สิ่งที่ Nujabes ทำในโตเกียวคือสิ่งเดียวกับที่ Dilla ทำใน Detroit ชายจากสองซีกโลกที่ไม่เคยเจอกัน แต่สื่อสารกันผ่านภาษาดนตรีแบบเดียวกัน พวกเขาคือคนที่เปลี่ยนดนตรีให้กลายเป็น “วัฒนธรรม” โดยไม่ต้องอยู่บนเรดาร์ของใครเลย J Dilla เขียนภาษาใหม่ของจังหวะไว้ด้วยเครื่อง MPC3000, แผ่นเสียง และความกล้าที่จะสร้างดนตรีในรูปแบบของตัวเองด้วย micro-timing deviation ที่ถูกวางด้วยเจตนา เขาใช้ MPC3000 เพื่อจัดองค์ประกอบจังหวะต่าง ๆ เช่น kick, snare, hi-hat ให้เกิด misalignment เพียงเสี้ยววินาที เป็น groove ที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนได้เพราะมันไม่ใช่เทคนิค แต่มันคือ “feeling that programs the machine” ดนตรีของ J Dilla ถูกนิยามภายหลังว่า Dilla Time โดย Dan Charnas อธิบายว่าเป็น sound ที่วางอยู่กึ่งกลางระหว่าง straight และ swing
ชื่อของ Nujabes มักจะถูกพูดถึงควบคู่กับดนตรีแนว jazz-hop, lo-fi hip-hop ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ละเอียดอ่อน แต่สำหรับคนที่ตามเส้นทางของเขาจริง ๆ จะรู้ว่าเขาไม่เคยเรียกตัวเองด้วย genre เหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ แต่ต้องยอมรับว่า Nujabes คือคนที่วางฐานซาวด์ไว้ตั้งแต่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเรียก Genre นี้ว่าอะไร และสิ่งที่ทำให้เขาเหมาะจะเป็นตอนแรกของซีรีส์ Under-the-Radar Icons ไม่ใช่แค่เพราะเขาดังช้า หรือจากโลกนี้เร็วเกินไป แต่เป็นเพราะเขาไม่เคยต้องการจะขึ้นมาอยู่บนเรดาร์ของใครตั้งแต่แรก Nujabes หรือ Jun Seba เกิดในโตเกียวปี 1974 เข้าสู่วงการดนตรีตั้งแต่วัยรุ่นผ่านวัฒนธรรม digging แผ่นเสียงในยุคที่ยังไม่มี streaming จะหาเพลงดี ๆ ต้องออกแรงเดินขุดตามร้าน ต้องฟัง ต้องเลือก ต้องอิน ซึ่ง Nujabes ไม่ได้แค่สะสม เขาเปิดร้านชื่อ Guinness Records ที่กลายเป็นจุดรวมของคอเพลงใต้ดินในยุคนั้น ช่วงปลายยุค 90s Nujabes ตั้งค่าย Hydeout Productions และปล่อยงาน collab กับแร็ปเปอร์
Fender จับมือกับ Bruno Mars รังสรรค์ Bruno Mars x Fender Stratocaster Limited Edition ที่ถือเป็นโมเดล Signature ตัวแรกของศิลปินหนุ่มเจ้าของ 15 รางวัล Grammy Awards คนนี้ Bruno Mars x Fender Stratocaster Limited Edition มีพื้นฐานจากรุ่น American Ultra ตัว Body ใช้วัสดุเป็นไม้ Ash ทำสีด้วยกระบวนการ Nitrocellulose lacquer finish โดดเด่นด้วยโทนสีพิเศษที่ไม่เคยใช้ในกีตาร์ Fender รุ่นอื่นมาก่อน กับสีที่ถูกตั้งชื่อว่า Mars Mocha Heirloom ละมุนตาด้วยเฉดสีน้ำตาลทองสุดคลาสสิก ที่แน่นอนว่าได้แรงบันดาลใจมาจาก Retro Style ซึ่งสะท้อนตัวตน และผลงานอันโดดเด่นของ Bruno Mars นั่นเอง สำหรับเรื่องของสุ้มเสียง
ย้อนเวลากลับไป 1 เดือนก่อนหน้านี้ (ในความทรงจำนะไม่ใช่ไทม์แมชชีน) ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวงชื่อ 100 gecs เลย จริง ๆ ต้องบอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อวงมาก่อนด้วยซ้ำ อาจจะเพราะว่าเพิ่งผ่านมา 1 เดือน ผมจึงจำวันแรกที่รู้จักคู่หู Laura Les กับ Dylan Brady สองสมาชิกของวงได้ไม่มีทางลืม มันเป็นวันที่หาเพลงฟังจากคอลัมน์ Albums Review ของเว็บไซต์ Pitchfork ซึ่งในตอนนั้นเอง อัลบั้มที่ใช้ชื่อแปลก ๆ ว่า 10,000 gecs ติดโผ Best Album ได้คะแนนรีวิวสูงถึง 8.2 แหน่ะ ! ผมก็เลยกดฟังอัลบั้มนี้ผ่าน Spotify โดยไม่อ่านรีวิวทันที แต่คะแนนไม่ได้เป็นเหตุผลหลัก แล้วเหตุผลหลักเป็นเพราะอะไรน่ะหรอ ก็เพราะปกอัลบั้มไง ถ้าจะให้เขียนอธิบายเหตุผลคงยากเกินไปที่จะบอกความรู้สึก ดูภาพประกอบข้างล่างเอาเลยง่ายกว่า เข้าใจแล้วใช่มั้ยว่าทำไมถึงกดฟัง เชื่อว่าคุณก็ต้องกดฟังกันแล้วล่ะ มีใครไปตามดูเอ็มวีแล้วอ้วกบ้างรึยังครับ 555 เมื่อใช้เวลา 26 นาที 53
หากคุณเป็นหนึ่งคนที่วนเวียนอยู่ในแวดวงเพลงร็อก เมื่อเอ่ยคำว่า ‘Industrial Rock’ (อินดัสเทรียลร็อก) ศิลปินคนแรกที่คุณจะนึกถึง คงหนีไม่พ้น Nine Inch Nails หรือ Marilyn Manson สำหรับดนตรีแนวนี้ ถึงจะเป็น Genre ที่แตกแขนงออกมาจากร็อก มีความคล้ายคลึงกับอิเล็กทรอนิกส์ร็อกอยู่หลายประการ แต่ก็ไม่สามารถถูกเหมารวมได้ เพราะดนตรีแนวนี้มีความแปลกแตกต่าง ทั้งในแง่ซาวด์ แนวคิด และประวัติความเป็นมา เอกลักษณ์ของอินดัสเทรียลร็อกคือการหลอมรวมระหว่าง ‘ร็อก’ กับ ‘อิเล็กทรอนิกส์’ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยมีหัวใจหลักคือความดุดัน ก้าวร้าว และตีแผ่ความไม่น่าอภิรมย์ทั้งหลาย ก่อนหน้าจะมีอินดัสเทรียลร็อก โลกของเรามี ‘ดนตรีอินดัสเทรียล’ แบบดั้งเดิมมาก่อนตั้งแต่ยุค 70’s ถึงแม้จะไม่เกรี้ยวกราดบาดหูเท่า แต่ก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวังมืดหม่นไม่แพ้กัน เพราะอะไรพวกเขาถึงนำเอาความบันเทิงที่ควรจะสร้างความสุข มาถ่ายทอดความอับเฉาของโลกใบนี้เท่านั้น ? กำเนิดดนตรี Industrial ค.ศ. 1970 เมื่อเครื่องซินธิไซเซอร์ คอมพิวเตอร์ และดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เริ่มเข้ามามีบทบาทกับอุตสาหกรรมดนตรี กลุ่มศิลปินทั่วโลกทั้งในและนอกกระแสต่างให้ความสนและนำดนตรีประเภทนี้มาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ในแบบฉบับของตัวเอง ‘ดนตรีทดลอง’ หรือที่เรียกว่าแนว avant-garde เริ่มแพร่กระจายไปทุกหนทุกแห่ง
ทำเอาแฟน ๆ ตามหากันให้วุ่นว่าเขาคือใคร? เมื่อมีหน้ากากดอกกุหลาบลึกลับนามแฝงว่า DIDE เปิดตัวซิงเกิล “Thrill” ออกมาบน YouTube และยังเปิด IG Account ชื่อว่า dideworld พร้อมตั้งคำอธิบายโปรไฟล์ว่า “ผมเป็นนักฟุตบอลในสนาม แต่ที่บ้านเป็นแร็ปเปอร์” . ซึ่งภาพที่ปล่อยออกมาในมิวสิกวิดีโอเพลง “Thrill” นั้นเป็นภาพบรรยากาศบนท้องถนนในเมืองหลวงของสหราชอาณาจักร ทำให้แฟน ๆ แทบจะคาดเดาได้ทันทีว่า แร็ปเปอร์หน้ากากกุหลาบผู้นี้คือนักเตะพรีเมียร์ลีกจากทีมในลอนดอน มีการเดาชื่อต่าง ๆ มากมายเช่น Wilfred Zaha, Noni Madueke, Reiss Nelson และ Eddie Nketiah กองหน้า Arsenal ที่แฟน ๆ หลายคนเชียร์ให้เป็นเขา . แต่หน้ากากดอกกุหลาบจะเป็นใครนั้น ยังไม่น่าสนใจเท่าพรสวรรค์ในการแต่งเพลงอันน่าทึ่งของเขา “Thrill” นั้นเป็นเพลงที่เล่าถึงชีวิตเบื้องหลังของเขาอย่างลึกซึ้ง พูดถึงสิ่งที่ทำให้ทีมชนะอย่างต่อเนื่อง และการใช้ความรู้เรื่องบอลของเขาเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม สุดท้ายนี้หน้ากากกุหลาบจะเป็นใคร เค้าจะเปิดเผยตัวจริงหรือไม่ คงต้องมาลุ้นกันต่อไป ตอนนี้ไปชม Dide –
บทนำ By UNLOCKMEN : ถึงทุกคนที่มีความทรงจำผูกพันธ์กับครอบครัวผ่านอาหาร (โดยเฉพาะกับแม่) หนังสือบันเล่มนี้อาจจะคล้ายเป็นเหมือนบันทึกช่วงเวลาของคุณด้วยเหมือนกัน มันอาจจะเป็นหนังสือต้องห้ามในวันที่ใครคนนั้นจากไป และก็สามารถเป็นหนังสือเพื่ออ่านให้คิดถึงเขาอย่างหมดใจในวันที่จู่ ๆ ความทรงจำก็ย้อนกลับคืนมาอย่างไม่ตั้งใจอีกครั้งนึง เรื่องย่อจากปกหลัง : นี่คือบันทึกความทรงจำพาร์ทหนึ่งในชีวิตของ Michelle Zauner หรือที่เราทุกคนรู้จักเธอในฐานะฟรอนท์แมน ร้องนำ เล่นกีตาร์ และแต่งเพลงของวงดนตรีดรีม-ป็อปชื่อดัง Japanese Breakfast เล่าย้อนกลับไปในช่วงที่วงยังไม่เกิดขึ้น ในช่วงเวลาที่เธอเป็นออนนีของผู้เป็นแม่ที่เป็นเหมือนทุกอย่างของชีวิต ผู้ซึ่งจู่ ๆ วันหนึ่งก็พบว่าตัวเองเป็น ‘โรคมะเร็ง’ แล้วความรัก ความสับสน การตัดสินใจที่ยากลำบาก ที่มีมื้ออาหารเป็นเหมือนกาวใจของสายสัมพันธ์อันพิเศษนี้ก็เริ่มต้น “H-MART คืออะไร ?” พูดง่าย ๆ มันคือซุปเปอร์มาร์เก็ตในอเมริกา ที่ขายข้าวสารอาหารแห้งทุกสิ่งอย่างจากเอเชีย (ฟีล Makro บ้านเรา) แต่สำหรับมิเชลล์ ซอเนอร์ มันคือสถานที่ ‘ของ’ เธอกับแม่ตั้งแต่เด็กจนโต ตั้งแต่ตอนที่แม่เข็นรถเข็นแล้วเธอเดินตามต้อย ๆ จนถึงวันที่มิเชลล์กลายเป็นคนเข็นเองในขณะที่อีกมือหนึ่งก็ถือโทรศัพท์ถามสูตรอาหารเกาหลีจากผู้เป็นแม่ ในบทที่ 1 มิเชลล์ให้คำนิยาม H-MART ของตัวเองเอาไว้ว่าแบบนี้
เรือนเวลารุ่นล่าสุดจาก RM ที่หยิบเอาความหรูมาอยู่คู่กับความร็อกได้เท่ลงตัวสุด ๆ กับโมเดลใหม่รหัส RM 66 Flying Tourbillon ที่มีจำนวนจำกัดแค่ 50 เรือนทั่วโลก RM 66 Flying Tourbillon ตัวเรือนขนาด 42.70 x 49.94 x 16.15 mm. ผลิตจากวัสดุสุดแกร่ง Carbon TPT และ grade 5 titanium จุดเด่นของเรือนนี้ก็คือ มือกระดูกสีทองทำสัญลักษณ์ Rock n’ Roll คล้ายเขาของปีศาจกลางหน้าปัด ผลิตจาก 5N red-gold และฝีมือช่างระดับสูงในการเก็บรายละเอียดทั้งหมด และโชว์กลไก flying tourbillon ดีไซน์หัวกะโหลกด้านบนบริเวณ 12 นาฬิกา เป็นการแสดงออกถึงความขบฐของชาวร็อก เพราะปกติ flying tourbillon มักจะอยู่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เพิ่มความดิบอย่างมีสไตล์ด้วยลวดลาย Clou
เปิดปี 2023 กับวงที่เราอยากให้ทุกคนได้รู้จักตั้งแต่ปี 2022 แต่ปลายปีของชาวออฟฟิศก็วุ่นวายกันนิดหน่อย เราเลยขอยกยอดวงนี้มาเป็นศิลปินเบอร์แรกเปิดซีรีย์ Next Cover, Same Mood ของปีเลยละกัน กับ Lemony จาก Sanamluang Music แนะนำประวัติวงคร่าว ๆ กันเล็กน้อย เนื่องจากว่าเป็นวง New Blood ที่น่าสนใจมาก เพราะเอาจริง ๆ พวกเขาก็ไม่ใช่วงหน้าใหม่ของวงการเสียทีเดียว ก่อนหน้าที่จะเป็นวง Lemony พวกเขาทั้ง 4 คนเคยใช้ชื่อว่า Kordyim (อ่านว่า ‘โคตรยิ้ม’) แต่ด้วยที่ต้องการปรับเปลี่ยนแนวทางของดนตรี + ทิศทางของวงใหม่ จึงจัดการรีเซ็ทใหม่หมด กว่าจะออกมาเป็น Lemony กับอัลบั้มแรกให้ทุกคนได้รู้จักในวันนี้ ก็ใช้เวลากว่า 10 ปีเลยทีเดียว ! ถ้าคุณเคยรู้จัก Lemony ในร่างที่แล้วมาก่อน จะเข้าใจเลยว่า Why Don’t I …..? เป็นอัลบั้มที่ย้ำคาแรคเตอร์ของวง Lemony
ระหว่างที่เขียนคอลัมน์นี้อยู่ ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ Milli (ดนุภา คณาธีรกุล) ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 สตรีผู้เป็นแรงบันดาลใจและทรงอิทธิพลจากทั่วโลก ประจำปี 2022 จากสำนักข่าว BBC โอ้มายก็อดส์! ความรู้สึกเดียวที่เรามีให้เลยคือ ‘ยินดีด้วย’ เพราะตลอดการเดินทางของแร็ปเปอร์คนนี้ไม่มีคำว่าฟลุ๊ค จะเป็นการแสดงสดที่เทศกาลดนตรี Cochella หรือการได้ร่วมงานกับค่าย 88 Rising ผงาดพลัง Asia Power สู่เวทีโลก ล้วนสะท้อนภาพความพยายามอย่างหนักทั้งนั้น และอัลบั้มแรกในชีวิตของเธอ ‘BABB BUM BUM (แบบเบิ้มเบิ้ม)’ ภายใต้สังกัด Yupp ก็เป็นอีกผลงานที่เต็มเปี่ยมด้วยความพยายาม ภายใต้อัลบั้มที่มีพาร์ทดนตรีสุดปั่น และไรห์มสุดยียวน นี่คืออัลบั้มที่ศิลปินผู้รู้จักตัวเองเป็นอย่างดี และรู้ว่าเพลงของตัวเองสามารถเป็นอะไรได้บ้างโดยไม่ทำให้เสียเอกลักษณ์ตัวตนแม้แต่น้อย และมันไม่ใช่เพราะว่า Genre ของ Hip-Hop ที่อนุญาตให้ดนตรีหลากหลายด้วยนะ แต่ Milli ทำให้เพลงทั้ง 10 อัลบั้มเป็นเรื่องราวของตัวเองจริง ๆ สำหรับเราในวันนี้ Milli ได้กลายเป็นตัวละครเอกของมังงะชีวิตที่ตัวเองเขียนไปแล้ว เป็นตัวละครที่บ้าพลัง มุทะลุชนทุกกำแพง และแม้จะย่อท้อก็สามารถลุกขึ้นมาร้องเพลงใหม่ได้เสมอ


