ต ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ทั่วประเทศ หรือ www.allticket.com สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Big Mountain Music Festival และ www.bigmountainmusicfestival.com 

 

PHOTOGRAPHER: Warynthorn Buratachwatanasiri

PSYCAT
WRITER: PSYCAT
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line