CARS

เจาะลึกทุกความต่างระหว่าง Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium และ Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+

By: HYENA December 16, 2020

Mercedes-Benz ต่างกับ Mercedes-AMG ยังไง ก่อนหน้านี้อาจจะมีบางท่านที่ไม่ทราบความเป็นมาของการควบรวมแบรนด์ระหว่าง Mercedes-Benz และ AMG จนได้ออกมาเป็นสุดยอดรถยนต์สมรรถนะเยี่ยมเต็มเปี่ยมด้วย DNA จากสนามแข่งออกมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งถ้าใครอยากรู้ข้อมูลแบบเจาะลึกก็สามารถเข้าไปดูกันได้ที่ History of Mercedes-Benz and AMG

สำหรับในบทความนี้ เป็นอีกครั้งที่เราจะมาตอบคำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยว่า รถที่เป็น Mercedes-AMG แท้ ๆ ดูยังไง แล้ว Mercedes-Benz ที่เป็น AMG Line ล่ะมันใช่ Mercedes-AMG หรือไม่ โดยการเทียบความแตกต่างที่ระหว่าง Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium กับ Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ จิตวิญญาณรถแข่งแท้ ๆ completed จากโรงงาน


AMG Line คือการติดตั้งชุดแต่งทั้งภายนอกและภายในที่ผ่านการออกแบบมาเพิ่มอารมณ์สปอร์ตให้กับรถยนต์ Mercedes-Benz ซึ่งมักจะเป็นรุ่นท็อปสุดในโมเดลนั้น ๆ ภาพลักษณ์ที่ดูดุดันขึ้นจากชุดแต่งรอบคัน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของกระจังหน้า ชุดกันชนรอบคัน ล้อแม็ก AMG และปลายท่อไอเสีย ส่วนภายในที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือเบาะนั่งสไตล์สปอร์ตที่กระชับขึ้น รองรับตำแหน่งการขับขี่ที่ดีขึ้นกว่าเบาะแบบปกติ รูปทรงของพวงมาลัย Multi-Function ดีไซน์เฉพาะ รวมไปถึงแป้นเหยียบสแตนเลสที่ไม่มีในรุ่นธรรมดา

คุณสมบัติที่กล่าวมาของชุดแต่ง AMG Line อาจจะแตกต่างออกไปในรถ Mercedes-Benz แต่ละรุ่น ซึ่งในบางกรณียังสามารถอัพเกรดอุปกรณ์เสริม ปรับปรุงเทคโนโลยี และฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้ถ้าหากมีแพ็คเกจเสริมออกมารองรับ


มาถึงพี่ใหญ่ที่ถือเป็นพระเอกของค่ายกันบ้าง Mercedes-AMG  หรือเรียกสั้น ๆ ว่า AMG Model นั้น แม้บางท่านอาจจะคิดว่าหน้าตาและสมรรถนะอาจจะคล้ายกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วถือว่าเป็นรถยนต์ที่สร้างและขับขี่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะ Mercedes-AMG นอกจากจะมีรูปลักษณ์ที่ดูดุดันมากที่สุดแล้ว เทคโนโลยีรวมถึงเครื่องยนต์นั้นถูกอัพเกรดชนิดไม่มีอะไรเหมือนกันเลย

วิธีสังเกตรถ Mercedes-AMG แท้ แม้จะไม่ได้เปิดฝากระโปรงดูเครื่องยนต์ ก็สามารถดูจากภายนอกได้เช่น ที่ง่ายที่สุดก็คือดู Emblem ป้ายรหัสโมเดล สำหรับรถที่เป็น Mercedes-Benz ทั่วไปหรือ AMG Line โดยส่วนใหญ่จะใช้รหัสที่มีตัวเลข 3 ตัว อย่าง Mercedes-Benz C 200 Coupe AMG Dynamic แต่ถ้าหากเป็น AMG Model ส่วนใหญ่จะใช้เลข 2 ตัว อย่างเช่น C 43, C 63 S, E 53, G 63, GT 53 และจะใช้ชื่อว่า Mercedes-AMG แทนที่จะเป็น Mercedes-Benz

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอีกมากมาย เช่น สัญลักษณ์​ Turbo 4MATIC+ ด้านข้างบริเวณซุ้มล้อหน้า, สปอยเลอร์ AMG Spoiler Lip ด้านหลัง, ท่อไอเสีย AMG Exhaust System, คาลิปเปอร์เบรกพร้อมสัญลักษณ์ AMG

โดยที่ AMG Model ที่มีออกมานั้นก็มีให้เลือกแทบจะครอบคลุมครบทุก Segment ตั้งแต่เล็ก กลาง ใหญ่ ที่แชร์ตัวถังร่วมกัน ไปจนถึง Supercars ที่มีเฉพาะ Mercedes-AMG 


สิ่งหนึ่งที่จะไม่พูดถึงเลยคงจะไม่ได้ถ้าหากเรากำลังทำความรู้จักกับ Mercedes-AMG นั่นคือปรัชญาการสร้างเครื่องยนต์ที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน “One man,One Engine” โดยเครื่องยนต์สุดแรงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะของ AMG นั้น จะถูกประกอบขึ้นด้วยมือจากช่างเพียงคนเดียวตลอดระยะเวลาการผลิตที่ใช้เวลาตั้งแต่ต้นจนจบ จากนั้นช่างผู้ผลิตจะติดตราสัญลักษณ์ Mercedes-AMG ที่เขียนว่า Handcrafted By ชื่อช่างคนที่ประกอบ ซึ่งเป็นการระบุลายเซ็นของช่างคนนั้นลงบนเครื่องยนต์ ทำให้ผู้ที่ครอบครองสามารถสืบสาวไปได้เลยว่ารถยนต์​ Mercedes-AMG แต่ละคันนั้นผ่านความ Crafted จากช่างท่านไหนมา

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันการประกอบเครื่องยนต์แบบ One Man, One Engine จะถูกสงวนไว้ในเครื่องยนต์ M 177 twin-turbo ตระกูล 63 models และ M 178 หัวใจสำคัญของตระกูล GT family แต่ทุกรหัสของ Mercedes-AMG ไม่ว่าจะเป็น 35, 43, 53 ก็ล้วนผ่านการปรับแต่งโดยทีมช่าง AMG แท้ ๆ ด้วยเทคโนโลยีจากรถแข่งของทีม AMG เช่นกัน


หลังจากที่เราเข้าใจความพิเศษและความแตกต่างของ Mercedes-AMG กันไปแล้ว คราวนี้เราจะมาเจาะลึกถึงข้อมูลความแตกต่างลึก ๆ กันไปทีละจุดผ่านรถ Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ รวมถึงฟีลลิ่งการขับขี่ของรถ High-performance ที่เหนือกว่ารถยนต์ธรรมดาชนิดเทียบกันไม่ได้

ภาพนอกสวยงามลงตัวทั้งความหรูหราและความสปอร์ตจนคุณไม่ต้องแต่งอะไรอีกเลย และเชื่อว่าคนรอบข้างก็ต่างรู้ดีว่ามันพิเศษกว่ารถยนต์ทั่วไป

ความแตกต่างภายนอกที่สังเกตเห็นได้ง่ายที่สุดก็คือ เพลท Emblem ติดอยู่บนฝากระโปรงท้ายของ Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ คันนี้จะมีเพลท “AMG” และเพลทที่ระบุรุ่นเอาไว้ชัดเจนว่า “CLS 53” ซึ่งต่างกับใน Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium ที่จะมีเพลทติดเอาไว้ว่า “CLS 300 d” และจะอยู่ที่ด้านซ้ายแทน

ในส่วนของชุดแต่งรอบคันก็มีความแตกต่างโดยใน Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ จะมาพร้อมกับ AMG Body Styling กันชนหน้า – กันชนหลัง และสเกิร์ตข้างเหมือนกัน แต่ก็มีบางส่วนที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เช่น Diffuser หลังพร้อมปลายท่อไอเสียคู่ Twin Tailpipe Look แบบ AMG Sport Exhaust System รวมไปถึงบริเวณกระจังหน้าของ Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ จะเป็นแบบ Twin Badge Chrome Front Grill พร้อมโลโก้ “AMG”

นอกจากนี้ขนาดของล้อแม็กของ Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ จะเป็นล้อ AMG สีโครมดำสลับเงินแบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 20 นิ้ว ขนาดยางคู่หน้า 245/35 R20 ยางคู่หลัง 275/30 R20 ส่วนใน CLS 300 d จะมาพร้อมล้อ AMG ขนาด 19 นิ้ว และใช้ยาง Runflat ขนาดของยางคู่หน้า 245/40 R19 – คู่หลัง 275/35 R19 คาลิปเปอร์เบรกจาก AMG

Diffuser ปลายท่อไอเสียใน Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ เป็นแบบ AMG Sport Exhaust System พร้อมปลายท่อคู่แบบ 2 Round Twin Tailpipe Look ซึ่งนอกจากจะดุดันขึ้นเยอะ ยังทำให้เสียงเครื่องยนต์ทุ้มแรงเร้าใจขึ้น พร้อมเสียง Anti-Lag ตามสไตล์รถเทอร์โบสมรรถนะสูงในโหมด Sport+ ที่กระตุ้นให้อะดรีนาลีนสูบฉีดได้ตามต้องการ และปิดท้ายที่สปอยเลอร์หลังบนฝากระโปรงท้ายแบบ AMG Spoiler Lip ช่วยเพิ่ม Downforce ให้ควบคุมรถได้นิ่งในความเร็วสูง


นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว การตกแต่งภายในก็มีความแตกต่างชัดเจน โดยเฉพาะรูปทรงและวัสดุที่ใช้ตัดเย็บเบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง AMG Nappa Leather ตัดสลับกับ Dinamica Microfibre สำหรับ Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ ที่นั่งจะถูกดีไซน์ให้มีความสปอร์ตกว่า มีตำแหน่งการนั่งสำหรับควบคุมรถที่ดีกว่า และเข็มขัดนิรภัยสีแดงที่เป็นอีกสัญลักษณ์ในรถยนต์สมรรถนะสูง

พวงมาลัยแบบ AMG Performance Streering Wheel หุ้มด้วยหนัง Nappa แบบเจาะรูให้สัมผัสที่กระชับไม่ลื่นมือ ตำแหน่ง 12 นาฬิกาจะมี Ring สีดำเพื่อบอกตำแหน่งของพวงมาลัย และที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกามีการสลักโลโก้ AMG เพิ่มความสะดวกสบายในการควบคุมฟังก์ชั่นต่าง ๆ ทำได้เพียงปลายนิ้วสัมผัสที่บริเวณตำแหน่ง 3 นาฬิกา และ 9 นาฬิกา ด้วยชุดปุ่มควบคุม Multi-Function ปรับน้ำหนักตามความเร็วขณะที่รถวิ่ง

อีกจุดที่พิเศษกว่าคือปุ่มเลือกปรับความแข็งของช่วงล่างไฟฟ้าใน Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ ซึ่งสามารถปรับแยกแบบ Individual ได้ในทุก Driving Mode ดังนั้นใครที่อยากขับแบบ Comfort แต่อยากได้ช่วงล่างที่แข็งแบบ Sport+ ก็สามารถทำได้แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส

แผงหน้าปัดแสดงผลแบบดิจิตอลที่บอกรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับตัวรถไว้อย่าครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว รอบเครื่องยนต์ และมีการเพิ่มการแสดงผลในโหมด Dynamic ต่าง ๆ เช่น Boost, Torque, G-Force รวมถึง Lap Time สำหรับจับเวลาในวันที่ต้องการพา Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ ลงสนามแข่ง

ในส่วนของทริมต่าง ๆ จะใช้วัสดุน้ำหนักเบาอย่าง AMG Carbon Fiber เพิ่มอารมณ์ความสปอร์ตพรีเมี่ยมไปอีกขั้น แตกตางจาก CLS 300 d ที่ใช้วัสดุลายไม้ Grey Open-pore Ash Wood Trim ฝังนาฬิกาบอกเวลาแบบอนาล็อคสุดคลาสสิค ด้านบนนาฬิกาจะเป็นระบบควบคุมอุณภูมิภายในห้องโดยสารแบบอัตโนมัติ Thermatic แบบ 2-Zones เพื่อตอบสนองการใช้งานได้อย่างเป็นส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร AIR Balance Package มาให้อีกด้วย


ขึ้นชื่อว่าเป็น Mercedes-AMG สิ่งที่แตกต่างไปจาก Mercedes-Benz  มากที่สุดคงเป็นเครื่องยนต์ที่ผ่านการปรับแต่งโดยทีม AMG ใน Mercedes-AMG CLS 53 4 MATIC+ คันนี้จะใช้ขุมพลังเบนซินแบบ 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร 2,999 ซีซี. เทอร์โบ ระบบ EQ Boost มอเตอร์ไฟฟ้าที่ช่วยในการออกตัว รวมให้พละกำลังที่ 435 แรงม้า ที่ 6,100 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดที่ 520 นิวตันเมตร ที่  1,800-5,800 รอบ/นาที  จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ AMG Speedshift TCT 9G ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ 4MATIC+ จึงสามารถออกตัวได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่หยุดนิ่ง ทำเวลา 0-100 km/h ได้ใน 4.5 วินาที แม้ตัวรถจะมีขนาดกว้างขวาง แต่เราอยากให้คุณลอง Kick Down ในโหมด Sport+ แล้วจะรู้ว่าเหยียบปุ้ป พุ่งทะยานแบบหลังติดเบาะปั้ปเป็นยังไง

ในขณะที่ CLS 300 d นั้นจะใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร 1,950 ซีซี. เทอร์โบคู่  กำลังสูงสุด 245 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-Tronic ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง ทำเวลา 0-100 km/h ใน 6.4 วินาที ซึ่งก็เพียงพอมากสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันที่มองหาความหรูหรา ปลอดภัย และมาตรฐานในระดับสูงสุดบนท้องถนน

จะเห็นได้ว่าใน Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ นั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพละกำลังที่อยู่ในระดับ ให้มามากกว่า CLS 300 d เกือบ 200 แรงม้า ระบบเกียร์ ระบบท่อไอดีไอเสีย ช่วงล่าง และระบบขับเคลื่อนก็มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะ Mercedes-AMG ได้ทำการพัฒนาเทคโนโลยีอีกมากมายที่ไม่มีใน Mercedes-Benz มาใส่ไว้อีกเพียบ เพื่อถ่ายทอด DNA ความเป็นรถแข่งในสนามสู่รถที่สามารถใช้งานบนท้องถนนแบบเต็มที่ จึงไม่แปลกเลยที่ใครได้ลองขับ Mercedes-AMG จะรับรู้ความรู้สึกได้ทันทีว่านี่คือรถคนละคัน

ใครที่ได้อ่านบทความนี้คงจะเห็นได้ถึงความแตกต่างของ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG ได้ชัดเจนมากขึ้น และคงเห็นว่าใน Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ ที่เรานำมาแสดงเป็นตัวอย่างให้ดูต่างกับ Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium มากขนาดไหน ฉะนั้นหากลองคำนวนราคาค่าตัวดูแล้ว การเพิ่มเงินอีกราวหนึ่งล้านบาท แต่ได้รถที่มีสมรรถนะระดับรถแข่งมาครอบครองแบบ AMG Completed Car ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากหากคุณต้องการรถยนต์ที่แรงพร้อมลงสนามแข่งทุกเมื่อ

และที่สำคัญคุณอย่าลืมว่า ไม่ว่าคุณจะเอา Mercedes-Benz ที่คุณมีไปแต่งยังไง หรือแม้กระทั่งจะแต่งให้เป็น AMG คุณก็อาจจะทำเหมือนได้แค่ภายนอก หรือถ้าได้ก็ไม่มีทางได้ 100% เพราะความเป็น AMG นั้นมันไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่มันรวมไปถึงเทคโนโลยี และจิตวิญาณ และประวัติศาสตร์ความภูมิใจที่จับต้องไม่ได้

หากใครสนใจอยากจะสัมผัส Mercedes-AMG ตัวจริงเสียงจริง ก็สามารถนัด หรือสอบถามข้อมูลจากผู้จำหน่าย Mercedes-AMG อย่างเป็นทางการได้เลย

 

HYENA
WRITER: HYENA
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line