Advertisement
Entertainment

Alex Turner แห่ง Arctic Monkeys ที่โลกเรียกเค้าว่า “อัจฉริยะ” ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยหรือชี้นิ้วสั่ง

By: Chaipohn November 23, 2021

ต้องยอมรับว่าในวงการเพลง มีทั้งศิลปินที่เก่งจริง ศิลปินที่ดังเพราะโชคช่วยจากเพลงฮิตไม่กี่เพลง และศิลปินที่ดังเพราะหน้าตา แต่ถ้าใครก็ตามที่รู้จัก Alex Turner, Frontman แห่ง Arctic Monkeys ผู้เป็นอัจฉริยะด้านการเขียนเพลง ไม่ใช่แค่ Fashionista หน้าตาดีที่หันมาเอาดีทางด้านดนตรี และมีชีวิตที่ทรหด อดทน น่าสนใจดีทีเดียว

ig: alexturnered

หลักไมล์ด้านดนตรี Indie Rock ของ Turner  เริ่มต้นเมื่อปี 2001 ด้วยวัย 15 ปี ตอนที่เขากำลังค้นหาชีวิตของตัวเอง พ่อแม่ของ Turner ได้มอบของขวัญชิ้นหนึ่งให้ในวันคริสมาส นั่นคือกีตาร์ตัวแรกของเขา จากนั้นเขาก็เริ่มฟอร์มวงเล็กๆ กับเพื่อนซึ่งได้แก่ Cook, Nicholson, Helders และ Turner ตามประสาวัยรุ่น และตั้งชื่อวงว่า “Arctic Monkeys” ช่วงกลางปี 2002 จากการเล่นดนตรีขำๆ ก็มาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อ Turner ไปเที่ยวงานเทศกาลดนตรียักษ์ใหญ่ใน London และได้มีโอกาสดูวง Indy Rock จาก New York City “The Stroke” วงที่ทำให้ Turner หันมาสนใจดนตรีแนวนี้ กำลังวาดลวดลายการแสดงสดด้วยอารมณ์ที่สุดยอด ทำให้ Turner และเพื่อนๆ เกิดความคิดตรงกันว่า “ทางนี้แหละโครตใช่”

จากนั้น Turner และเพื่อนก็เริ่มทำ Demo และเดินสายเล่นดนตรีกันอย่างจริงจัง ทุกครั้งที่ไป Geoff Barradale ผู้จัดการวงจะต้องมี CD เพลง demo สำหรับแจกตามคอนเสิร์ตที่ขึ้นไปแสดงด้วย การทัวร์ของวงหนุ่มวัยรุ่นเริ่มขยายจากละแวกบ้านไปถึงนอกเมือง จากนอกเมืองสู่เมืองอื่น วิธีโปรโมตนี้ได้ผลตอบรับค่อนข้างดี เพลงเดโมของ Arctic Monkeys มีการพูดถึงอย่างรวดเร็ว และเร็วยิ่งขึ้นเมื่อเพลงถูกส่งต่อกันบนโลกออนไลน์ เรียกว่าใครๆ ก็ร้องตามได้เลย

ig: alexturnered

ภายใต้ความสำเร็จ Turner  ไม่เคยคิดจะเซ็นสัญญากับค่ายเพลงใหญ่เพื่อจะได้ดังเร็วขึ้น เพราะไม่อยากโดนปิดกั้นอิสรภาพทางความคิด จนไปทำลายความสุขในการสร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง  จนกระทั่งในปี 2005, Turner  มีโอกาสเจอกับเจ้าของ Domino Record ที่สัญญาว่าจะไม่เข้าแทรกแซงการทำงานของวงแม้แต่นิดเดียว ทำให้ Turner ยอมตกลงเซ็นสัญญาในที่สุด

ในปี 2006, Turner และ Arctic Moneys ก็ปล่อยอัลบั้ม “Whatever People Say I Am, That’s What I’m Not (2006)” สามารถสร้างปรากฏการณ์ “Fastest Selling Debut Album” ในวงการเพลง UK ด้วยการทำยอดขายถล่มทลายถึง 360,000 copies หลังวางจำหน่ายได้เพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น โดยในอัลบั้มนี้ได้รวบรวมเพลงเจ๋งๆ จากสมัยยังเป็นใต้ดินอย่าง “I bet you look good on the dance floor” หรือ “When the Sun goes down” จาก Unofficial album “Beneath the Broadwalk” ไว้ด้วย

วง Arctic Monkeys ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในฐานะวง Indy ที่น่าจับตามอง จนได้โอกาสเล่นเป็นวงเปิดให้กับ Oasis ยุคทองมาแล้ว  หลังจากนั้น Acrtic Monkeys ดังสุดกู่ ด้วยการได้รับรางวัลสาขา Best British Group และ Best British Album จาก Brit Awards 2006 รวมถึง Album of the year จากนิตยสาร TIME

ซึ่ง Turner กล่าวอย่างเท่ๆ ว่า ตัวเขาไม่คิดว่ารางวัลต่างๆ ที่เขาได้รับนั้นจะเป็นความสำเร็จในเส้นทางดนตรี เพราะเขาไม่เคยคิดทำงานดนตรีมาเพื่อแข่งขันกับใคร แต่ความสำเร็จของเขาคือการที่ไอเดียหรือสิ่งที่เขาจะสื่อสารในเพลงสามารถส่งไปถึงคนฟังได้มากกว่า

หลังจากนั้น Alex Turner ก็ขยับมาเป็นขวัญใจเด็กแนวทั้งรูปลักษณ์ หน้าตา การแต่งตัว ทักษะดนตรีของเขาก็มากขึ้น ในอัลบั้มที่สองของวง “Favorite Worst Nightmare (2007)” เขาก็ยังรับหน้าที่เขียนเพลงเองหมด เนื้อร้องของเขามีชั้นเชิง แปลก สไตล์เพลงมีการเปลี่ยนไปในทางที่มันส์ขึ้น เร็วขึ้น โดนใจแฟนเพลงในเวลานั้นมาก ยืนยันด้วยยอดขาย 220,000 copies ในสัปดาห์แรก พุ่งทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 ใน UK Albums Charts ทำให้การเดินทางของวงยิ่งทะยานก้าวขึ้นไปเป็นวงร๊อคแถวหน้าของโลกเร็วราวกับติดจรวด

Turner  ยังคงผลิตผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ในอัลบั้มที่สามอย่าง “Humbug (2009)” ที่เปิดตัวเพลงแรก Crying Lighting ก็ประสบความสำเร็จขึ้นอันดับหนึ่งทุกชารต์ทันที  หลังปล่อยออกมาเรียบร้อย Turner ก็หันไปช่วยเพื่อนสนิท “Richard Ayoade” ที่เป็นผู้กำกับ MV ให้ Arctic Monkeys ด้วย โดย Turner ช่วยเขียนและเล่นเพลง Soundtrack ให้กับหนังเรื่อง Submarine ถึง 6 เพลง ก่อนจะกลับมาปล่อยอัลบั้มที่สี่ “Suck It and See (2011)” นำร่องด้วย single “Don’t sit down cause I’ve moved your chair” และประสบความสำเร็จอีกเช่นเคย แค่สัปดาห์แรกก็ขึ้นเป็นอัลบั้มขายดีใน UK เขี่ย “Born This Way” ของ Lady Gaga ตกไปสบายๆ เช่นเดียวกับอัลบั้มที่ห้า “AM (2013)”  ที่ได้รับรางวัลและคำชื่นชมมากมาย ที่พิเศษคืออัลบั้มนี้เขียนและอัดใน LA ส่งผลให้เพลง “Do I Wanna Know?” ติดชาร์ต Billboard Hot 100 ใน USA เป็นครั้งแรกด้วย

แต่ Alex ก็เป็นหนึ่งในคนที่มีความเป็นศิลปินสูงถึงขั้นประกาศแบบแน่ชัดว่าจะไม่ทำเพลงใหม่ ถ้ายังไม่มีแรงบันดาลใจในการเขียน เขาไม่เคยคิดจะเร่งปั๊มงานในช่วงขาขึ้นแบบคนอื่น ที่รีบทำเพลงในช่วงที่วงกำลังดัง แบบนั้นเป็นการไม่ให้เกียรติกับงานและแฟนเพลงคนฟัง ส่วนตัวเขาก็ไม่ใช่เครื่องจักร ที่จะสามารถผลิตงานออกมาเป็นล๊อตๆ ตามคำชี้นิ้วสั่ง ดังนั้นทุกผลงานที่เราได้ฟังจาก Alex Turner จึงมักจะออกมาดีและดังเปรี้ยงปร้างสร้างสถิติใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะพี่เค้าจะทำเมื่ออยากทำนั่นเอง

สื่อต่างๆ ทั่วโลกต่างยกให้ Alex Turner เป็นอัจฉริยะทางด้านดนตรีแห่งทศวรรษ ด้วยการเล่นคำในเนื้อเพลงต่างๆ แม้จะได้รับคำชมมากมายจากสื่อ แต่ภาพพจน์ของเขาเมื่อออกสื่อกลับป็นสิ่งที่สวนทางกับมาด Frontman แห่งวง Indie Rock เพราะเขาเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบพูดออกสื่อ ซึ่งเขาคงอยากให้คนจดจำเขาเฉพาะเวลาที่เขาแสดงบนเวทีที่มีลีลาสุดเหวี่ยงราวกับมีพลังมหาศาล มากกว่าชีวิตส่วนตัว

แม้จะมีกระแสวิจารณ์อยู่บ้างว่าสื่ออังกฤษมักชอบอวยคนในประเทศตัวเองอยู่ เช่นการยกว่า Alex Turner เป็นหนึ่งในนักแต่งเพลงที่ดีที่สุดที่สหราชอาณาจักรเคยมีมา  แต่สำหรับเรา Turner เป็นหนึ่งในอัจฉริยะด้านดนตรีที่โลกมีมาอย่างไม่ต้องสงสัย และมันไม่ใช่เพียงเพราะหน้าตาหรือการแต่งตัว ที่ทำให้ Turner ประสบความสำเร็จได้ถึงขั้นนี้ แต่มันอยู่ที่ความใจรักของเจ้าตัว บวกกับการเน้นคุณภาพ ไม่เห็นแก่การกอบโกยเงินแบบที่ศิลปินยุคใหม่นิยมกัน

 

Chaipohn
WRITER: Chaipohn
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line