Advertisement
CARS

2021 Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive ขุมพลังดีเซลปลั๊กอินไฮบริด 320 แรงม้า

By: Chaipohn November 10, 2021

รถยนต์​ เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความอิสระ ด้วยถนนเปิดโล่งให้เราสามารถเดินทางไปได้ทุกที่ โดยมีคนขับเป็นผู้กำหนดทิศทางอยู่หลังพวงมาลัย เราจึงมักจะเห็นโฆษณารถยนต์ที่พาตัวเองออกจากเมืองใหญ่ไปพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติอยู่เสมอ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่รถยนต์ทุกคันที่จะแกร่งพร้อมลุยได้ทุกสภาพถนนอันท้าทาย จากถนนลาดยางสู่ทางฝุ่นสุดสมบุกสมบัน ได้เท่ากับ Mercedes-Benz GLE รถยนต์ mid-size luxury SUV ที่นอกจากความแกร่งพร้อมลุย ยังเป็นรถยนต์ที่สะท้อนความภาคภูมิใจในความสำเร็จให้กับเจ้าของ เต็มไปด้วยความหรูหรา สะดวกสบาย เทคโนโลยีล้ำสมัย และความปลอดภัยสูงสุดในคันเดียว

AAVision Concept SUV

ความสำเร็จของรถยนต์ SUV สุดแกร่งจากค่าย Mercedes-Benz เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ 25 ปีที่แล้ว

ย้อนกลับไปในเดือนมกราคม ปี 1996 Mercedes-Benz เปิดตัวรถยนต์ Concept SUV คันแรกของค่ายในชื่อ “AAVision” เป็นครั้งแรกของรถยนต์ Sport Utility ที่พัฒนามาเพื่อเสริมทัพให้ G-Class โดยมีความแตกต่างอยู่ที่ AAVision ได้เพิ่มฟีเจอร์และความสะดวกสบายที่เหมาะสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น เพราะในอดีต G-Class นั้นมีความดิบแกร่งเน้นลุยในฐานะรถยนต์ Off-roader พันธุ์แท้ จึงไม่ค่อยมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากนัก ต่างกับ G-Class ในปัจจุบันที่ยังคงเป็นที่สุดด้านความแกร่ง พร้อมใส่เทคโนโลยีและกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราที่คนทั้งโลกยอมรับ

1997 Mercedes-Benz M-Class W163

ด้วยกระแสตอบรับที่ดี AAVision จึงถูกพัฒนาต่อและเปิดตัวอย่างเป็นทางการด้วยรหัส M-Class W163 ในปี 1997

แน่นอนว่ามันได้รับการแชร์เทคโนโลยีสายลุยจากรุ่นพี่อย่าง G-Class มาเต็ม ๆ ทำให้ Mercedes-Benz M-Class กลายเป็นรถ luxury mid-sized SUV สำหรับใช้งานหนัก ๆ คันแรกที่ตอบโจทย์ความต้องการในชีวิตประจำวันได้อย่างครบถ้วน นับเป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมรถ SUV ที่กระจายไปทั่วโลก

M-Class มีการใส่เทคโนโลยีล้ำหน้าเข้าไป ไม่ว่าจะเป็น Electronic Stability Control ระบบที่ตรวจว่ามีล้อใดสูญเสียการควบคุม และทำการแก้ไขโดยอัตโนมัติ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4MATIC with 3 differential locks ทำงานคู่กับ 4-wheel Electronic Traction System ตัวช่วยการขับขี่ที่เฉียบคมสำหรับรถ SUV ที่ถูกพัฒนามาจนถึงใน GLE รุ่นปัจจุบัน พร้อมระบบความปลอดภัยอย่าง front and side-impact airbags ซึ่งได้รับเรตติ้งสูงสุดจาก Insurance Industry Crash Tests

ความล้ำหน้าทุกอย่างส่งผลให้ M-Class ได้รับความนิยมสูงทันทีที่เปิดตัว เพราะจากเดิมลูกค้าต้องเลือกระหว่างรถสำหรับลุย แต่ขาดภาพลักษณ์ที่ดีและความสะดวกสบายจนยากจะใช้งานได้ทุกวัน หรือรถหรูที่สะดวกสบาย แต่ใช้งานหนัก ๆ ไม่ได้ ในที่สุด Mercedes-Benz ก็สามารถสร้างรถยนต์ที่ตอบสนองความต้องการทั้งสองอย่างเข้าไว้ด้วยกันสำเร็จเป็นครั้งแรก

ซึ่งต่อมา M-Class ก็ได้พัฒนามาจนถึง Generation ที่สาม รหัส W166 ในปี 2011 ซึ่งความสำคัญของโมเดลนี้คือมีการปรับโฉม Facelift ในปี 2015 และเป็นครั้งแรกที่ Mercedes-Benz เปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า “GLE” อีกขั้นของความหรูหรา ที่รักษาสายเลือดตรงของรถพร้อมลุยจากบรรพบุรุษเอาไว้อย่างครบถ้วน

ว่ากันว่าเราสามารถถอดรหัสรถยนต์ของ Mercedes-Benz ได้จากชื่อรุ่น ว่ามันถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้งานแบบไหน อย่างเช่นใน GLE จากประวัติด้านบนจะเห็นว่าตัวอักษร G นั้น มาจากคำว่า Gelandewagen แปลว่า “Terrain Vehicle” บ่งบอกถึงความสามารถในการลุยพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC ซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ G-Class

ส่วน L แสดงถึงความ Luxury ซึ่งปกติทาง Mercedes-Benz จะเรียกรวมกันว่า GL เพื่อหมายถึงรถยนต์ Luxury SUV และสุดท้ายคือ E ซึ่งแสดงถึงความหรูหราในระดับเดียวกับ E-Class

Mercedes-Benz GLE เป็นรถ Luxury SUV ที่ขายดีมากในตลาดต่างประเทศ และมีความต้องการที่คงเส้นคงวา ไม่แปลผันไปตามเทรนด์หรือระยะเวลา ยกตัวอย่างเช่นในตลาด USA รายงานยอดขายล่าสุดของ GLE อยู่ที่เกือบ 50,000 คันต่อปี ทั้งในปี 2019 และ 2020 เป็นยอดขายที่เกือบจะสูงที่สุดในทุกรุ่นของ Mercedes-Benz เป็นรองเพียงแค่รุ่นน้องอย่าง GLC เท่านั้น


สำหรับในปี 2021 เป็นครั้งแรกที่ Mercedes-Benz เปิดตัวรถยนต์ GLE ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่เป็นครั้งแรก จากเป้าหมายที่ต้องการสร้างประสบการณ์ใหม่ของรถ SUV ที่แรงมากขึ้น แต่ใช้พลังงานน้อยลง  ด้วยการผสานความแข็งแกร่งของขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล เข้ากับความล้ำหน้าที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อส่งแวดล้อมของเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด

เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดนี้ถูกใช้เป็นครั้งแรกใน Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive ซึ่งตัวอักษร “de” มาจาก Diesel-Electric Plug-in Hybrid version ของ GLE

โดยปกติค่ายรถยนต์อื่นมักจะใช้เครื่องยนต์เบนซินและพลังงานไฟฟ้าเพื่อให้ได้ความประหยัดและแรงบิดเท่าเครื่องยนต์ดีเซล แต่ Mercedes-Benz สามารถพัฒนาให้ GLE 350 de ก้าวข้ามความท้าทายนั้นออกไปอีกด้วยการใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างนุ่มนวลไร้รอยต่อ ให้พละกำลังสูงสุดถึง 320 แรงม้า แรงบิดสูงสุดมากถึง 700 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ 9G-TRONIC ขับเคลื่อนสี่ล้อ 4MATIC

ด้วยบอดี้ที่หนักราว 2.5 ตัน สามารถทำเวลา 0 – 100 km/h ได้ภายใน 6.8 วินาที เป็นเครื่องยนต์ 4 สูบที่แรงเท่ากับเครื่องยนต์ 6 สูบ 3.0 ลิตร ใน GLE 400d เลยทีเดียว

จุดเด่นของขุมพลังดีเซลปลั๊กอินไฮบริดใน Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive คือการใช้แบตเตอรี่ความจุ 31.2 kWh ที่สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนใน Electric Mode ได้ระยะสูงสุดถึง 100 กิโลเมตร ทำความเร็วสูงสุดด้วยไฟฟ้าล้วนได้ถึง 160 km/h ซึ่งเป็นตัวเลขระยะทางและความเร็วจากแบตเตอรี่ไฟฟ้าที่ดีระดับหัวแถวของรถ Plug-in Hybrid

ลองคำนวณดูว่าถ้าการขับรถไปกลับออฟฟิศและบ้านเป็นระยะทาง 20 กิโลเมตรต่อวัน เราสามารถขับแบบไฟฟ้าล้วนได้ 5 วันตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์​ โดยไม่ต้องชาร์จ และไม่ต้องใช้น้ำมันแม้แต่หยดเดียว หรือแม้จะ ต้องใช้น้ำมัน ก็ยังได้ประโยชน์จากความประหยัดน้ำมันและความทนของเครื่องยนต์ดีเซล

Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive มาพร้อมระบบการขับขี่ DYNAMIC SELECT ที่ให้มาถึง 7 รูปแบบ ครอบคลุมรูปแบบการใช้การได้ครบถ้วนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นโหมด Electric พิเศษสำหรับรุ่นนี้ ขับบนถนนในเมืองที่ต้องการความเงียบ ประหยัด และการตอบสนองฉับไว หรือจะเน้นความแรงจากเครื่องยนต์ด้วยโหมด Sport ที่เน้นรอบสูงเพื่อแรงบิดที่มากกว่าและการตอบสนองคันเร่งที่ไวขึ้น

ที่สำคัญคือความสามารถในการลุยของ Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive ในโหมด Off Road ที่จะตัดการทำงานของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า เปลี่ยนมาใช้แรงจากเครื่องยนต์ที่ทำงานประสานกับระบบ 4MATIC และ Electronic Traction System 4ETS กระจายแรงบิดหน้าหลังแบบ 50:50 พร้อมคอยควบคุมแรงเบรกตามความเหมาะสมของทั้ง 4 ล้อเพื่อเพิ่มการยึดเกาะที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

อีกหัวใจสำคัญของ GLE คือความสปอร์ตที่หรูหรา เส้นสายภายนอกออกแบบบนแนวคิด Exclusive Body Styling ดีไซน์ให้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งบึกบึนของตัวรถ ว่านี่คือ SUV ที่สามารถใช้ลุยได้จริง ไม่ใช่แค่เป็นรถซีดานในบอดี้ทรงสูงสำหรับขับในเมืองเท่านั้น ไฟหน้า LED high-performance บันไดข้างและแร๊คหลังคาสเตนเลสมีความแข็งแรงทนทาน ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 20 นิ้วเป็นมาตรฐาน ให้อารมณ์สปอร์ตในทุกมิติแบบครบ ๆ ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่ม

ส่วนภายในห้องโดยสารมีพื้นที่กว้างขวางเหลือเฟือ ระยะห่างจากเข่าถึงเบาะนั่งสบายทั้งเบาะผู้โดยสารตอนหน้าและหลัง แผงคอนโซลหุ้มด้วยหนังแท้และประกอบด้วยคุณภาพสูงสุด หน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงแบบ Digital Widescreen Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว ยาวสองจอต่อเนื่อง สามารถเลือกปรับรูปแบบการแสดงผลและข้อมูลที่ต้องการได้มากมาย ระบบสัมผัสสำหรับจอ Infotainment กลางคอนโซล พร้อมใส่ระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่มีการใช้เทคโนโลยี AI ในการจดจำข้อมูลและพฤติกรรมของผู้ขับ เพื่อปรับเปลี่ยนการตอบสนองให้เหมาะสมที่สุด เบาะนั่งแถวสองสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ด้วยระบบไฟฟ้าทั้ง 1/3 และ 2/3 เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระให้มากขึ้นจาก 490 ลิตร เป็น 1,915 ลิตร

ในรุ่นนี้ยังมีระบบที่เหมาะกับประเทศไทยมาก นั่นคือ Pre-Entry Climate Control เปิดระบบปรับอากาศให้รถเย็นสบายก่อนขึ้นรถ รวมถึง Parked Vehicle Locator และ Remote Door Lock/Unlock ได้ด้วย Application บน Smartphone พร้อมใส่ระบบความปลอดภัยให้ออกไปผจญภัยได้อย่างอุ่นใจทั้งห้องโดยสาร ไม่ว่าจะเป็น Electronic Stability Program โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ระบบช่วยเบรก Active Brake Assist ระบบ Blind Spot Assist ช่วยเตือนจุดอับสายตา และอีกมากมายกว่า 25 รายการ ช่วยให้การควบคุมรถ mid-sized SUV คันนี้เป็นไปได้อย่างผ่อนคลายแม้ตัวรถจะมีขนาดใหญ่ก็ตาม

ลบภาพจำและความเชื่อเดิม ๆ ทิ้งไป เพราะรถ Luxury SUV จาก Mercedes-Benz ไม่ได้มีแค่ความหรูหรา แต่ยังมีความแข็งแกร่งที่พัฒนามาตลอด 25 ปี ให้คุณออกไปผจญภัย เปลี่ยนจากถนนยางมะตอยในเมือง เป็นทางฝุ่นที่สมบุกสมบันแค่ไหน ก็พร้อมจะให้คุณมีอิสระในการควบคุมเส้นทางด้วยตัวคุณเองอย่างแท้จริง

ออกไปท้าท้ายตัวคุณเองแบบคุณ Got Jirayu #TheStrengthChallenge แล้วจะพบความแข็งแกร่งอีกขั้นของ Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive

ขับเคลื่อนอย่างมีสไตล์ ท้าทายทุกเส้นทางใหม่ของชีวิต ข้ามทุกขีดจำกัด ในราคาเริ่มต้นเพียง 4,699,000 บาทเท่านั้น

ดูข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัด Test Drive ได้ที่ Mercedes-benz.co.th

Chaipohn
WRITER: Chaipohn
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line