GADGETs

ปลดล็อคที่มาของแรงบันดาลใจไร้ขีดจํากัด จาก ‘มอร์ – Ten to Twelve’ ชายผู้มีพลังสร้างสรรค์ล้นเหลือ

By: NTman February 2, 2018

หากไม่ได้เห็นหน้า แค่เพียงเอ่ยถึงชื่อของ ‘มอร์-วสุพล เกรียงประภากิจ’ หลายคนอาจไม่คุ้นกับชื่อนี้มากนัก แต่ถ้าเอ่ยชื่อของ ‘มอร์-Ten to Twelve’ ภาพของหนุ่มมาดเซอร์นักร้อง, นักแต่งเพลงจากวง Ten to Twelve นั้นคงชัดเจนขึ้นมา ซึ่งก่อนหน้านี้ UNLOCKMEN เคยได้มีโอกาสพูดคุยกับมอร์มาแล้วถึง 2 ครั้งโดยแต่ละครั้งของการพูดคุย สิ่งที่เราสัมผัสได้คือความสามารถที่ล้นเหลือ และพลังงานในการสร้างสรรค์ที่เข้มข้นจากผู้ชายคนนี้

วันนี้จึงถือเป็นโอกาสดี เพราะเรามีนัดพูดคุยกับเขาอีกครั้งที่ LHONG 1919 กับการอัพเดทเรื่องราวชีวิตในขวบปีนี้ของ ‘มอร์-Ten to Twelve’ พร้อมทำความรู้จัก ‘มอร์’ ในมุมมองใหม่ ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ กับความหลงใหลในการถ่ายรูป และสไตล์การถ่ายรูปในแบบฉบับเฉพาะตัว จนทำให้เขาได้มีโอกาสรับหน้าที่เป็น Brand Ambassador ของ FUJIFILM ซึ่งถือเป็นอีกบทบาทใหม่จากอีกหลากหลายบทบาทในชีวิตของเขา และเราจะล้วงลึกเข้าไปปลดล็อคที่มาของแรงบันดาลใจซึ่งดูเหมือนจะไร้ขีดจำกัดของผู้ชายคนนี้ ว่าทำไมมันยังดูเหมือนเป็นพลังที่ลุกโชนอยู่ตลอดเวลา มันมีหมดบ้างมั้ย  แล้วอะไรที่ทำให้เขายังคงควบหน้าที่หลายบทบาท ตั้งใจสร้างงานทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลังอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

 

อย่างที่หลายคนรู้กันดีว่าชีวิตของมอร์มีหลายบทบาทเหลือเกิน ช่วยอัพเดทให้เราฟังหน่อยว่า ตอนนี้กำลังเน้นหนักไปที่บทบาทไหนเป็นพิเศษ ?

หลัก ๆ ตอนนี้เราก็ทำผู้กำกับ เป็นผู้กำกับหนังโฆษณา ก็ยังมีทำเพลงด้วย แต่จริง ๆ ช่วงปีที่ผ่านมาก็กำกับโฆษณาเป็นหลัก ส่วนกำกับ MV นี่ไม่ได้ทำมาจะ 2 ปีแล้ว คือไม่ค่อยได้ทำ MV เพราะทำแล้วขาดทุน… นี่พูดได้ใช่มั้ย ? (หัวเราะ)

 

วิธีการสร้างสรรค์งานของมอร์ระหว่างการทำเพลง และงานเบื้องหลังอย่างงานผู้กำกับ มีความแตกต่างกันมั้ย ?

จริง ๆ วิธีคิดมันไม่ค่อยต่างกันมากนะ แต่วิธีตั้งต้นมันจะไม่เหมือนกันเลย เราว่างานโฆษณามันมีโจทย์มา มันมีปัญหา ตามธรรมชาติของโฆษณามันต้องมีปัญหาก่อนถูกมั้ย แล้วมันก็เป็นหน้าที่ของผู้กำกับอย่างเราในการช่วยแก้ปัญหาแล้วสื่อสารออกมาเป็นเรื่องราว เป็นภาพเคลื่อนไหว

ส่วนเพลงมันตั้งต้นขึ้นมาจากความรู้สึกของเราได้เลย นี่คือความแตกต่างระหว่างงานกำกับโฆษณา และตอนทำเพลง มันมีจุดเริ่มต้นไม่เหมือนกัน แต่ขั้นตอนต่อไปในการสร้างสรรค์พัฒนางาน อันนี้จะคล้ายกันละ มันเป็นขั้นตอนเรียบเรียงกระบวนการทางความคิดแล้วว่าจะใช้ปัจจัยอะไรที่จะมาตอบโจทย์ตั้งต้นของเราได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโจทย์ที่เราสร้างขึ้นเอง หรือว่าเป็นโจทย์ที่คนอื่นให้มา

 

มีหลักในการคิดสำหรับการสร้างสรรค์งานทั้ง 2 แบบอย่างไร ?

เอาจริง ๆ เลยนะ ช่วงหลัง ๆ เราไม่รู้เลยว่ะ ครึ่งปีที่ผ่านมามันเป็นช่วงที่เราโคตรไม่มั่นใจในตัวเองเลย เหมือนกับก่อนหน้านั้นเราทำงานเพื่อจะเข้าถึง เพื่อที่จะเข้าใจกฎอะไรบางอย่าง เพื่อจะเข้าใจ Logic ของการกำกับโฆษณา แต่พอเรารู้สึกว่าเราเข้าใจมันแล้ว หลังจากนั้นเราก็จะมีความไม่มั่นใจ งงมั้ย (หัวเราะ)

คือเป้าหมายของเรา คืออยากทำงานดีที่ไม่เหมือนคนอื่น และการที่เรารู้สึกว่าเราเข้าใจกฎเหล่านั้น เราแม่งมีหลักคิด มีวิธีการทำงานที่เป็นสูตรสำเร็จ มันจะกลายเป็นว่าเรากำลังถูกปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ กำลังติดอยู่ในกรอบ และเราอยากทำลายกฎ ทำลายกรอบพวกนั้น

อย่างหนังโฆษณาเรื่องล่าสุดที่เราทำเนี่ย เรารู้ตั้งแต่วันแรกเลยนะว่ามันไม่ได้กำลังไปในทางที่เซฟ ไม่ใช่งานที่เดินตามสูตรแบบเซฟ ๆ คือเรารู้นะว่าทางเซฟมันต้องทำแบบนี้เว้ย ไปแบบนี้ ๆ จบ หนังสนุก คนดูชอบ แต่มันเซฟไง เราเลยรู้สึกว่า เฮ้ย ขอไปทางไม่เซฟดีกว่า แต่ไอ้ระหว่างทางเนี่ย มันจะมีความไม่มั่นใจ งง ๆ ไม่แน่ใจ เชี่ยแบบนี้ดีมั้ยวะโผล่เข้ามา แล้วเราก็รื้อสคริปต์ตัวเองเรื่อย ๆ (หัวเราะ) แต่ทั้งหมดที่พูดไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ แม้เราจะเลือกทางไม่เซฟ แม้ระหว่างทางเราจะโคตรไม่มั่นใจเลย แต่เราก็เชื่อว่าสุดท้ายเราจะเข็นมันออกมาให้ดีได้

 

แต่ละบทบาทของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นงานกำกับ หรืองานเพลงล้วนแล้วแต่ต้องใช้จินตนาการ แรงบันดาลใจ และพลังในการสร้างสรรค์สูงไม่ใช่เล่น ในวันที่ท้อสุด ๆ ตันสุด อยากรู้ว่ามีวิธีเติมไฟ เพิ่มแรงบันดาลใจให้กับตัวเองอย่างไร ?

เล่าให้ฟังแบบแมน ๆ เลยนะ ในวันที่ท้อมันก็ท้ออ่ะ (หัวเราะ) ปีที่แล้วช่วงปลายปีแม่งโคตรท้อเลย คือปีสองปีก่อนหน้านี้ที่เราเคยสัมภาษณ์ลง UNLOCKMEN กับที่อื่น ๆ ตอนนั้นไม่มีความรู้สึกท้อแท้เลยนะ

แต่ปีที่ผ่านมาเราท้อ มันเป็นเหมือนกำลังอยู่อีกด่านนึงที่เราจะต้องเดินข้ามไป และมันก็ไม่ได้ง่าย อารมณ์ท้อในตอนนี้เหมือนกับอยู่กลางสงครามนาน ๆ แล้วทหารอย่างเราก็เริ่มไม่รู้ว่าจะสู้ไปเพื่ออะไร บางวันก็ท้อกับเรื่องบางอย่าง มันก็จะมีอุปสรรคบางอย่างให้เราท้อ

กลับมาที่คำตอบคือในวันที่ท้อก็ท้ออะครับ ทำเหี้ยอะไรไม่ได้เลย แต่เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น เหมือนเรารู้อยู่แล้วว่าเดี๋ยวมันก็ดีขึ้น การเติมพลังของเราในที่นี้คือ บอกกับตัวเองว่า ขอกูหยุดสี่ห้าวันแล้วกัน เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเหมือนเดิม เหมือนเราโตขึ้นมาในระดับที่พอจะเข้าใจชีวิตช่วงท้อ ๆ เซ็ง ๆ ว่า ชีวิตมันมีอย่างนี้มาหลาย Loop แล้ว ความท้อเหมือนเพื่อนเก่าที่นาน ๆ ก็วนมาเจอสักที พอกลับมาเจอกันทีก็หนักเหมือนกัน

แต่เราก็รู้แหละว่าขอเวลาเราสี่ห้าวัน ได้ใช้เวลาเพื่อพักทบทวนตัวเอง จริง ๆ แล้วเราเชื่อว่าวิธีเติมไฟหรือจัดการกับความท้อของแต่ละคนก็จะมีวิธีไม่เหมือนกัน แต่ในมุมของเราก็แค่อยากทำอะไรก็ทำ ทำสิ่งที่ช่วงเวลาทำงานหนัก ๆ เราไม่ได้ทำ อย่างเช่น นอนอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่คิดอะไรมากมาย ออกไปท่องเที่ยว ไปเดินเล่น ไปวิ่ง ออกไปถ่ายรูปบ้าง ปน ๆ กันไป

 

ที่บอกว่าการถ่ายรูป เป็นอีกงานอดิเรกที่ชอบทำในช่วงที่ท้อ ๆ เบื่อ ๆ อยากให้ช่วยเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชื่นชอบการถ่ายภาพสักหน่อย ?

มันสนุกดี ไม่มีเหตุผลอะไรเลย เหมือนเดินเล่นไปที่ใหม่ ๆ แล้วเจออะไรน่าสนใจก็หยิบมากด แค่นั้นเลย เราไม่ได้จริงจังแบบว่าวันนี้ออกไปถ่ายรูปกันเว้ย เราก็แค่ติดกล้องออกไปด้วยแค่นั้น

 

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ชอบถ่ายรูป ?

จริง ๆ แล้วเราเรียนฟิล์ม มันมีโอกาสได้จับกล้อง ได้ถ่ายรูปมาตลอดอยู่แล้ว เหมือนการถ่ายรูปมันเป็นอีกส่วนหนึ่งของชีวิตมาตั้งแต่สมัยเรียน และเราก็ชอบที่จะพกกล้องติดตัวเอาไว้ถ่ายนู่นนี่อยู่ตลอด แต่ต้องบอกก่อนว่าถึงเราจะชอบถ่ายรูป แต่เราคิดว่าเราไม่ใช่คนถ่ายรูปสวย ไม่ใช่คนถ่ายรูปเก่ง เราแค่ชอบเก็บโมเม้นต์ สมมติเราเห็นโมเม้นต์ข้างหน้าที่เราชอบ เราก็หยิบกล้องมาถ่ายแค่นั้นแหละ ไม่ได้มีแนว มีกฎการถ่ายภาพอะไรมาครอบการถ่ายรูปของเรา เราไม่ใช่คนที่แบบ เอาล่ะ วันนี้เราจะออกไปถ่ายภาพแนวสตรีทเพื่อล่ารางวัลกันนะ มันไม่ใช่ คือเรารู้สึกว่าเราทำงานหนักแล้ว เหนื่อยแล้ว การถ่ายรูปคือการพักผ่อนของเรา มันก็ไม่น่าจะต้องมีรูปแบบมีกฎเกณฑ์อะไรให้วุ่นวายขนาดนั้น

 

ในฐานะที่เป็นผู้กำกับโฆษณา ได้นำเอาเทคนิคการเล่าเรื่องมาใช้กับการถ่ายภาพนิ่งบ้างมั้ย ?

อาจไม่เชิงว่าเป็นการเล่าเรื่องทั้งหมดในภาพ คืออย่างที่บอก เรารู้ว่าเฟรมเราไม่ได้สวย ไม่ได้เป็นแบบ Director of Phothography ในงานหนังเคลื่อนไหว แบบนั้นเราคิดว่าเราทำไม่ได้ แต่สิ่งที่มันติดมาคือการเก็บอารมณ์มากกว่า

เราไม่ได้สนใจเรื่องกฎ เรื่องจุดตัด 9 จุด หรือการวาง Composition ทั้งหลายเพื่อให้ภาพมันเล่าเรื่อง แต่เราจะชอบเรื่องของอารมณ์ ส่วนใหญ่รูปที่เราถ่าย รูปที่เราชอบจะเป็นอารมณ์ล้วน ๆ ไม่มีแบบว่านี่นะภาพน้ำตกสวยงามมาก ใช้สปีดชัตเตอร์เท่านี้ ๆ อันนั้นไม่ใช่เรา ซึ่งไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ แค่เราไม่ชอบแบบนั้น

สำหรับเราการถ่ายภาพมันเหมือนการ Capture อารมณ์มากกว่า เราก็เลยชอบถ่ายภาพคน ถ่ายแสงเงา ถ่ายสิ่งที่เราได้ถึงอารมณ์ของมัน ถ้าเรียกเป็นแนวการถ่ายรูป คงเรียกว่าเป็นการ Snap มั้ง ก็ถ่ายมั่ว ๆ ไปเรื่อย แค่ Snap โมเม้นต์ เก็บอารมณ์ที่เราชอบ

 

นอกจากเรื่องของอารมณ์ มอร์ให้ความสำคัญกับอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือในการถ่ายภาพมากแค่ไหน ?

เราค่อนข้างให้ความสำคัญเรื่องอุปกรณ์นะ แม้เราจะเป็นตากล้องไร้เทคนิค ที่ส่วนใหญ่ถ่ายออโต้ตลอดก็เถอะ ซึ่งอุปกรณ์อย่างเช่นกล้องเนี่ย เราให้ความสำคัญกับมันในแง่ของความง่ายในการใช้งาน แต่ง่ายนี่คือต้องดีด้วยนะ คือเราชอบถ่ายรูปซึ่งเป็นโมเม้นต์ชั่วขณะหนึ่ง เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า เรื่องความไว ความง่ายในการถ่ายมันต้องมาก่อนอยู่แล้วถูกมั้ย เพราะเราไม่มีเวลาที่จะมามัวปรับค่านู่นนี่มากมาย กล้องที่สามารถตอบโจทย์การถ่าย Snap ของเราได้ อย่างน้อยมันก็ต้องไว และให้ภาพที่ดี ให้สีที่ถูกใจ ในแบบที่เราแทบไม่ต้องปรับอะไร หยิบมาถ่ายเก็บโมเม้นต์ที่เราชอบได้ทัน

อ้อ… อีกเรื่องนึงคือความคล่องตัว เพราะเวลาไปเดินเล่นที่ไหน เราก็มักจะหิ้วกล้องไปด้วยทุกที่ ถ้าใช้แบบบอดี้ใหญ่มาก ๆ ก็ไม่ไหว แล้วมันก็ยากด้วยในการถือซอกซอนหามุมถ่ายรูป อาจเพราะสไตล์การถ่ายภาพของเราเป็นแบบนี้ด้วยมั้ง ก็เลยมีโอกาสได้เป็น Brand Ambassador ของ FUJIFILM ถือเป็นอีกบทบาทใหม่ของชีวิตที่เราภูมิใจนะ สำหรับคนที่แค่มีความชอบถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อยอย่างเรา ก็ถือว่าเท่ดี แถมยังได้กล้องใหม่มาถ่ายภาพสนุก ๆ ด้วย อย่างตอนนี้กล้องที่เราใช้อยู่จะเป็น FUJIFILM X-T20 ที่เราโอเคกับมันมากเลยนะ ขนาดกำลังดี พกง่าย ถ่ายง่าย ภาพที่ได้ในโทนสีของ FUJI ก็ช่วยให้อารมณ์ภาพของเรามันชัดเจนขึ้น อันนี้ตอบตามความรู้สึกเลยนะถึงมันจะดูขายของก็เหอะ (หัวเราะ)

 

มาที่คำถามสุดท้ายตามธรรมเนียม UNLOCKMEN ถ้ามีโอกาสปลดล็อคศักยภาพตัวเองได้หนึ่งอย่าง อยากที่จะปลดล็อคศักยภาพตัวเองในด้านไหน อยากปลดล็อคสกิลการถ่ายภาพให้กลายมาเป็นอีกอาชีพเลยมั้ย ?

ถ้าเป็นสกิลถ่ายรูปนี่คงไม่อยากปลดล็อคแล้ว คือเราถ่ายเพราะชอบไง คงถ่ายไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ได้อยากเก่งขึ้น อยากเอามาทำเป็นอีกอาชีพแน่นอน ส่วนเรื่องปลดล็อคศักยภาพจริง ๆ ถ้าเลือกได้เราอยากทำ Coding เราอยากเขียนโค้ดเป็น จริงแล้วเหมือนมันจะช้าไป ถ้าย้อนเวลาไปได้สักอายุ 20 เราอยากปลดล็อคศักยภาพตัวเองด้านนี้ งงดิ ทำงานผู้กำกับ ชอบถ่ายภาพที่ใช้อารมณ์ แต่อยากทำ Coding แม่งโคตรไม่เกี่ยวกันเลย (ยิ้ม)

คือเรามองว่า Coding มันคืออนาคตเว้ย ดูเรื่อง Blockchain ดูเรื่อง Cryptocurrency ดิ ตอนนี้หลายคนอาจจะยังไม่มั่นใจกับมัน แต่เราคิดว่ายังไงในอนาคตพวกเราคงหนีมันไม่พ้น รวมถึงเทคโนโลยี AI ด้วย ในอนาคตคนที่ยังมีอาชีพอยู่ ไม่โดน AI แย่งงานก็ต้องเป็นคนที่เขียนโค้ดนี่แหละ (หัวเราะ)

แต่มันดูจะฟุ้ง ๆ หน่อยนะ เรื่อง Coding ที่เราอยากจะ UNLOCK ตัวเอง ถ้าเอาเรื่องที่เป็นไปได้และตั้งใจจะปลดล็อคจริง ๆ ตอนนี้เราคิดเรื่องทำเพลง อยากปลดล็อควิธีการทำเพลง ไม่อยากทำเหมือนเดิมแล้ว อยากทำ New Music ไม่เอาร็อคแล้ว อยากลองหนีการทำเพลงของตัวเองเป็นแนวอื่นดูบ้าง

จากการได้พูดคุยกับมอร์ในวันนี้ แม้เจ้าตัวจะบอกว่ากำลังอยู่ในช่วงท้อ แต่เรายังรู้สึกได้ถึงพลังและความคิดสร้างสรรค์ที่เต็มเปี่ยม เพราะคงหาไม่ได้ง่ายนัก กับคนที่ทำงานด้านศิลป์เป็นผู้กำกับ เป็นนักร้องนักแต่งเพลง ที่มีฝันอยากเป็นนัก Coding แถมยังได้เปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการจัดการกับอารมณ์ท้อแท้ แม้หลายคนพยายามหาทางออก หาทางเอาชนะความท้อ แต่เขากลับยอมรับและเข้าใจมัน เลือกที่จะให้เวลากับตัวเองได้พัก เติมไฟให้กับตัวเองด้วยการทำในสิ่งที่ชอบอย่างการถ่ายภาพ

และเรามีภาพถ่ายจากมุมมองของมอร์ จากกล้อง FUJIFILM X-T20 คู่ใจของเขามาปิดท้าย ซึ่งเราเชื่อว่าภาพเหล่านี้จะยิ่งตอกย้ำความเป็นนักสร้างสรรค์ของมอร์ และเติมเต็มบทสัมภาษณ์เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาในวันนี้ให้สมบูรณ์ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

MOR’s PHOTO from FUJIFILM X-T20

 

สนใจดูข้อมูลกล้อง FUJIFILM X-T20 เพิ่มเติมได้ที่ : http://bit.ly/2BAEf0q

ขอบคุณสถานที่ถ่ายทำ LHONG 1919

NTman
WRITER: NTman
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line