ถ้าคุณเป็นสาย purist แบบเข้มจัด ชื่อของ Porsche 911 GT3 S/C น่าจะทำให้คิ้วขมวดตั้งแต่ยังไม่เห็นรถ เพราะ GT3 สำหรับหลายคนคือของศักดิ์สิทธิ์ในโลก 911 รถที่ควรจะคม กริบ แข็ง ตึง และเกิดมาเพื่อสนามเป็นหลัก แต่ Porsche เลือกทำสิ่งที่ดูย้อนแย้งสุด ๆ ด้วยการเอา GT3 มาเปิดประทุน แล้วไม่ใช่เปิดแบบแฟชั่น หรือเปิดแบบ grand touring นุ่ม ๆ ด้วยนะ แต่เปิดแล้วพยายามรักษา soul ของ GT car เอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลลัพธ์คือ GT3 คันแรกที่มี fully automatic convertible roof และเป็นรุ่นผลิตจริง ไม่ใช่ limited-run gimmick แบบแป๊บเดียวหายด้วย แก่นของคันนี้คือการเอาแนวคิด lightweight จาก 911 S/T
หลังหายไปนานถึง 14 ปี Cartier ตัดสินใจพา Roadster กลับมาอีกครั้ง พร้อมเปิดตัวถึง 7 เวอร์ชัน ใน 2 ขนาดตัวเรือน โดยยังเก็บ DNA สำคัญของรุ่นนี้ไว้ครบ ทั้งทรง tonneau ที่ลื่นไหลเหมือนตัวถังรถ เส้นวง chapter ring แบบซ้อนชั้นที่ชวนให้นึกถึงมาตรวัดความเร็ว ช่อง date magnifier ที่กลืนไปกับตัวเรือน และเม็ดมะยมที่ให้กลิ่นอายไฟท้ายรถยุค 1950s แบบชัดมาก รุ่น Large Size มาในขนาด 47 x 38 มม. หนา 10.06 มม. กันน้ำ 100 เมตร มีให้เลือกทั้ง steel, two-tone steel and yellow gold, และ yellow gold โดยหน้าปัดมีทั้งโทน
ถ้าคุณคิดว่ารถยนต์ไฟฟ้า เริ่มเข้าสู่ทางตันที่ทำอะไรออกมาก็ดูคล้ายกันไปหมดอาจต้องลองคิดใหม่ เมื่อทาง Mercedes-Benz ได้แตะบ่าพร้อมเขย่าเบา ๆ เพื่อบอกว่า “มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกนาย” ด้วยการส่ง THE ALL-NEW ELECTRIC CLA ลงสู่สนาม นี่คือยนตรกรรมที่ไม่ได้แค่เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นมอเตอร์ แต่มันคือการ Re-engineering ใหม่หมดจดภายใต้แพลตฟอร์ม MMA (Mercedes-Benz Modular Architecture) ที่ยืดหยุ่นจนรองรับได้ทุกขุมพลัง และนี่คือเหตุผลที่ทำไม CLA คันนี้ถึงกลายเป็น “Class of its Own” อย่างแท้จริง ลืมสมรรถนะ EV แบบเดิม ๆ ไปได้เลย เพราะ CLA รุ่นนี้ได้หยิบเอาเทคโนโลยีจากรถต้นแบบ Vision EQXX มาใส่แบบไม่กั๊ก พร้อมประกาศศักดาภายใต้ปรัชญา “Electric-first” แบบเต็มตัว ด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า PSM (Permanently Excited Synchronous Motors) จับคู่กับระบบส่งกำลังแบบ 2 จังหวะ
HARLEY-DAVIDSON RCMR CONCEPT โปรเจกต์ one-off จากทีม Design Department ที่หยิบเอา DNA ของ café racer ยุคปลาย 70s กลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง แรงบันดาลใจมาจาก Harley-Davidson XLCR โมเดลในตำนานที่ครั้งหนึ่งเคยขายในจำนวนไม่ถึง 2,000 คัน ทำให้วันนี้มันกลายเป็น cult classic ที่นักสะสมตามล่ากันในตลาด collector RCMR ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของเครื่องยนต์ 1,250 cc Revolution Max V-twin เครื่องบล็อกเดียวกับที่ใช้ใน Harley รุ่น performance generation ใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้มันต่างออกไปคือการลดน้ำหนักด้วย carbon fiber แทบทั้งคัน ตั้งแต่แฟริ่งไปจนถึงชิ้นส่วนตัวถัง ทำให้คาแรกเตอร์ของรถเปลี่ยนจาก cruiser หนัก ๆ กลายเป็น café racer ที่ดู aggressive และ
ก่อนที่โลกจะรู้จัก AMG, Mercedes-Benz ได้สร้างรถสองคันที่นิยามแนวคิด performance luxury ขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ปลายยุค 60s เป็นรถหรูที่พร้อมสวนรถซิ่งบน Autobahn ได้แบบไม่เห็นฝุ่น 300 SEL 6.3 (W109) หมาป่าในสูทผู้ดี ก่อนโลกจะรู้จักคำว่า Super Sedan ปี 1968 ที่ Geneva Motor Show Mercedes-Benz ปล่อยรถซีดานหน้าตาธรรมดาคันหนึ่งออกมาเงียบ ๆ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ฝากระโปรงคือหัวใจจาก limousine ระดับผู้นำประเทศ เครื่อง V8 ขนาด 6.3 ลิตร M100 จาก 600 Pullman ที่ถูกยัดลงในตัวถัง W109 แบบแทบไม่เปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกเลย ผลลัพธ์คือรถที่ดูเหมือนรถผู้บริหารธรรมดา แต่เร็วระดับรถสปอร์ตตัวจริงของยุคนั้น 0–100 km/h ราว 6.5 วินาที ความเร็วปลายประมาณ 220 km/h ตัวเลขที่ในปลายยุค 60s
CLA รุ่นใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ “CLA เก่าใส่มอเตอร์ไฟฟ้า” แต่คือการรีเซ็ตภาพรถคอมแพกต์หรูของ Mercedes-Benz ใหม่ทั้งหมด เหมือนเอาเทคโนโลยีจากรถระดับ flagship ย่อส่วนลงมาใส่ใน sedan ทรงสวยที่ขับได้จริงทุกวัน หัวใจสำคัญคือระยะทางวิ่งที่ไกลเกินคลาส ด้วยตัวเลขสูงสุดประมาณ 792 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ทำให้มันไม่ใช่ EV ที่เหมาะแค่ขับในเมือง แต่เป็นรถ EV ที่พร้อมออกทริปยาวได้แบบไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จตลอดทาง ใช้งานสะดวกเหมือนรถสันดาปที่เติมน้ำมันครั้งเดียวจบ ระบบไฟ 800-volt รุ่นใหม่ทำให้การชาร์จเร็วกลายเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ตัวเลขในโบรชัวร์ สามารถเพิ่มระยะทางได้ราว 325 กิโลเมตรในเวลาแค่ประมาณ 10 นาที เทียบได้กับการแวะซื้อกาแฟหนึ่งแก้วแล้วพร้อมเดินทางต่อทันที สิ่งที่น่าสนใจคือเกียร์ไฟฟ้าแบบสองสปีด ซึ่งไม่เคยมีในรถ EV ทั่วไป เกียร์แรกเน้นอัตราเร่ง ส่วนเกียร์สองช่วยให้ประหยัดและนิ่งตอนวิ่งทางไกล ทำให้รถคันนี้ทั้งออกตัวแรงและกินไฟน้อยบนความเร็วสูงในคันเดียว ดีไซน์ภายนอกยังคง DNA ความหรูแบบ Mercedes-Benz เพิ่มความ futuristic ด้วยกระจังหน้าที่มีไฟรูปดาว 142 จุดที่สามารถแสดงแอนิเมชันได้ รวมถึงไฟท้ายทรงดาวที่กลายเป็นลายเซ็นใหม่ของรถไฟฟ้ารุ่นต่อไปของแบรนด์ และยังเป็นครั้งแรกที่ CLA มี frunk
ใหม่ ชื่อ “SL” หรือ Sport Leicht ไม่ได้เป็นเพียงรหัสของ Mercedes-Benz แต่มันคือสายเลือดของความงาม วิศวกรรม และสถานะที่เดินทางข้ามเวลากว่าเจ็ดทศวรรษโดยไม่เคยสูญเสียตัวตน ต้นทางของตำนานตระกูล SL Legacy เริ่มที่ 190 SL W121 (1957) รถที่ทำให้คำว่า Luxury Roadster กลายเป็นจริง มันไม่ได้ดิบแบบ 300 SL Gullwing ไม่ได้เกิดมาเพื่อสนามแข่ง แต่มันถูกออกแบบให้เป็นรถเปิดประทุนสำหรับการเดินทางอย่างมีสไตล์ เครื่องยนต์ 4 สูบ 1.9 ลิตรอาจไม่เร้าใจนัก แต่เส้นสายที่ได้แรงบันดาลใจจาก Gullwing เส้นโค้งมน ไฟหน้ากลมขนาดใหญ่ กระจังหน้าทรงตั้ง และโครเมียมที่สะท้อนแสงแดดเหมือนเครื่องประดับบนตัวถัง ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในรถที่สวยที่สุดของยุค 50s จนถึงปัจจุบัน ต่อมาในปี 1963 โลกได้รู้จัก 230/250/280 SL “Pagoda” (W113) รถที่นิยามคำว่า Mercedes ร่วมสมัยเป็นครั้งแรก วิศวกรพยายามสร้างรถสปอร์ตที่ “ปลอดภัย
ถึงเวลาที่ชื่อ Land Cruiser จะกลับมาขยับหัวใจคนรักรถอีกครั้ง แต่คราวนี้ในร่างที่เล็กลง สนุกขึ้น และโคตรน่าหลงใหลแบบ “Baby Land Cruiser” ที่ใครเห็นก็ต้องหลุดปากว่า damn that’s cool. หลังจากปล่อยให้ข่าวลือวนอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตอยู่นานหลายปี ในที่สุด Toyota ก็เปิดตัว Land Cruiser FJ รุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ เตรียมวางขายกลางปี 2026 สำหรับบางตลาดทั่วโลก รถคันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อชุบชีวิตจิตวิญญาณของ Land Cruiser รถที่เป็นสัญลักษณ์ของความอึด ถึก ทน และพร้อมพาเราไปถึงทุกที่บนโลก ให้กลับมาโลดแล่นในโลกยุคใหม่ที่ต้องการความกะทัดรัดแต่ยังต้อง “จริง” อยู่เสมอ Toyota เลือกวาง FJ ตัวนี้ไว้บน IMV platform ตัวเดียวกับที่ใช้ใน Hilux และ Fortuner ซึ่งหมายความว่ามันไม่ได้แค่หน้าตาเท่ แต่ยังโหดในเชิงโครงสร้างจริงจัง เครื่องยนต์รหัส 2TR-FE ขนาด 2.7 ลิตร 4 สูบ ให้พลัง
ถ้า Miura คือ supercar คันแรกของโลก Lamborghini Miura Roadster คือเวอร์ชันที่กล้าบ้าบิ่นที่สุดในประวัติศาสตร์ของมัน ทั้งในแง่ดีไซน์ ความตั้งใจ และบทสรุปที่ไม่มีใครคาดคิดว่าค่ายกระทิงดุจะกล้าปล่อยให้เกิดขึ้นจริง มันเปิดตัวในปี 1968 ที่งาน Brussels Motor Show แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีแคมเปญ ไม่มีตัวแทนขาย มีแค่ Bertone และ Marcello Gandini ยืนอยู่ข้างๆ เหมือนจะพูดว่า “เรารู้ว่าพวกคุณไม่พร้อมสำหรับสิ่งนี้… แต่มันเกิดขึ้นแล้ว” คันที่จอดอยู่ตรงนั้นคือ Miura เวอร์ชันเปิดประทุนเต็มตัว ไม่ใช่ Targa ไม่ใช่ถอดหลังคาชั่วคราว แต่มันคือการรื้อเส้นสายของ Miura ใหม่หมด ลดความสูงหลังคาลง 30 มิลลิเมตร รีโปรไฟล์กระจกหน้า เปลี่ยนท้ายรถใหม่ ตัดฝาเครื่องแบบ slats ออก ขยายช่องดักอากาศทั้งสองข้าง เสริมแชสซีให้รับแรงบิดมากขึ้น และตัดกระจกข้างกับหลังคาทิ้งไปอย่างไม่ลังเล ใครที่เคยเห็น Miura coupe มาแล้ว จะรู้ว่านี่มันไม่ใช่แค่รถเปิดประทุน
เปิดตัวในปี 2017 – Terzo Millennio ถูกพัฒนาโดย Centro Stile Lamborghini ร่วมกับ MIT (Massachusetts Institute of Technology) คงความ “ดิบ” และ “โหด” แบบที่ใครเห็นก็ต้องรู้ว่ามาจาก Sant’Agata Terzo Millennio ไม่ได้ใช้แบตเตอรี่ lithium-ion แบบที่รถ EV ใช้กันทั่วไป แต่เลือกพัฒนาเทคโนโลยี supercapacitor รุ่นใหม่ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในตลาด ชาร์จเร็ว พลังแรง และรองรับการ regenerate พลังงานได้ดีกว่าระบบแบตเตอรี่เดิมมาก จุดที่โหดกว่านั้นคือการฝัง nanotechnology ลงในเนื้อ carbon fiber ของตัวรถ ให้กลายเป็นระบบเก็บพลังงานได้โดยตรง พูดอีกอย่างคือ ตัวถังทั้งคันสามารถสร้างไฟฟ้าให้นแบตเตอรี่ได้ด้วย ระบบขับเคลื่อนคืออีกไฮไลต์ที่ไม่มีใครทำได้ในตอนนั้น มอเตอร์ไฟฟ้าถูกฝังในล้อทั้ง 4 ข้าง แบบ independent wheel motors สามารถคุมแรงบิดแต่ละล้อได้อย่างอิสระ รถทั้งคันใช้วัสดุเบาที่สุดในโลกเพื่อลดน้ำหนักและ
เมื่อการเปิดประทุนมันธรรมดาเกินไป ในปี 2005 Lamborghini เลยเปิดตัวรถต้นแบบสุดโหดชื่อว่า Concept S หน้าตาเหมือน Gallardo เปิดประทุน แต่ไม่ใช่แบบที่เราเคยเห็น เพราะมัน “แยก cockpit” ฝั่งคนขับกับฝั่งคนนั่งเหมือนรถแข่ง single-seater เริ่มจากรถ prototype โชว์ใน Geneva ตอนนั้นยังเป็นเพียงรถโชว์คาร์ที่ขับไม่ได้ (Static model) เอาไว้อวดดีไซน์เฉย ๆ แต่กระแสตอบรับมันแรงมาก จน Lamborghini ตัดสินใจทำเวอร์ชัน ที่ขับได้จริง (Functional version) ขึ้นมาอีกคันในปี 2006 ใช้พื้นฐานจาก Gallardo เครื่อง V10 5.0L 520 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ คันนี้ถูกทำขึ้นแค่คันเดียวในโลก จากแผนตอนแรกที่จะผลิต 100 คัน สำหรับลูกค้า VIP แต่สุดท้ายแผนก็ถูกพับไป เพราะต้นทุนผลิตมันสูงเกินไป และดีไซน์ซับซ้อนจนดูยังไงก็ไม่น่าจะกำไรได้ โชคดีที่มีลูกค้าคนนึง วางจองไปแล้วก่อนโปรเจกต์จะยกเลิก
Lamborghini ไม่เคยเป็นแบรนด์ที่เดินตามคนอื่น มันคือยักษ์จาก Sant’Agata ที่เกิดมาเพื่อโลดแล่นทั้งในสนาม ทั้งบนถนน แต่ครั้งหนึ่งในปี 2014 พวกเขาเลือกทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน สร้างรถ GT พลัง Hybrid ที่หรูหรา เงียบ และขับแบบ EV ล้วนได้ และมันมีชื่อที่งดงามไม่แพ้ดีไซน์ ในยุคที่ทั้ง Ferrari และ Porsche กำลังทดลองระบบ hybrid กับ LaFerrari และ 918 Spyder ทาง Lamborghini ไม่วิ่งตามแบบ performance-focused hybrid แต่กลับสร้างบางอย่างที่ใกล้เคียง Electric Grand Tourer มากกว่า Supercar สายโหด มันเป็นรถที่ออกแบบให้ขับในเมืองได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ในอีกคลิกเดียวก็เรียกพลัง V10 ได้เต็มร้อยแบบ NA ไม่มีเทอร์โบ ไม่มีไฮบริดโมเดิร์นที่ลดทอนความรู้สึกของการขับ เครื่องยนต์คือหัวใจหลัก: V10 ขนาด 5.2 ลิตรจาก Huracán


