ใครที่เป็นคอเพลงอาจจะคุ้นเคยกันดีกับการ COVER เพลงจากวงดังหรือเพลงฮิตในขณะนั้น มาให้เป็นสไตล์ของตัวเองตามแต่วงที่ COVER ส่วนมากก็จะเป็น Acoustic ฟังสบาย ๆ แต่ถ้าอารมณ์ไหนที่อยากหลุดพ้นความชิล หรืออยากฟังเพลงหนัก ๆ แต่ไม่ไหวจะฟังการสกรีมที่โคตรหนักหน่วง ลองเริ่มต้นจากวง ROCK COVER ที่นำเพลงดัง ๆ มาทำในสไตล์ที่โคตรระห่ำก็ได้ วันนี้ UNLOCKMEN ขอแนะนำ 5 วง ROCK COVER ให้เราได้ไปลองเลือกฟัง เลือกเปิดใจกับทุกแนวเพลง เผื่อว่าจะได้วงโปรดเพิ่มขึ้นอีกสักวง Our Last Night เริ่มต้นกันที่วงร็อกสัญชาติอเมริกัน โดยมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน ซึ่งส่วนมากจะ Cover เพลงดัง ๆ มากมายในแนว Post-Hardcore และ Alternative Metal ไม่ว่าจะเป็น Taylor Swift – Blank Space, Katy Perry – Dark Horse, Imagine Dragons – Radioactive และอื่น
กุมภาพันธ์เดือนแห่งความรักที่คนมีคู่ตั้งหน้าตั้งตารอ แต่ชาวอกหักรักคุดล่ะ จะไปยืนอยู่ตรงไหนของเดือนแห่งความรัก คำตอบคือมายืนรวมกันใน Playlist นี้ได้เลย UNLOCKMEN ขอนำ 10 บทเพลงที่ขมไม่แพ้เหล้า และไม่แพ้ความรักของเรา ฟังกันตั้งแต่ต้นจนจบแล้วมาดูกันว่า จะมีคนจมน้ำตากันกี่ศพ เมารัก – P2WARSHIP สตาร์ทกันพี่เพลงจังหวะสนุก ๆ ฟังชิล ๆ กันก่อน ผลงานเก่า ๆ จาก P2WARSHIP ที่ใคร ๆ หลายคนคิดถึง อย่างเพลงนี้ ยิ่งกว่าเมาเหล้าก็ต้องเมารักนี่แหละ เพลงเศร้าที่ไม่ค่อยเศร้า แต่ฟังแล้วยิ่งชวนให้เราดำดิ่งลงไปในความรัก ฟังจบแล้วก็ได้แต่ปลงว่าพอได้รักแล้วมันก็เหมือนการกินเหล้า ที่เราจะต้องเมามายมันอยู่อย่างนั้น จนกว่าเราจะสร่างเองได้ในสักวัน น้ำค้าง – Desktop Error ชวนมาเมากันต่อแบบคนคูล ด้วยเพลงจากวงขวัญใจชาวอินดี้อย่าง Desktop Error เพลงนี้ดนตรีที่หนักหน่วงและเสียงร้องที่บางเบาแต่เนื้อเพลงที่โคตรจะเศร้า ชวนให้จมดิ่งลงไปในเพลง ฟังจบแล้วเมาดิบได้โดยไม่ต้องโดนสักแก้ว ดื่ม – SKALAXY ผลงานเก่า ๆ แบบมะจังกันอีกเพลง กับวง SKALAXY เจ้าของเพลงฮิตอย่าง “จิ๊กซอว์” ลองมาฟังเพลงเศร้า ๆ ของเขากันบ้าง
ใคร ๆ ก็ชอบบอกเราว่าให้เรียนภาษาอังกฤษจากการดูหนัง แต่ไม่เห็นจะมีใครเคยบอกว่าต้องดูหนังเรื่องอะไร? เพราะหนังบางเรื่องก็บทสนทนามาเต็มเป็นพรืดชนิดที่ว่าเรียนรู้ยังไงก็คงไม่ได้เข้าใจกันได้ง่าย ๆ บางทีสำเนียงก็ฟังยากแสนยากจนเรางง หรือจะให้ดูการ์ตูนไปเสียเลยมันก็พอดูได้ แต่จะให้ดูทุกวันมันก็คงเบื่อ วันนี้ UNLOCKMEN จึงขอเสนอหนัง 5 เรื่องที่ทำให้คุณเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ แถมสนุกด้วยมาฝากกัน The Hangover เรื่องราวความสนุกของคนเมา ๆ ที่ตื่นเช้ามาแล้วดันไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้างคงไม่ต้องบรรยายเพิ่มว่าจะสนุกสักแค่ไหน แต่สิ่งที่ดีงามสำหรับคนที่กำลังเรียนรู้ภาษาอังกฤษคือหนังเรื่องนี้มันโคตรสนุก ดังนั้นมันจึงสามารถดึงดูดคนที่กำลังเรียนรู้ภาษาอังกฤษ (ที่ขี้เกียจอย่างเรา ๆ ) เอาไว้กับมันได้ แถมตัวละครทุกตัวใน The Hangover ยังใช้ภาษาอังกฤษบ้าน ๆ แบบที่ใช้กันทุกวัน รวมถึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เรียนรู้ American slang ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจการใช้ศัพท์แสงในบทสนทนาภาษาอังกฤษแบบสุดเรียลได้อีก The Hunger Games การไล่ล่าสุดมันในโลกแบบดิสโทเปีย การเอาตัวรอด การสู้ยิบตาตลอดเรื่องก็น่าดูมากพออยู่แล้ว แต่ข้อดีของมันอีกอย่างคือ The Hunger Games ช่วยให้เราเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ด้วย โดยหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยภาพอันชัดเจน ดังนั้นถ้าเราพลาดอะไรจากบทสนทนาของตัวละคร เช่น ฟังไม่ทัน แปลบางคำไม่ออก หรือบทสนทนายาวเกินไป เราก็จะสามารถทำความเข้าใจได้จากภาพที่แสดงออกมาได้ ซึ่งเป็นการฝึกให้เรารู้จักดูภาษามือ
เข้ายิมบ่อย ๆ อาจจะเบื่อกับอะไรเดิม ๆ บรรยากาศเดิม ๆ สิ่งบันเทิงใจก็มีแค่เพลงในยิม (ที่ไม่ได้เลือกเอง) กับสาว ๆ ที่นาน ๆ ทีจะโผล่มาให้ชื่นใจบ้าง แต่วันนี้ยักษ์ใหญ่วงการสุขภาพอย่าง Onnit ที่มีผลิตภัณฑ์สารพัดอย่างเกี่ยวกับสุขภาพ ได้ออกอุปกรณ์ออกกำลังกายซีรีส์ใหม่ ที่รับรองว่าแฟน STARWARS ต้องโคตรคลั่ง เป็นอะไรมาดูกัน ไม่ต้องปล่อยตัวเองให้ย้วยแบบแจ้บบ้าอีกต่อไป Onnit ได้ออกอุปกรณ์ฟิตเนสซีรีส์ใหม่ที่ออกมาเอาใจแฟน STARWARS กันแบบสุด ๆ ในซีรีส์ใหม่นี้ ประกอบด้วย Kettlebells, Medicine Balls และเสื่อโยคะ โดย Kettlebells ขนาด 70 ปอนด์เป็นรูปหัวของ Darth Vader ราคา $199.95 ขนาด 60 ปอนด์เป็นรูปหัวของ Stormtrooper ราคา $179.95 และขนาด 50 ปอนด์เป็นรูปหัวของ Boba Fett ราคา $149.95 ส่วน
ถ้าให้เอ่ยชื่อหนังแข่งรถมาซักเรื่อง ชื่อของ Fast & Furious จะต้องแล่นเข้ามาในหัวด้วยความเร็วสูงอย่างแน่นอน ด้วยความสนุกของตัวหนังและจำนวนภาคที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มันขึ้นแท่นเป็นหนังขับรถที่มีความนิยมสูงสุดไปเป็นที่เรียบร้อย แม้ว่าในปัจจุบันตัวหนังจะกลายสภาพเป็นหนังแอ็คชั่นเป็นที่เรียบร้อย แต่จุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ที่จะขาดไม่ได้ ก็คือรถยนต์สุดเจ๋งต่าง ๆ ที่โผล่เข้ามาตลอดเรื่อง โดยเฉพาะรถของตัวเอกอย่าง Dominic Toretto เพราะด้วยฝีมือในการแข่งรถ และภาพจำจากการเป็นรุ่นใหญ่ชอบใช้แต่รถอเมริกันล้วน ๆ วันนี้ UNLOCKMEN จะมานำเสนอ 10 ยอดรถที่เป็นอาชาศึกของ Toretto ตลอดทั้งซีรีส์ Fast & Furious ให้เลือดเดือดกัน 1970 Dodge Charger R/T = The Fast and The Furious เริ่มที่รถตัวแรงจากภาคแรก The Fast and The Furious ต้องยกให้ 1970 Dodge Charger R/T เป็นรถที่ดอมและพ่อของเขาช่วยกันสร้างขึ้นมา จนเกิดอุบัติเหตุคร่าชีวิตพ่อของดอมไป รถคันนี้จึงถูกเก็บไว้ในโรงรถข้างบ้านดอม จนกระทั่งเกิดเรื่องระหว่าง
ความบันเทิงยอดนิยมในปัจจุบันก็คงหนีไม่พ้นซีรีส์หลากรสที่วนเวียนมาให้ชมกันไม่ขาดสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่มีนักแสดงดังๆ ที่ทำให้เรายิ่งเพิ่มระดับความอยากดูเข้าไปอีก แต่ในขณะเดียวกันยังมีซีรีส์อีกจำนวนมากที่หลายคนมองข้ามและคิดว่าไม่น่าสนใจ อาจเป็นเพราะว่ามันดูป่วงและประหลาด แต่รู้ไหมว่าความป่วงและแปลกประหลาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นตัวละครหรือเนื้อเรื่อง มันอาจจะทำให้คุณติดหนึบและกลายเป็นซีรีส์ในดวงใจอีกเรื่องหนึ่งก็เป็นได้ วันนี้จึงขอแนะนำซีรีส์ที่ป่วงแต่ปังมาให้ลองได้รับชมกัน Korean Odyssey ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากในตอนนี้ เพราะเอาตำนานไซอิ๋วมาเล่าเรื่องใหม่ที่ทันสมัยมากขึ้น เปลี่ยนรูปแบบจากต้นฉบับไปพอสมควร แต่ตัวละครหลักๆ จากตำนานเดิมก็มากันพร้อมหน้า ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว ตัวละครพวกนี้ไม่ได้มีความป่วงหรือวอแวใดๆ แต่เมื่อมารวมตัวกันก็วุ่นวายไม่ใช่น้อยเลย The End of F***ing World เริ่มต้นด้วยตัวละครป่วงตัวพ่อตัวแม่ในตอนนี้จากเรื่องโลกมันห่วย ช่วยไมได้ (The end of f***ing world) เอลิสซ่าและเจมส์ ที่ป่วงจนถึงระดับที่เรียกว่าน่ารัก น่าหยิก โดยเนื้อเรื่องเต็มไปด้วยความตลกร้าย สะท้อนปัญหาครอบครัวและสังคมของเด็กวัยรุ่น ที่รวมกันแล้วเกิดเป็นความเกรียนที่แปลกใหม่น่าสนใจซึ่งเป็นเสน่ห์ของเรื่องนี้ The End of the F***ing World ตอนนี้กำลังเป็นเรื่องที่มาแรงสุดๆ ทั้งด้านแฟชั่นและดนตรี ใครยังไม่ดูเราขอแนะนำให้รีบไปดูเลยนะถ้าไม่อยากตกเทรนด์! Easy บอกเล่าเรื่องราวของคนหลายช่วงอายุของชีวิต มีแบ็คกราวน์หลากหลายรูปแบบ รวมทั้งปัญหาในชีวิตที่ดึงออกมาจากชีวิตของคนในสังคมจริงๆ มันเป็นเรื่องราวแบบป่วงๆ วุ่นๆ ยุ่งๆ
หลายคนคงคุ้นเลยกับงาน Super Bowl ที่เป็นงานแข่งอเมริกันฟุตบอลโดยถือเป็นไคลแม็กซ์ของฤดูกาลเลยก็ว่าได้ เอาจริง ๆ เราก็พอรู้กันอยู่แล้วว่าอเมริกันฟุตบอลเป็นที่ชื่นชอบของชาวอเมริกันแบบเข้าเส้นเลือดอยู่แล้ว แต่วันนี้ UNLOCKMEN จะมาบอกเล่าเรื่องราวของอีกหนึ่งดีเทลที่แรกอยู่ใน Super Bowl ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กับตัวเกมการแข่งขันเลย นั่นก็คือ Half Time Show นั่นเอง ว่าทำไมมันถึงต้องยิ่งใหญ่ และประสบความสำเร็จจนกลายเป็นเหมือนเวทีในฝันของศิลปินดัง ๆ มากมาย ทำความรู้จัก Super Bowl กันหน่อย ตัวการแข่งขันจริง ๆ คือการแข่งรอบชิงชนะเลิศของอเมริกันฟุตบอลสองลีก ระหว่าง AFL (American Football League) และ NFL (National Football League) ซึ่งเป็นทีมระดับอาชีพ จัดขึ้นในทุกปีในช่วงสิ้นเดือนมกราคมหรือไม่เกินต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยสถานที่การแข่งขันจะผลัดเปลี่ยนกันไปหลาย ๆ รัฐ แค่การแข่งกีฬาประจำปี ทำไมถึงดังพลุแตก? ชาวอเมริกันค่อนข้างให้ความสำคัญกับกีฬานี้เป็นอันดับหนึ่ง และการหาแชมป์ของกีฬาอันดับหนึ่งคงไม่ใช่แค่เรื่องจิ๊บจ๊อย จนเหมือนเป็นวัฒนธรรมหนึ่งของพวกเขาเลยก็ว่าได้ การได้มารวมตัวกันในสเตเดี้ยม เพื่อดูกีฬากับครอบครัว พูดคุย ปาร์ตี้ ดูคุ้น ๆ
หากผู้ชายจะเลือกดูซีรี่ส์สักเรื่องหนึ่งซีรี่ส์แนวสืบสวนสอบสวนต้องเป็นหนึ่งในตัวเลือกลำดับแรกที่เราไปค้นหา เนื่องด้วยพล็อตเรื่องที่สุดแสนจะคลาสสิกอย่าง “ตำรวจไล่จับผู้ร้าย” ฉากสืบสวนสอบสวนให้ชวนคิดชวนสงสัยไปสิบตลบแล้ว ยังมีฉากบู๊แอ็คชั่นมันส์ ๆ ตื่นเต้นเร้าใจ ที่บรรดาหนุ่ม ๆ อย่างพวกเราชอบฝังใจอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว ดังนั้นสุดสัปดาห์นี้หากชาว UNLOCKMEN ยังไม่มีโปรแกรมจะเดินทางไปไหน เราจะขอมาแนะนำซีรี่ส์สืบสวนสอบสวนยอดฮิตที่ถ้าได้ดูแล้วจะต้องออกลุกไม่ขึ้นก้นติดหนึบลากยาวกันข้ามคืนอย่างแน่นอน CSI: Crime Scene Investigation เป็นซีรีย์คลาสสิคที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดีกับ CSI หรือ Crime Scene Investigation ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับทีมนักนิติเวชวิทยาที่ตั้งอยู่ในเมือง ลาส เวกัส รัฐเนวาดา คอยสืบสวนคดีอาชญากรรมและฆาตกรรมต่าง ๆ ที่ดูปกติแต่ไม่ปกติ โดยเหตุผลที่เลือกเมืองนี้นอกจาเหตุผลทางการแสดงแล้ว แตห้องทดลองอาชญากรรมของกรมตำรวจเมือง ลาส เวกัส ยังได้ชื่อว่ามีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมเป็นที่สองในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย เป็นรองก็แต่ห้องทดลองของสำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา – FBI ในเมือง ควอนทิโค รัฐเวอร์จิเนียเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากซีรีย์เรื่องนี้จะขออ้างอิงถึงกรม CSI เมือง ลาส เวกัสเป็นที่ดำเนินเรื่อง ด้วยความนิยมที่มีอย่างมากทั้งในและนอกสหรัฐอเมริกา ทำให้มีจำนวนซีซั่นมากถึง 15 ซีซั่น ตามด้วยภาคแยกจากเมืองต่าง ๆ อีก 3
หากไม่ได้เห็นหน้า แค่เพียงเอ่ยถึงชื่อของ ‘มอร์-วสุพล เกรียงประภากิจ’ หลายคนอาจไม่คุ้นกับชื่อนี้มากนัก แต่ถ้าเอ่ยชื่อของ ‘มอร์-Ten to Twelve’ ภาพของหนุ่มมาดเซอร์นักร้อง, นักแต่งเพลงจากวง Ten to Twelve นั้นคงชัดเจนขึ้นมา ซึ่งก่อนหน้านี้ UNLOCKMEN เคยได้มีโอกาสพูดคุยกับมอร์มาแล้วถึง 2 ครั้งโดยแต่ละครั้งของการพูดคุย สิ่งที่เราสัมผัสได้คือความสามารถที่ล้นเหลือ และพลังงานในการสร้างสรรค์ที่เข้มข้นจากผู้ชายคนนี้ วันนี้จึงถือเป็นโอกาสดี เพราะเรามีนัดพูดคุยกับเขาอีกครั้งที่ LHONG 1919 กับการอัพเดทเรื่องราวชีวิตในขวบปีนี้ของ ‘มอร์-Ten to Twelve’ พร้อมทำความรู้จัก ‘มอร์’ ในมุมมองใหม่ ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ กับความหลงใหลในการถ่ายรูป และสไตล์การถ่ายรูปในแบบฉบับเฉพาะตัว จนทำให้เขาได้มีโอกาสรับหน้าที่เป็น Brand Ambassador ของ FUJIFILM ซึ่งถือเป็นอีกบทบาทใหม่จากอีกหลากหลายบทบาทในชีวิตของเขา และเราจะล้วงลึกเข้าไปปลดล็อคที่มาของแรงบันดาลใจซึ่งดูเหมือนจะไร้ขีดจำกัดของผู้ชายคนนี้ ว่าทำไมมันยังดูเหมือนเป็นพลังที่ลุกโชนอยู่ตลอดเวลา มันมีหมดบ้างมั้ย แล้วอะไรที่ทำให้เขายังคงควบหน้าที่หลายบทบาท ตั้งใจสร้างงานทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลังอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างที่หลายคนรู้กันดีว่าชีวิตของมอร์มีหลายบทบาทเหลือเกิน ช่วยอัพเดทให้เราฟังหน่อยว่า ตอนนี้กำลังเน้นหนักไปที่บทบาทไหนเป็นพิเศษ ? หลัก ๆ ตอนนี้เราก็ทำผู้กำกับ เป็นผู้กำกับหนังโฆษณา
การกลับมาสุดยิ่งใหญ่ของการ Cross กันของเหล่าศิลปินต่างค่าย ต่างแนว มาแลกเพลงกันเล่นสด ๆ บนเวที ให้ทุกคนได้เสพเพลงในรสชาติใหม่ ๆ ในโปรเจกต์ ‘FUNGJAI CROSSPLAY2’ (ฟังใจ ครอสเพลย์2) ในปีที่ผ่านมาฟังใจได้มีโปรเจกต์ ‘Crossplay Project’ (ครอสเพลย์ โปรเจกต์) ที่เป็นการให้ศิลปินรุ่นเล็กและศิลปินรุ่นใหญ่ ต่างค่าย ต่างแนวมาแลกเพลงกันทำในแบบฉบับของตัวเอง รวมทั้งหมด 6 คู่ 12 ศิลปิน 12 บทเพลงใหม่ จนได้เกิดเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ แบ่งเป็น 2 วัน Crossplay Concert A Side และ Crossplay Concert B Side และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากคนดูอย่างล้นหลามในช่วงปีที่ผ่านมา ในปีนี้ฟังใจไม่พลาดที่จะทำโปรเจกต์ดี ๆ อย่าง ‘FUNGJAI CROSSPLAY2’(ฟังใจ ครอสเพลย์) ที่จะพาทุกท่านไปละทิ้งความเครียด ไปมันส์กัน กับเพลงสุดพิเศษจากเหล่าศิลปินสุดคูลในโปรเจกต์นี้ แต่ละเพลงที่ทุกศิลปินได้ทำการ Re-Arrage (รี-อาเรนจ์)
4 ปีมีหน และก็ถึงเวลาแล้ว กลางปีนี้พวกเราชาว UNLOCKMEN ที่คลั่งไคล้ในเกมลูกหนังเตรียมนอนดึกกันได้เลย เพราะการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ได้เวียนมาฟาดแข้งชิงความยิ่งใหญ่ในฐานะเจ้าโลก (แห่งฟุตบอล) กันอีกครั้ง ซึ่งศึกฟุตบอลโลก 2018 ท่าทางจะมันส์หยดย้อย เพราะปีนี้ไประเบิดแข้งกันที่ดินแดนหมีขาว ประเทศรัสเซียของท่านวลาดิเมียร์ ปูติน ระหว่างวันที่ 14 มิ.ย. ถึง 15 ก.ค. นี้ โดยจะมีเพียงแค่ทีมเดียวเท่านั้น จาก 32 ทีมทั่วโลก ที่อาบเหงื่อต่างน้ำ ทำทุกอย่างในเกมกีฬาเพื่อจะได้เป็นไม่กี่คนในโลกนี้ ขึ้นแท่นยืนชูถ้วยแห่งเกียรติยศ “FIFA World Cup Trophy” หรือ “ถ้วยฟีฟ่า เวิร์ลด์ คัพ” อย่างยิ่งใหญ่สมชายชาตรี “FIFA World Cup Trophy” มนต์ขลังอันเป็นสัญลักษณ์แห่งแชมป์ลูกหนังโลกใบนี้ ถูกนำมาใช้แทนที่ถ้วย “Jules Rimet” (จูลส์ ริเมต์) ชื่อที่ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธาน FIFA ในสมัยนั้น ตั้งแต่ปี 1930 – 1970
ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาต้องนับว่าเป็นปีทองสำหรับคนที่ชื่นชอบดนตรีเป็นอย่างมาก เนื่องจากศิลปินชั้นนำจากทั่วโลกต่างเดินพาเหรดกันเข้ามาเพื่อเปิดการแสดงในบ้านเราไล่เรียงจากเบอร์ใหญ่ ๆ อย่าง Coldplay , Gun N’ Roses , Ed Sheeran , Foo Figther หรือแม้แต่ปีนี้เองก็มี Bruno Mars , The Script ที่จ่อคิวรออยู่ ซึ่งอย่างที่ทุกคนพอจะทราบว่าการที่เราเสียสตางค์ไปดูคอนเสิร์ตนั่นก็เพราะอยากจะสัมผัสประสบการณ์กับศิลปินระดับโลกแบบตัวเป็น ๆ เนื่องจากพวกเขาก็ไม่ได้เดินทางมาบ่อยนัก แต่บ่อยครั้งเราต้องพบกับความผิดหวังเนื่องจากได้ทำเลไม่ดีพาลให้อรรถรสการรับชมคอนเสิร์ตหายไป ดังนั้นทีมงาน UNLOCKMEN อยากจะมาบอกเคล็ดลับสำหรับเลือกที่นั่งในการดูคอนเสิร์ตให้สนุกมากยิ่งขึ้น SWEET SPOT in Sound Sweet Spot หรือถ้าในทางทฤษฎีดนตรีคือจุดบาล้านซ์ที่จะทำให้เราได้รับย่านความถี่ของเสียงและ ambient ต่าง ๆ อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ หากคุณอยากจะได้ที่นั่งแบบ King Seat เช่นนี้วิธีการที่ง่ายที่สุดคือให้มองหาว่าโซน controllor ที่มีคนมิกซ์เสียง (ส่วนมากจะเป็นกลุ่มชายฉกรรจ์) ยืนกันอยู่ นั่นหละคือจุดที่ดีที่สุดในคอนเสิร์ตเป็นหลักสากลเขาใช้กัน แต่สมมุติฐานนี้อาจจะใช้ไม่ได้เสมอไป เนื่องจากทีมงานจัดคอนเสิร์ตในบ้านเราส่วนใหญ่จะไม่ค่อยให้ความสำคัญเรื่องของเสียง โดยเน้นที่นั่งให้คนดูเยอะเข้าว่า เราอาจจะต้องวิเคราะห์ในหลาย ๆ ปัจจัยอย่างบริเวณที่ตั้งเวทีและลำโพงที่ต้องเท่ากันในด้านกว้าง


