Geek ที่กระหายเรื่อง Tech ทั้งหลายคงกำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อทุกครั้งที่มีประชุมงานช้างจาก Search Engine เจ้ายักษ์อย่าง Google ว่าปีนี้จะมีอะไรน่าสนใจมาพลิกโลก ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ชายอย่างเราบ้าง UNLOCKMEN ไม่รอช้าขอส่งตรง 8 ประกาศร้อนจากการประชุมเมื่อวานนี้ที่จัดขึ้นที่ Shoreline Amphitheater ประเทศแคลิฟอร์เนียมาเสิร์ฟให้อ่านกันอย่างจุใจ พร้อมแล้วขอเปิดงานด้วยรอยยิ้มฟันขาวแสบตาจากเฮีย Sundar Pichai – CEO หนุ่มพระเอกของงานที่เป็นโฆษกให้กับเราในครั้งนี้อีกที ขอเสียงปรบมือให้เขาหน่อย! 1. Welcome Google AI คีย์หลักที่เห็นได้ชัดและประกาศให้ทราบทั่วกัน ก่อนจะบอกฟีเจอร์ใหม่อื่นคือการขอมีส่วนร่วมในสนาม AI อย่างเป็นทางการ เอาจริงเอาจังขนาดเปลี่ยนชื่อแผนกจาก Research Division เป็น Googel AI ผลักดันเรื่องวิจัยปรับมุมมองให้คอมพิวเตอร์และประมวลผลทุกอย่างโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด 2. Google Assistant ลื่นปรื้ด คุยต่อเนื่องแบบภาษาคน “เลขาของพี่ต้องดีกว่านี้” เป็นประกาศที่กู๋บอกว่านี่แหละทางของกู๋ปีนี้ เลยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้ตอบโจทย์ยิ่งกว่า Google Assistant ฟังก์ชันผู้ช่วยในสมาร์ทโฟนที่ควบคุมโดยใช้เสียงให้เหนือชั้นขึ้น จากเดิมที่เวลาใช้ต้องพูดว่า Hey, Google หรือ OK, Google ทุกครั้งที่สั่งให้ทำงานอะไรจนปากเปียกแฉะ วันนี้เราจะจำกัดมันให้เหลือเพียงแค่พูดปลุกมันครั้งเดียวเท่านั้น! เท่านั้นยังไม่พอ เขายัง
คุณเห็นด้วยไหม ? ว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะรักษาประสิทธิภาพในการทำงานให้อยู่ในระดับสูงตลอดวันทำงาน ให้เป็นไปตามความคาดหวังของตัวเราเองและหัวหน้า แล้วเคยเป็นไหม ? ทำงาน 8-12 ชั่วโมงแต่ว่าไม่เสร็จสักงานตามที่วางแผนไว้ เนื่องจากความขี้เกียจ ไม่ก็ขาดความต่อเนื่อง หรือเสียสมาธิง่ายไปหน่อย บ้างก็โฟกัสผิดจุด ไปเน้นงานที่ไม่สำคัญก่อน สุดท้ายกลายเป็นเผาเวลาทิ้งไปเรื่อย ๆ ต้องยกงานของวันนี้ไปทำพรุ่งนี้ เข้าทำนองสำนวน “ดินพอกหางหมู” ไม่มีผิด แบบนี้ถ้าปล่อยไว้เรื่อย ๆ คงจะไม่ดีนัก เพราะเราจะกลายเป็นคนที่มี productivity ต่ำ คำว่า “Productivity” นั้นหมายถึงการวัด (Measure) ค่าเฉลี่ยของประสิทธิภาพ (Efficiency) การผลิต ซึ่งคำว่า “การผลิต” นั้นจะเป็นอะไรก็ได้ เช่น เงิน, งาน หรือ ผลลัพธ์อื่น ๆ โดยข้อมูลจาก องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โอซีดีซี) หรือ Organization for Economic Cooperation and Development (OECD) ะบุว่า ประเทศที่มี productivity มากที่สุด 5 อันดับแรกของปี 2017
ในรอบปีที่ผ่านมา คงไม่มีศิลปินกลุ่มไหนเป็นกระแสไปมากกว่า BNK48 กลุ่มศิลปินไอดอลสัญชาติญี่ปุ่นแต่เชื้อชาติไทย ความโด่งดังของพวกเธอสร้างปรากฏการณ์ต่าง ๆ มากมาย ทั้งในแง่วัฒนธรรมที่เกิดคำใหม่ ๆ ที่สังคมไทยไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น โอตะ โอชิ เซ็มบัตสึ เคงคิวเซย์และอื่น ๆ อีกมากมายให้ได้เรียนรู้ ทั้งในแง่ธุรกิจที่เพิ่งเป็นข่าวใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ เมื่อรูป SSR (Super Special Rare ซึ่งเป็นรูปถ่ายพร้อมลายเซ็นของสมาชิกที่จะมีเพียงไม่กี่ใบเท่านั้นและไม่มีการผลิตเพิ่ม) ของมิวสิคหนึ่งในสมาชิกวง มีผู้ประมูลไปในราคาสูงถึง 450,000 บาทเลยทีเดียว แต่นอกจากในหมู่โอตะที่คลั่งไคล้แล้ว แน่นอนว่ามีคนรักก็ต้องมีคนเกลียด ที่เห็นได้ชัดเลยในกรณีที่ อร BNK48 โดนชาวเน็ตจำนวนหนึ่ง Cyber Bully ใส่ จนเกิดเป็นเรื่องดราม่าในโลกออนไลน์อย่างที่ได้ทราบข่าวกัน หรือกรณีดราม่าใหญ่โตครั้งล่าสุดที่แคนถูกพักงาน ดังนั้นในบทความนี้เราจึงสัมภาษณ์คน Gen-Y ซึ่งถือว่าเป็นคนเจนหลักเจนหนึ่งในบรรดาโอตะ โดยแต่ละคนก็ต่างอาชีพต่างที่มา แต่จะมาตอบคำถามเดียวกันว่า “คุณคิดอย่างไรกับ BNK48 และ BNK48 มีความหมาย รวมถึงส่งผลอะไรต่อคุณบ้าง?” “ผมเป็นโอตะคนหนึ่ง ถ้าถามว่าคิดยังไงก็คงต้องตอบว่าชอบอยู่แล้วครับ ผมไม่เคยรู้จัก AKB48 มาก่อน
เชื่อว่าชาว UNLOCKMEN อาจเคยเริ่มต้นคืนด้วยการเข้าไปนั่งในบาร์สักแห่งพร้อมเหล่าเพื่อนสนิทหรือคนรู้ใจ หลังจากนั่งไปสักพักก็มีใครที่ไหนก็ไม่รู้ (ซึ่งอาจจะเป็นเพื่อนของเพื่อนคุณหรือเขาอาจจะมาจีบเพื่อนสาวของคุณ) ไม่รู้แม่งคือใคร แต่อยู่ ๆ ก็มาขอนั่งร่วมโต๊ะด้วยซะอย่างนั้น และคน ๆ นั้นก็ดันมีสกิลปากที่น่าหมั่นไส้เสียเหลือเกิน คุณอยากจะแก้เผ็ดเขาด้วยวิธียอดฮิตที่สุดในวงเหล้าก็คือ ท้าดวลแก้วต่อแก้ว มอมให้เละ ให้อ้วก เอาให้ขายหน้าไปเลย! แต่เดี๋ยวก่อน ถ้ามันไม่เป็นไปตามแผนล่ะ ? อีกฝ่ายเกิดคอแข็ง หรือสภาพคุณไม่พร้อมที่จะดื่มหนัก ๆ จะทำยังไง ? วันนี้ UNLOCKMEN จึงขอเสนอ 6 เคล็ดลับที่จะทำให้คุณเป็นฝ่ายชนะในการดวลเหล้าครั้งหน้าไม่ว่าคนที่เข้ามาจะเป็นใคร! ท้องอย่าว่าง แน่นอนว่าในการดวลเหล้าแบบดุเดือดนั้นต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะทำให้คุณอาเจียนมากให้มากที่สุด บางคนจึงอาจจะเลือกไม่ทานอะไรรองท้องก่อนเลย แต่บอกเลยว่านั่นคือความคิดที่ผิดถนัด การไม่ทานอะไรรองท้องเลยจะทำให้คุณแสบท้องอย่างมาก ดื่มเหล้าได้ไม่ดีอย่างที่ควรและต้องจบเกมเร็วกว่าที่คิด ถึงตอนนั้นคุณจะอ้างกับใครว่า “เฮ้ย ไม่ได้กินอะไรมาเลยว่ะ” ก็ไม่มีใครฟังคุณแล้ว UNLOCKMEN จึงขอแนะนำเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอายเช่นนั้น ข้อแรกคือท้องคุณไม่ควรว่างในการดวลเหล้า ควรจะทานอะไรมาบ้าง แต่ไม่ใช่ทานจนอิ่มแปล้ แบบนั้นอ้วกจะพุ่งเอาได้ง่าย ๆ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือทานก่อนมาดื่มประมาณ 2-3 ชั่วโมง เชื่อเถอะ แค่นี้โอกาสชนะของคุณก็เพิ่มขึ้นแล้ว กระดกหมดแก้วอย่างรวดเร็ว อาจจะไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน
แค่เอ่ยคำว่า “พิพิธภัณฑ์” ออกมาก็เหมือนผู้ชายอย่างเราต้องคำสาป ชะงักงันกันไปตาม ๆ กันเพราะมันดูไม่มีอะไรน่าสนใจเอาซะเลย แค่พูดถึงก็อยากส่ายหน้าหนีไปให้ไกล แต่การเปิดมิติใหม่ของพิพิธภัณฑ์ในปารีส ฝรั่งเศสครั้งนี้อาจทำให้ผู้ชายอย่างเราต้องปรับทัศนคติเรื่องพิพิธภัณฑ์ครั้งใหญ่ “พิพิธภัณฑ์อะไรวะ ให้แก้ผ้าเข้าชม!?” ใช่ อ่านไม่ผิด พิพิธภัณฑ์นี้เราจะได้แก้ผ้าเข้าชม ก่อนจะกดจองตั๋ว ขอวีซ่าเตรียมพาสาวไปเที่ยว มาสำรวจกันหน่อยว่าที่มาที่ไปมันเป็นอย่างไรกันแน่ ? พิพิธภัณฑ์ที่เปิดประสบการณ์ใหม่แห่งการเข้าชมพิพิธภัณฑ์คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย Palais de Tokyo (The Palais de Tokyo contemporary art museum ) โดยเปิดให้ผู้คนได้เปลือยกายล่อนจ้อนเข้าชมพิพิธภัณฑ์เป็นครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (5 พ.ค.) โดยใช้เวลาราว ๆ 2 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็จะมีการดื่มเฉลิมฉลองกัน (ทั้ง ๆ ที่เปลือยกายนั่นแหละ) บนแกลลอรี่ดาดฟ้าที่สามารถมองเห็นหอไอเฟลได้ ถ้าเราพูดถึงการเปลือยกายในไทย เราอาจจะคิดออกแต่เรื่องใต้สะดือ หรือคิดว่าต้องมีแต่เรื่องทางเพศเท่านั้น แต่การจัดให้คนเปลือยกายเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในฝรั่งเศสนับเป็นส่วนหนึ่งของอีเวนท์เพื่อชาว Naturist โดย Naturist หรือผู้นิยมธรรมชาติไม่ได้มีอยู่แค่ในฝรั่งเศสเท่านั้นแต่มีอยู่ทั่วโลก โดยคนเหล่านี้รักการเปลือยกายเพื่อสัมผัสอากาศ สายลม แสงแดด และบรรยากาศรอบตัวด้วยผิวหนังเปลือยเปล่า การเข้าชมร่างกายทั้ง
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่พิซซ่าต้องมาคู่กับเบียร์ แต่ผู้ชายอย่างเราก็รู้ดีว่า เฮ้ย เมื่อไหร่สั่งพิซซ่ามากินที่บ้านมันต้องมีเบียร์ฉ่ำ ๆ ในตู้เย็นรอให้กระดกคู่กัน ยิ่งคืนไหนมีบอลคู่ที่เราเชียร์ขาดใจแล้วมีพิซซ่าให้สวาปามและมีเบียร์ให้ดื่มตามนี่แม่งฟินยิ่งกว่าอะไร แต่ติดนิดเดียวที่บางทีก็ต้องสั่งพิซซ่ามา แล้วก็เดินลากแตะไปซื้อเบียร์จากร้านชำข้างบ้าน ลำบากลำบนจนขี้เกียจไปเลยก็มี แต่ปัญหานี้กำลังจะหมดไปเมื่อผู้จำหน่ายพิซซ่ารายใหญ่อย่าง Pizza Hut ประกาศทดลองส่งตรงเบียร์ให้ถึงประตูบ้านลูกค้า! แต่ก่อนจะเข้าไปดูการปรับปรุงธุรกิจครั้งสำคัญของ Pizza Hut ผู้ชายอย่างเราเคยสงสัยไหมว่า ทำไมพิซซ่าถึงต้องมาคู่กับเบียร์ ? เพื่อให้เอาไปแชร์ข้อมูลกับคนอื่นในวงพิซซ่าครั้งหน้าได้อย่างคูล ๆ เรามารู้จักวัฒนธรรมแห่งการกินพิซซ่าคู่กับเบียร์กันก่อน แรกสุดเราอาจจะคิดว่า เฮ้ย พิซซ่าที่เป็นอาหารอิตตาเลียนน่าจะเข้ากับการจิบไวน์มากกว่าสิ เพราะปกติการจับคู่ไวน์กับชีสก็ดูเข้ากันดีเหลือเกินอยู่แล้ว แต่มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป เพราะกระบวนการ carbonation ของเบียร์สร้างความเป็นกรดอ่อน ๆ ที่ยกไขมันออกจากชีส ดังนั้นรสชาติขม ๆ ของเบียร์ที่ตัดผ่านเลเยอร์ของชีสจะสร้างความผสมผสานสุดเพลิดเพลินให้ชีวิตลูกผู้ชายอย่างเราได้แบบลืมไม่ลง ความลงตัวระหว่างพิซซ่าและเบียร์ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะยีสต์ในเบียร์และยีสต์ในแป้งพิซซ่าแล้วให้ความกลมกล่อมเข้ากันได้ดีมาก ๆ เพราะรู้ว่าเบียร์กับพิซซ่าไปกันได้ดีระดับนี้ Pizza Hut ก็ไม่ปล่อยให้โอกาสทางธุรกิจหลุดลอยไป ดังนั้น Pizza Hut เลยเริ่มการบริการส่งเบียร์มากกว่า 100 ที่ทั่ว Arizona และ California ในสหรัฐอเมริกา โดยเหตุผลหลักที่ Yum
ความเหงาเป็นเหมือนโรคระบาดที่แพร่กระจายไปได้รวดเร็วในสังคมตอนนี้ ไม่ว่าจะคนรอบข้าง ใครสักคนในออฟฟิศ คนที่เดินสวนกัน หรือแม้แต่คุณเองก็เถอะ ทุกคนล้วนเคยมีความเหงาอยู่ลึก ๆ ในใจกันบ้าง แม้ว่าเราจะใช้ชีวิตให้วุ่นวายแค่ไหน มีผู้คนรายล้อมมากแค่ไหน แต่บางครั้งมันก็ไม่อาจเติมความเหงาในใจที่มันแหว่ง ๆ ไปได้ UNLOCKMEN จะพามาหาคำตอบว่าทำไมกัน ยิ่งหาเพื่อนเยอะ ๆ แต่กลับยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเหงามากเท่านั้น ทำไมถึงเหงาได้แม้ข้างกายมีคนรายล้อม ? ความเหงามันไม่จำเป็นต้องมีแค่ตอนที่เราอยู่คนเดียวเท่านั้น ลองนึกถึงสถานการณ์จริง ๆ กันดูบ้าง อย่างวันรวมญาตินี่ตัวอย่างชั้นดีเลย ถ้ามองจริง ๆ คือคนเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กับเราทั้งทางสังคมและทางสายเลือด แต่ถ้าหากพวกเขามัวนั่งเล่นโทรศัพท์ อัพเดตข่าว หรือแชทคุยกับคนที่ไม่ได้อยู่ตรงหน้า นั่นทำให้เรามาอยู่รวมกันแต่กลับไม่มี Socialize ต่อกัน แม่งโคตรเหงาเลยนะ จนบางครั้งเราอยากจะปลีกวิเวกตัวเองออกมาจากตรงนั้น เพราะนั่งต่อไปก็ไลฟ์บอย อยู่ไปก็เหงาอยู่ดี ตามสถานการณ์เราไม่น่าจะรู้สึกเหงาด้วยซ้ำ แต่ถ้าหากเราเกิดเหงาขึ้นมาแบบช่วยไม่ได้ เพราะการไม่มี Socialize ต่อกันนี่แหละที่เป็นสาเหตุของความเหงา ได้ยินกันมาตั้งแต่เด็กแล้วว่ามนุษย์เราเป็นสัตว์สังคมตามทฤษฎีวิวัฒนาการ และมันก็ยังคงจริงมาเสมอ เราอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเพราะเราต้องการสร้างความเข้มแข็งให้เผ่าพันธุ์ของตัวเอง เรามักจะย้ายถิ่นที่อยู่ หรือเลือกปักหลักปักฐานที่ไหนสักแห่งเราก็จะย้ายกันไปเป็นกลุ่ม เพราะเราเริ่มมีการใช้ชีวิตแบบกลุ่มสังคมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ความรู้สึกเหงาเมื่ออยู่ตัวคนเดียว หรือตอนที่เราไม่ได้มี Socialize กับใครเลยจึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับมนุษย์เราเลยจริง ๆ Connecting
ถ้าจะบอกว่าผู้ชายกับรถเป็นของคู่กันน่าจะไม่ใช่การเคลมที่โอเวอร์เกินไป เพราะนอกจากเรื่องสาว ๆ ที่เราสนใจอยู่แล้ว ก็มีเรื่องยานพาหนะนี่แหละครับที่เราสามารถสนทนากันในหัวข้อนี้ด้วยกันยาว ๆ ไม่น้อยหน้าหัวข้ออื่น ๆ ที่ผู้ชายสนใจ และเพื่อไม่ให้ความมันส์ของวาระแห่งยวดยานจำกัดแค่ในปัจจุบัน หลังจากที่ทีมงาน UNLOCKMEN ได้นำเสนอคอนเท้นต์ ล้ำข้ามกาลเวลา: ย้อนดู 10 CONCEPT CARS โคตรเท่ที่หยุดสายตาผู้ชายอย่างเราได้มากกว่าสาว ๆ ไปแล้ว มาถึงคราวนี้ต้องเอาใจวัยรุ่นยุค ’90s กันหน่อย เพราะเราจำได้ว่าในยุคนั้นมีรถแรงเท่ ๆ ที่ทำให้วัยรุ่นที่เริ่มแตกหนุ่มในตอนนั้นเก็บเอาไปฝันว่าจะต้องมีสักคันให้ได้ เลยขอนำ passion นั้นกลับมาเรียกความแรงในตัวเรากันอีกที ด้วยการรวบรวมสุดยอด Supercars แห่งยุค ’90s มารำลึกถึงกันหน่อย Lotus Elise GT1 ค่ายรถสปอร์ตจากสหราชอาณาจักรตั้งใจสร้างสรรค์ Lotus Elise GT1 ออกมา 8 คันเพื่อเข้าแข่งขันในรายการ Le Mans 24 ชั่วโมง การซิ่งรถแบบ endurance ที่เก่าแก่ที่สุด และหนึ่งใน 8 คนนั้นทาง Lotus ได้ผลิตขึ้นให้มีสเปคที่สามารถวิ่งบนถนนได้อย่างถูกกฎหมาย และมันมาพร้อมกับขุมกำลังเครื่องยนต์ LT5
ผู้ชายหลายคนอาจจะยังไม่คุ้นกับคำว่า Dystopia สักเท่าไหร่ แต่ถ้าพูดถึงหนังสุดมันส์อย่าง The Hunger Games, The Maze Runner หรือแบบคลาสสิค ๆ ระดับพระกาฬอย่าง Blade Runner, Children of Men หรือที่พอจะเห็นภาพแบบง่ายโคตร ๆ ก็ต้องเป็น The Matrix หนังที่ผู้ชายอย่างเราคุ้นตาดีพวกนี้แหละคือหนังที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนัง Dystopia เพราะ Dystopia คือเรื่องราวว่าด้วยโลกในอนาคตอันล่มสลาย หรือสังคมที่ไม่พึงประสงค์หรือน่าหวาดกลัว อาจจะผ่านภัยพิบัติล้างโลกมาจนต้องกินอยู่กันอย่างแร้นแค้น หรือแม้แต่การพัฒนาทางเทคโนโลยี การเมือง การปกครองไปแบบก้าวหน้าสุด ๆ (อย่าง The Matrix) แต่ต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุม ปกครองที่โหดร้าย รุนแรง (ถ้าจินตนาการไม่ออกก็ลองนึกถึงหนังที่เรายกตัวอย่างไปได้เลย) เพราะในสังคม Dystopia แต่ละเรื่องก็จะมีความบิดเบี้ยวแตกต่างกันไปที่ทำให้เราเห็นภาพโดยที่เจ้าของเรื่องยังไม่ทันอธิบายเลยด้วยซ้ำว่านี่คือโลก Dystopia ความสนุกของการเสพหนังหรือหนังสือ Dystopia มันจึงเร้าใจผู้ชายอย่างเรามาก ๆ ด้วยความที่การปกครองมันทั้งโหดร้าย ชวนให้เราลุกขึ้นมาต่อต้าน ทั้งความตื่นเต้นที่มันชวนให้เราลุ้นอยู่ทุกขณะว่าเราจะเจออะไรสุดแปลกประหลาดบ้าง หรือแม้แต่ความสิ้นหวังของระบบการปกครองที่ชวนให้เราขบคิดว่าถ้าเราต้องไปอยู่ในสถานการณ์นั้นจริง ๆ เราจะฝ่าฟันกับความสิ้นหวังในใจเราได้มากน้อยแค่ไหน
ถ้าใครพอจะติดตามโลกลูกหนังอยู่บ้างคงพอจะรู้กันว่าฤดูกาลนี้จะเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่ Arsène Wenger ผู้จัดการทีม Arsenal หนึ่งในทีมชั้นนำในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะทำหน้าที่นี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า Wenger คือตำนาน ไม่ใช่แค่สำหรับชาว Gooners แต่คือตำนานของวงการฟุตบอล สามารถเทียบชั้นกับ Sir Alex Ferguson อดีตผู้จัดการทีม Manchester United ได้อย่างไม่อาย ตลอดระยะเวลา 22 ปีในการคุมทีม ความยิ่งใหญ่ของ Wenger ในเรื่องฟุตบอลนั้นคงไม่ต้องไม่พูดถึงกันแล้ว เพราะทุกคนน่าจะรู้กันเป็นอย่างดี ในวันนี้ UNLOCKMEN จึงขอพาไปทำความรู้จักกับชีวิตนอกสนามของเขาบ้างกับ 8 เรื่องนอกสนามที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับ Arsène Wenger เพื่อเป็นการร่วมแสดงความเคารพในงานเลี้ยงที่กำลังจะเลิกราครั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์แห่งโลกลูกหนัง ผู้จัดการทีมฟุตบอลส่วนใหญ่มักจะผันตัวมาจากนักฟุตบอลชื่อดัง ดังนั้นจึงมีไม่มากนักที่พวกเขาจะจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย แต่สำหรับ Wenger นั้นตรงกันข้าม เขาไม่ใช่นักฟุตบอลชื่อดัง ออกจะล้มเหลวด้วยซ้ำ เพราะตลอดชีวิตการค้าแข้งกับทีมระดับลีกล่างเสียส่วนใหญ่ ไม่มีผลงานเป็นที่น่าจดจำ แต่ในด้านการศึกษา Wenger เรียนจบระดับมหาวิทยาลัย และยังเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังของฝรั่งเศสอย่าง University of Strasbourg เสียด้วย และสิ่งที่แปลกไปกว่านั้นคือเขาจบจากคณะเศรษฐศาสตร์ซึ่งแทบไม่มีนักฟุตบอลคนไหนเรียนเลยด้วย ถ้าใครเป็นแฟน Arsenal คงรู้ดีว่า Wenger นำความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ของเขามาใช้อย่างเต็มเปี่ยม Arsenal เป็นสโมสรที่ได้กำไรมหาศาลแทบทุกปี


