เป็นเวลาหลายทศวรรษที่โมเดลสุดไอคอนิกของอาดิดาส ออริจินอลส์อย่าง Superstar, Gazelle และ Forum ยืนหยัดในฐานะสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมและชุมชน – หยั่งรากลึกในใจของผู้คนในฐานะผู้เปลี่ยนเกมและผลักดันขอบเขตอย่างต่อเนื่อง สำหรับฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2023 อาดิดาส ออริจินอลส์ได้นำทั้งสามโมเดลกลับมาอีกครั้งภายใต้แคมเปญล่าสุด “Home of Classics” แคมเปญนี้ประกอบด้วยบุคคลผู้บุกเบิกทางวัฒนธรรมจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ลิลเดร (Lil Dre), คาลยา มอนโตยา(Kalya Montoya) และ มาร์คอส มอนโตยา (Marcos Montoya) จากลอสแองเจลิส และ ดี โคอาลา (Dee Koala), มาสวันดิเล ซิทโฮล (Mzwandile Sithole) และ แอนดิล ดลามินี (Andile Dlamini) จาก Broke Wear แบรนด์หัวก้าวหน้าของเคปทาวน์ การเชื่อมโยงภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมเปลี่ยนเคปทาวน์ให้เป็นสนามการทดลอง ซึ่ง Home of Classics ได้แสดงให้เห็นว่าขอบเขตของความคิดสร้างสรรค์ถูกขยายกว้างออกไปอย่างไรเมื่อชุมชนมารวมตัวกัน ลิลเดร
สำหรับคาร์เทียร์ เวลานั้นหมุนเวียนเป็นวัฏจักร มิใช่เดินเป็นเส้นตรงอย่างที่นำเสนอทั่วไป วิสัยทัศน์นี้จึงเป็นหนึ่งในคำอธิบายว่าทำไมเมซงคอยพัฒนาปรับเปลี่ยนนาฬิกาและรังสรรค์ทั้งดีไซน์และกลไกขึ้นใหม่อย่างไม่รู้จบ เพื่อนำพาผู้ที่หลงใหลในเรือนเวลาไปสู่อนาคต เรือนเวลาของคาร์เทียร์ประสบความสำเร็จจากการเดินทางด้วยพลังแห่งจินตนาการจากอดีตไปสู่อนาคต ตราบเท่าที่วิวัฒนาการยังดำเนินไปไม่สิ้นสุด ไร้ขีดจำกัดของกาลเวลา ความคิดสร้างสรรค์เป็นอนันต์ และในปีนี้ คอลเลคชั่นใหม่ของคาร์เทียร์ได้สะท้อนสิ่งนี้ ผ่านเรือนเวลาที่พรั่งพร้อมทั้งรูปทรงและคาแรกเตอร์ ปรับโฉมใหม่ผ่านการสร้างสรรค์ อันทรงคุณค่า Tank คือไอเดียแรกที่หลุยส์ คาร์เทียร์ทำนายว่าจะประสบความสำเร็จ และในปีนี้มีตัวแทนคือ Tank Normale รุ่นใหม่ที่อ้างอิงเรือนแรกสุดจากปี 1917 กับ Tank Américaine อันภูมิฐาน สองเอกลักษณ์การรังสรรค์เรือนเวลาของคาร์เทียร์ มาเคียงคู่เรือนเวลาที่ได้รับการตีความขึ้นใหม่ อันได้แก่ Pasha, Baignoire, Panthère และ Santos de Cartier รวมถึง Clash [Un]Limited เรือนเวลาที่หลอมรวมมรดกเชิงสุนทรียะของคอลเลคชั่น Clash อย่างสร้างสรรค์และและสร้างวิวัฒนาการให้ก้าวไกลกว่าเดิมจากปัจจุบันที่มุ่งหน้าสู่อนาคต TANK NORMALE แต่ละปีเรือนเวลาหายากหนึ่งรุ่นจะได้รับเลือกเข้าสู่คอลเลคชั่น Cartier Privé จุดนัดพบของนักสะสม ซึ่งเฉลิมฉลองและสำรวจเรือนเวลารุ่นตำนานของเมซงผ่านเรือนเวลารุ่นลิมิเต็ดโดยสลักหมายเลขกำกับไว้ วันนี้ Cartier Privé เปิดตัว Tank Normale ผลงานชิ้นที่ 7
ก่อนหน้านี้เราได้ชวนทุกคนไปบอกลาขุมพลัง V12 ล้วนของ Lamborghini กันไปแล้ว และวันนี้เราก็ได้เปิดตัว DNA ใหม่ที่เพิ่มพลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าไปตามยุคสมัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายท่านทราบดีว่า Lamborghini มักจะตั้งชื่อรุ่นตามสายพันธุ์กระทิงที่น่าเกรงขาม แต่สำหรับ Revuelto น่าจะเป็นโมเดลแรกที่ฉีกแนว ไม่ได้ตั้งชื่อตามกระทิงในตำนานของสเปนเหมือนในอดีต ขุมพลัง V12 วางกลาง mid-engine ที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคของ Miura ในช่วงปี ’60s วันนี้มาพร้อมเทคโนโลยี plug-in hybrid มอเตอร์ไฟฟ้าสามตัว ให้กำลังรวมกันมากถึง 1,000 แรงม้า ทำความเร็ว 0-100 km/h ได้ใน 2.5 วินาทีเท่านั้น เร็วกว่า Aventador ถึง 0.3 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 350 km/h มอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวแรกประกบล้อซ้ายขวาควบคุมแรงบิดอย่างอิสระ ในขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่สามถูกติดตั้งรวมอยู่ในชุดส่งกำลัง เกียร์ 8-speed dual-cluth automatic มีหน้าที่ส่งกำลังไปขับเคลื่อนล้อหลังโดยเฉพาะ แค่พิมพ์ก็ได้กลิ่นยางเบิร์นกันเลยทีเดียว ที่น่าสนใจคือ Lamborghini Revuelto
หลังจากสาวกต่างเฝ้ารอนาฬิกาที่ถือเป็น The holy grail of Rolex อย่าง Daytona ซึ่งราคาก็แข็งชนเพดาน และ demand ก็สูงจนหาของยากสุด ๆ แต่ในโอกาสฉลองครบรอบ 60 ปี Rolex Daytona นี้ ในที่สุดพวกเราก็ได้พบกับ edition ใหม่สักที เป็นความใหม่ที่คนทั่วไปอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ไปดูกันว่ามีรายละเอียดอะไรใหม่บ้างใน Daytona เริ่มจากตัวเรือนยังคงมีขนาด 40mm เหมือนเดิม ส่วนหน้าปัดมีการปรับดีไซน์ใหม่เล็กน้อยเพื่อบาลานซ์ความแตกต่างของหน้าปัดและตัวบอกรายละเอียดรวมถึงใน sub-dial ต่าง ๆ ให้ชัดเจนลงตัวมากขึ้น ตัว Oyster case มีการขัดเงาบริเวณ lugs และด้านข้างมากขึ้น ส่วนรุ่นหน้าปัดทองหรือ pink gold บน Cerachrom bezel จะได้สายที่ใช้เหล็กที่ข้อกลางเป็นสีเดียวกัน ทำให้ดูต่อเนื่องและภูมิฐานมากขึ้น จุดสำคัญที่สุดใน New Daytona คือกลไกที่ผลิตแบบ In-house ของ Rolex ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี
Nothing แบรนด์เทคโนโลยีในลอนดอนได้ทำการเปิดตัว Ear (2) ซึ่งเป็นหูฟังไร้สายที่ได้รับการดีไซน์แบบโปร่งใสอีกเช่นเคย ซึ่งแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของ Nothing อย่างชัดเจน และยังได้รับการปรับแต่งให้ดียิ่งขึ้น เพื่อประสบการณ์เสียงอันทรงพลังขั้นสูงสุด Ear (2) มอบประสบการณ์เสียงอันทรงพลังอย่างแท้จริง เพราะได้รับการรับรองคุณภาพเสียงความละเอียดสูง (Hi-Res Audio) และมีเทคโนโลยี LHDC 5.0 ผู้ใช้ยังสามารถสร้างโปรไฟล์เสียงส่วนตัวของตนเองได้โดยทำการทดสอบการได้ยินผ่านแอป Nothing X จากนั้น Ear (2) จะปรับการตั้งค่าอีควอไลเซอร์แบบเรียลไทม์เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด หูฟังมีไดร์เวอร์ขนาด 11.6 มม. ที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อเสียงเบสที่ลึกและทรงพลังและเสียงสูงที่ชัดใส และได้รับการออกแบบ Dual-Chamber ใหม่ที่จะมาช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงโดยรวม ด้วยการไหลเวียนของอากาศที่ลื่นไหลยิ่งขึ้น นอกจากนี้ Ear (2) ยังสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์สองเครื่องพร้อมกัน พร้อมทั้งมีการอัปเกรด Clear Voice Technology ที่สามารถป้องกันเสียงลมและผู้คนรอบข้างได้เป็นอย่างดีและการอัปเกรดของการตัดเสียงรบกวนแบบแอ็คทีฟส่วนบุคคลที่จะถูกปรับให้เข้ากับรูปร่างหูของผู้ใช้แต่ละคน เสียงสมจริงอย่างแท้จริง Ear (2) ได้รับการรับรองคุณภาพเสียงความละเอียดสูง (Hi-Res Audio) เพื่อสัมผัสประสบการณ์เสียงอันดื่มด่ำ เสมือนพาคุณไปยังสตูดิโอบันทึกเสียง เทคโนโลยีตัวแปลงสัญญาณ LHDC 5.0
ในโลกนี้มีการค้นพบ 1937 Patek Philippe Reference 96 Quantieme Lune ทั้งหมดเพียง 8 เรือน (รวมเรือนนี้) และมีเพียงแค่ 3 เรือนที่ใช้ตัวเลขอารบิกบนหน้าปัด Roulette ขนาด 30mm ในตัวเรือน platinum Calatrava case (case number 294,462) Patek Philippe Reference 96 Quantieme Lune เรือนนี้มีความสำคัญมากกว่าแค่ vintage watch หายากทั่วไป เพราะจากประวัติพบว่ามันเคยเป็นนาฬิกาในครอบครองของสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ (Aisin-Giro Puyi) จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีนที่โด่งดัง และเคยถูกนำไปสร้างภาพยนตร์ The Last Emperor ที่ได้รางวัล Best Picture-winning film ซึ่งผู่อี๋ได้รับมาในช่วงปี 1945-1950 ขณะถูกจับเป็นเชลยใน Soviet Union ก่อนจะยกให้กับล่ามคนสนิท Georgy Permyakov
เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยใฝ่ฝันที่จะมีรถยนต์ทรง Coupe’ สองประตูคันเท่ไว้ในครอบครองสักครั้ง ตัวผมเองกว่าจะเก็บเงินซื้อรถสองประตูได้ก็ตอนอายุเกินสามสิบปี เป็นจังหวะที่ต้องเจอโจทย์ยากขึ้นอีกเพราะมีภรรยาและลูกที่ต้องไปไหนไปกันในรถคันนี้ด้วย จึงจำเป็นต้องหารถ Coupe ที่ตอบโจทย์ ทั้งความแรง ฟิลลิ่งความสปอร์ตสำหรับคนขับ และความสบายของคนนั่ง จะเอาใจคนขับอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะห้องโดยสารที่แคบเกินไปจะทำให้การเดินทางไกลหมดสนุกทันที เพราะคนนั่งด้านหลังจะอึดอัดมาก แถมยังใส่ Car seat สำหรับเด็กไม่ได้ ดังนั้นหากเลือกรถคูเป้ไม่ตอบโจทย์ ฝืนใช้ไปไม่นานก็คงต้องตัดใจขายทิ้งแน่ จากโจทย์นี้ เทียบกันเฉพาะรถ Coupe ยอดฮิตใน segment เดียวกันจากเยอรมันอีกสองค่าย รถตัวถัง Coupe ที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการฟิลลิ่งการขับที่ออกไปทางสปอร์ตและผู้โดยสารนั่งได้สบายที่สุด คำตอบที่เราแนะนำก็คือ BMW 430i Coupe M Sport ฟิลลิ่งการขับ คือจุดเด่นที่สุดของ BMW 430i คันนี้ แค่สตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงท่อก็ดังกระหึ่มกว่าคู่แข่ง ทุกรายละเอียดของรถคันนี้เน้นอารมณ์ความสปอร์ตตั้งแต่ดีไซน์ภายนอก กรอบกระจังหน้าไตคู่ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อเข้าหากันเป็นชิ้นเดียว ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับ BMW 328 Coupe และ BMW 3.0 CSi ในอดีต กันชนหน้ามีช่อง Air
ASICS SportStyle (เอสิคซ์ สปอร์ตสไตล์) เผยโฉมสนีกเกอร์ล่าสุด GEL-NYC™ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรองเท้ารุ่นในตำนานอย่าง GEL-NIMBUS™ 3, GEL-MC PLUS™ V และ GEL-CUMULUS™ 16 ผ่านการอัพเดตรูปลักษณ์ใหม่ ผสานเข้ากับเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันมากขึ้น เพื่อสะท้อนถึงจิตวิญญาณของมหานครนิวยอร์ก หัวใจสำคัญของดีไซน์นี้ คือ รองเท้ารุ่นในตำนานจากช่วงต้นยุคปี 2000 รวมเข้ากับกลิ่นอายของเมืองนิวยอร์ก ซึ่งถูกถ่ายทอดอย่างพิถีพิถันมาในส่วนด้านบนและโทนสีของรองเท้า โดยโปรเจ็คนี้ เริ่มมาจากการนำรองเท้า GEL-NIMBUS™ 3 มาผสมกับรูปทรงของรองเท้า GEL-MC PLUS™ V ซึ่งทำให้ทางทีมดีไซน์ของ ASICS SportStyle เกิดไอเดียที่จะนำรองเท้ารุ่นในตำนานกลับมาดีไซน์ใหม่ด้วยการปรับสีสันให้ดูมีมิติมากขึ้น และคู่สีที่ถูกเลือกใช้สำหรับการออกแบบนี้ คือสีโทนเรียบๆ อย่าง Black/Clay Grey และ Cream/Steel Grey ที่สามารถสะท้อนถึงสถานที่สำคัญอันเป็นสัญลักษณ์ของนครนิวยอร์กได้อย่างชัดเจนจึงทำให้การอัพเดตในครั้งนี้สร้างความแปลกใหม่จากการนำรองเท้าวิ่งรุ่นคลาสสิคมาปรับโฉมเป็นลุคใหม่ได้อย่างลงตัว สำหรับการสร้างพื้นรองเท้าชั้นกลาง ทีมออกแบบตั้งใจเลือกรองเท้าจาก 10 ปีที่ผ่านมาเพื่อตัดกัน แต่ยังคงเสริมส่วนบน ด้วยการใช้ระบบเครื่องมือของรองเท้า GEL-CUMULUS™ 16 รองเท้าผ้าใบรุ่นนี้มีความสวยงามทันสมัยและคุณสมบัติการรองรับแรงกระแทกที่ดีขึ้น
Lamborghini เข้าสู่โลกแห่งพลังงานไฟฟ้าด้วยการเปิดเผยรายละเอียดเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เครื่องยนต์ NA 6.5-liter V12 814 horsepower @ 9,250 rpm ทำงานร่วมกับระบบไฮบริดมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ให้กำลังสูงสุดถึง 1,001 แรงม้า คือขุมพลังที่จะขับเคลื่อนโมเดลตัวต่อไปของ Lamborghini Aventador โค้ดเนม LB744 Lamborghini นิยามรถรุ่นใหม่ของตัวเองว่า High-Performance Electrified Vehicle (HPEV) ไม่ใช่แค่รถ PHEV ทั่วไป แสดงถึงความเป็นสุดยอดเทคโนโลยีไฮบริดของ Lamborghini ซึ่งน่าสนใจว่าจะใช้ชื่อกระทิงในตำนานตัวไหนที่จะมาเป็นโมเดลตัวต่อไปของ Aventador เครื่องยนต์ใหม่รหัส L545 ความจุ 6.5-liter ของ Lamborghini เป็นเครื่องยนต์ V12 ที่เบาที่สุดและมีกำลังมากที่สุดที่เคยผลิตโดย Lamborghini สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือตัวเลขพละกำลังที่ทำออกมาได้ถึง 126.2 hp per liter ซึ่งเป็นสูงสุดในประวัติศาสตร์ของ Lambo แรงบิดสูงสุด 725 Nm
เหตุผลที่ G-Class เป็นรถที่มีความพิเศษ เพราะแม้จะผ่านไปกี่สิบปี มันก็ยังคงเป็นรถที่ดูคลาสสิคและล้ำค่า วันนี้เราจะพาไปย้อนเวลา 30 ปี กลับไปหา G-Class ขุมพลัง V8 ครั้งแรกในโมเดลรหัส 500 GE รถที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจนสร้างรากฐานความสำเร็จให้กับ G-Class มาถึงทุกวันนี้ ทุกวันนี้รถยนต์ Mercedes-Benz สามารถได้แรงม้ามหาศาลแม้จะใช้เครื่องยนต์ 4 สูบก็ตาม แต่ G-Class ยังเป็นโมเดลเดียวที่ใช้ขุมพลัง 4.0-liter twin-turbocharged V8 ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นใน G550 ก่อนจะขยับไปเป็น G63 V8 577 horsepower Mercedes-Benz 500 GE V8 ในปี 1993 เป็นโมเดลที่พัฒนาจาก G-Wagen รุ่น W463 โดยมีกำลัง 237 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 277 ปอนด์-ฟุต ตามมาตรฐานปัจจุบัน มีการผลิต 500 GE


