หนุ่มที่เป็นแฟนสมาร์ตโฟนสายแอนดรอยด์โดยเฉพาะตระกูล Samsung Galaxy คงทราบข่าวการเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ของค่ายอย่าง Samsung Galaxy S20 และอาจสังสัยกันว่าทั้งหมดที่เปิดตัวออกมาถูกพัฒนาขึ้นไปมากน้อยแค่ไหนและมีความโดดเด่นยังไงบ้าง วันนี้ UNLOCKMEN จะพาทุกคนมาทำความรู้จักเรือธงรุ่นใหม่ทั้ง 3 แบบเบื้องต้นไปพร้อมกัน Samsung Galaxy S20 เปิดตัวออกมาเป็น 3 รุ่นด้วยกัน นั่นก็คือ Galaxy S20, Galaxy S20 Plus และ Galaxy S20 Ultra มีขนาดและสเปคเครื่องแตกต่างกันออกไป มาดูกันว่าแต่ละรุ่นจะมีรายละเอียดแตกต่างกันยังไง เริ่มจากสิ่งที่เห็นเป็นลำดับแรกคืองานดีไซน์ ดีไซน์ของ Samsung Galaxy S20 ทั้ง 3 รุ่นเหมือนกันตัวเครื่องตั้งใจออกแบบให้มีความโค้งมน กระจกหน้าจอเป็น Gorilla Glass 6 ขอบเครื่องโดยรอบยังคงใช้วัสดุเป็นโลหะซึ่งคงความหรูหราได้เป็นอย่างดี หน้าจอแสดงผลมาพร้อมดีไซน์แบบ Infinity-O Display แผ่เต็มขอบเครื่องทุกด้านใช้งานได้เต็มตา พร้อมตำแหน่งหน้ากล้องหน้าที่วางไว้ตรงกลางเหมือนใน Note 10 ทั้ง 3 รุ่นมีการแสดงผลของจอที่ภาพสวยงามจากเทคโนโลยี Dynamic
ยังจำวิธีย้ายข้อมูลจากเครื่องสู่เครื่อง อุปกรณ์สู่อุปกรณ์ไหมว่ามันยากและใช้เวลาขนาดไหน บางครั้งเราต้องซื้ออุปกรณ์แยกแบบ OTG มาเพื่อให้มีช่องว่างสำหรับเสียบ Thumb Drive ถ่ายโอนข้อมูล แต่จะดีแค่ไหนถ้าเราไม่ต้องมีอุปกรณ์หลายตัว ใช้แค่ตัวเดียวก็พอแถมออกแบบมาให้ดีไซน์น่าใช้งาน iSpoid คือไอเดียของ Chi-Eun Jang, Hyeokryul Kwon, Jaegeun Kim และ Jeongmin Lim ทีมนักศึกษาเกาหลีใน Behance ที่ออกแบบ Apple Pencil หน้าตาคล้าย Dropper ตัวด้ามคล้าย Apple Pencil ปกติ แต่ทำด้านบนมีลักษณะเป็นหัวบีบคล้ายลูกยางของ Dropper โดยได้แรงบันดาลใจการออกแบบสนุก ๆ นี้มาจากการย้ายสสารของเหลวจากบีกเกอร์หนึ่งสู่อีกบีกเกอร์ด้วย Dropper แนวทางการออกแบบวิธีการใช้งานก็ไม่ต่างจาก Dropper เลยคือต้องนำเจ้า iSpoid นี้ไปจิ้มไฟล์บริเวณหน้าจอของอุปกรณ์เครื่องที่เป็นต้นทางข้อมูลเพื่อทำการดูดหรือ copy จากนั้นรอให้แถบไฟจากปลายปากกาค่อย ๆ ขึ้นจนครบเพื่อโชว์ให้เห็นการทำงานแบบเรียลไทม์ และเมื่อครบเต็มทุกขีดแล้วผู้ใช้สามารถยกตัวปากกาขึ้นจากอุปกรณ์แรกยกไปวางบนเครื่องปลายทาง จากนั้นบีบบริเวณหัวลูกยางสีขาวเพื่อ Drop หรือ Paste ไฟล์นั้นลงในเครื่อง รูปแบบการชาร์จมีแท่นเสียบสำหรับชาร์จไว้ แต่
การแข่งขันในตลาดกล้องแอ็กชันที่ว่าดุเดือด ยังต้องหลบให้กับความเข้มข้นของตลาดกล้องคอมแพกต์ที่แต่ละค่ายต่างงัดตัวเด็ดมาเฉือดเฉือนกันแบบไม่มีใครยอมใคร แล้วแบรนด์กล้องจากแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง Fujifilm ก็เป็นหนึ่งในนั้น ล่าสุด Fujifilm เขย่าบัลลังก์กล้องคอมแพกต์ให้สั่นสะเทือน ด้วยการเปิดตัว ‘Fujifilm X100V’ คอมแพกต์พรีเมียมจากซีรีส์ X100 ในตำนาน มาพร้อมงานดีไซน์คลาสสิกแบบกล้องฟิล์มและช่องมองภาพไฮบริดที่ทำให้รุ่นนี้น่าจับตามองกว่ากล้องรุ่นอื่น ๆ Fujifilm X100V ตัวนี้มีเซนเซอร์ X-Trans CMOS IV ความละเอียด 26 ล้านพิกเซล และมีช่วง ISO อยู่ที่ 160-12800 ใช้ระบบประมวลผลทรงพลัง X-Processor 4 จับคู่กับเลนส์ 23 mm. f/2.0 ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ช่วยให้ถ่ายภาพและวิดีโอด้วยความละเอียดสูงขึ้น ความผิดเพี้ยนต่ำ และมีประสิทธิภาพการโฟกัสที่ดีกว่าเดิม นอกจากจะใช้อัลกอริทึมช่วยตรวจจับ AF ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำในระดับความสว่างต่ำสุด Fujifilm X100V ยังถ่ายภาพต่อเนื่องด้วย Electronic Shutter ได้ 20 เฟรมต่อวินาที หรือถ่ายด้วย Mechanic Shutter ที่
หากใครที่เป็นนักขี่ก็คงจะรู้ดีว่า การเลือกรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจสักคันนั้น ไม่ใช่แค่การเลือกยานพาหนะที่พาเราจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ซึ่งถ้าหากจะพูดในแง่ของฟังก์ชั่นมันก็คงใช่ แต่ถ้าหากพูดถึงในแง่ของแพชชั่น ของความหลงใหลแล้วล่ะก็ คงต้องบอกว่า มันมีความละเอียดละออกว่านั้นเยอะ เพราะการเลือกรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจสักคัน มันต้องคำนึงถึงหลากเหตุหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน รูปแบบการใช้งาน เรื่องของดีไซน์ ซึ่งทุกอย่างล้วนมีความชอบแตกต่างกันไปในแต่ละคน ดังนั้น เมื่อเราเห็นรถจักรยานยนต์คันโปรดของใครสักคน เราก็คงจะพอเดาได้ทันทีว่าคนคนนั้นมีรสนิยมอย่างไร เช่นเดียวกับ คือ คุณสัน–สรวิศิษฎ์ บรรจงลักษมี สุภาพบุรุษที่ผู้ชายสาย Vintage ทั้งหลายรู้จักกันดี และการันตรีได้อย่างเต็มปากเลยว่า คนนี้เขา Vintage ตัวพ่อของจริง ที่ชื่นชอบ และเป็นเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ BMW สาย Vintage อยู่หลายคัน คุณสัน–สรวิศิษฎ์ บรรจงลักษมี หลายคนที่อยู่ในสาย Vintage คุ้นกับชื่อนี้เป็นอย่างดี เพราะจริง ๆ แล้ว เขาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นผู้ก่อตั้งร้าน Smiths Vintage Club ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในหมู่ของคนที่ชื่นชอบ และหลงใหลในรถมอเตอร์ไซค์สไตล์ Vintage ซึ่งก็แน่นอนว่า การที่คนเราจะทำอะไรเป็นอาชีพจนประสบความสำเร็จได้นั้น จุดสำคัญมันต้องเริ่มต้นจากตัวตนที่แท้จริงของเราก่อน และตัวตนที่แท้จริงของเราก็จะถูกถ่ายทอดออกมาเป็นไลฟ์สไตล์ เป็นความชอบให้คนภายนอกได้เห็น ซึ่งคุณสันเองก็ได้ใช้ความชอบ และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในแบบของตัวเองนี่แหละ
หลายคนน่าจะทราบกันดี ถึงสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในศึกชิงแชมป์คนชนคนอย่าง Super Bowl นอกเหนือจากผลการแข่งขัน และ Half-Time Show นั่นก็คือ TVC หลากหลายประเภทสินค้า จนถือป็นอีกหนึ่งเวทีขายของประลองไอเดียโฆษณาจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่ รวมถึงเป็นพื้นที่โชว์ตัวอย่างหนังตลอดจนซีรีส์ใหม่ ๆ อีกหลายต่อหลายเรื่อง โดยแบรนด์ใหญ่แต่ละแบรนด์ ค่ายหนังแต่ละค่าย ต่างคนต่างพร้อมใจกันควักกระเป๋าจ่ายเงินมหาศาล เพื่อแลกกับการที่ Ads หรือ Teaser หนังของตัวเองได้เผยแพร่สู่สายตามากกว่าร้อยล้านคู่จากผู้ชมทั่วโลก อย่างในปีล่าสุด FOX Sports เจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ได้ออกมาเปิดเผยว่าแมทช์หยุดโลกระหว่างทีม Kansas City Chiefs และ San Francisco 49ers นั้นมีอัตราค่าโฆษณาอยู่ที่ประมาณ 5.6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว ๆ 173 ล้านบาท ต่อ 30 วินาที แถมยังขายดิบขายดีจนสล็อตโฆษณาขายหมดล่วงหน้าไปตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2019 ที่ผ่านมา และค่ายรถพันธุ์แกร่งสัญชาติอเมริกันอย่าง Jeep ก็เป็นอีกหนึ่งเจ้าที่ทุ่มเม็ดเงินซื้อเวลาเผยแพร่ TVC ใน Quarter
มีไม่กี่เรื่องที่ผู้ชายเราทำไม่ค่อยได้หรือถ้าทำได้อาจจะทำไม่ค่อยดี เรื่องหนึ่งคือการรีดผ้าให้เรียบ กับอีกเรื่องคือการฟอกอากาศกรุงเทพฯ ตอนนี้ให้ใสสะอาด แต่มันก็ดันมีนักประดิษฐ์หัวใสจับ 2 อย่างนี้มารวมร่างกันได้อย่างลงตัว นวัตกรรมชิ้นนี้เป็นผลงานการออกแบบของ Jiheon Son นักออกแบบชาวเกาหลีประดิษฐ์ผลงานชื่อ “Steam Manager” เครื่องมหัศจรรย์ที่มีฟังก์ชัน 2 in 1 ที่เราต้องการ ได้แก่ การฟอกอากาศก็ดี รีดผ้าเรียบรวมทั้งสามารถกำจัดกลิ่นอับชื้นหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ด้วยการใช้ระบบไอน้ำในเครื่องเดียวกัน ลองดูบอร์ดก่อนจะกลั่นไอเดียมาได้จะเห็น Ref เจ๋ง ๆ ที่ผู้ชายเราชอบหลายชิ้น ทั้งเคส Mac เครื่องฟอกอากาศทรงสูง ฯลฯ จริง ๆ ก่อนหน้านี้เราเคยนำเสนอ LG styler 2019 มาก่อน เราว่ามันก็มีเค้าความคล้ายคลึงอยู่บ้าง แต่พอมีเรื่องประโยชน์ของการฟอกอากาศที่ตอบโจทย์เหมาะกับชาวไทยเหลือเกิน คงต้องยกให้ Steamer Manager ได้ตำแหน่งที่ 1 ในใจก่อน ด้วยไซซ์ที่กะทัดรัด วางได้ในแนวตั้งตอบโจทย์การวางในบ้านที่มีพื้นที่พักอาศัยจำกัดอย่างคอนโดหรือหอพักได้ดี ช่วยให้เราจัดการการรูปแบบการใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น อย่างน้อย ๆ ก็มั่นใจว่าต้องดีกว่ากางโต๊ะรีดผ้าเสียบเตารีดแน่นอน ประกอบกับวิธีการทำงานที่ใช้ได้ไม่ยากแค่ดึงส่วนด้านบนขึ้น เครื่องจะยืดตัวขึ้นมาให้เราพร้อมแขวนเสื้อหรือกางเกงที่ต้องการรีดไว้ด้านใน (มีไม้แขวนติดกับเครื่อง) แล้วเราแค่กดปุ่มให้เครื่องทำงานมันก็จะรีดผ้า
เมื่อโลกเริ่มเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ก็พัฒนาไปตามระดับความชาญฉลาดของมนุษย์ แม้ในอดีตใครหลายคนจะคิดว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องไกลตัว และคงไม่จำเป็นต้องเรียนรู้หรือปรับตัวให้ตามเท่าทัน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบัน ‘เทคโนโลยี’ ที่นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาพัฒนาต่อยอด เริ่มแทรกตัวเข้ามาในชีวิตประจำวันของเรา และการใช้งานเทคโนโลยีก็กลายเป็นอีกกิจวัตรของผู้ชายหลายคนไปเสียแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีไม่เคยเป็นเรื่องไกลตัว แถมเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับชีวิตเราจนไม่อาจเลี่ยงได้ วันนี้ UNLOCKMEN เลยอยากนำไฮไลต์ของงานเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง ‘CES 2020’ มาฝากหนุ่ม ๆ ทุกคน งาน CES (Consumer Electronics Show) หรือ CES 2020 เป็นงานจัดแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 7-10 มกราคม 2020 ณ เมืองเนวาดาของรัฐลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งปีนี้นับเป็นปีที่ 53 ตั้งแต่จัดงาน CES ครั้งแรกเมื่อปี 1957 ในงาน CES 2020 มีบริษัทชั้นนำระดับโลกกว่า 4,500 บริษัท นำเทรนด์เทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัยที่พวกเขาพัฒนามาจัดแสดงให้ปรากฏต่อทุกสายตาของคนทั่วโลก เพื่อบอกถึงทิศทางของเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนโลกและเปลี่ยนอนาคตของคุณให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป https://www.youtube.com/watch?v=c7N5UDZX7TQ Samsung Ballie
ขณะที่จีนก็กำลังกักกันเชื้อโรคอย่างต่อเนื่อง แบรนด์ดังในรอบปีอย่าง Xiaomi เองก็ไม่พลาดโอกาสนี้ ตีเหล็กตอนกำลังร้อน ส่งนวัตกรรมตัวใหม่ FIVE Smart Disinfection and Sterilization Lamp ที่ไม่ได้บอกว่าจะฆ่าโคโรน่าได้ แต่ที่แน่ ๆ เขายืนยันว่าฆ่าเชื้อโรคชนิดไหนก็ตามที่แพ้แสง UVC ยังไงก็ตายเรียบแน่นอน ใครที่ตามข่าวโคมไฟชนิดนี้อาจจะได้ยินชื่อ Xiaomi Youpin และสงสัยว่ามันอันเดียวกับ Xiaomi ไหม คำตอบคือแบรนด์เดียวกันแต่ทำหน้าที่ต่างกัน เพราะ Youpin จะแยกไว้สำหรับรองรับโครงการระดมทุนเพื่อสร้างนวัตกรรมโดยเฉพาะ ก็เรียกได้ว่าคล้าย ๆ Kickstarter แต่ว่าเป็นระบบของจีน ปล่อยโปรเจกต์โคมไฟฆ่าเชื้อโรคในร่มออกมา ขนาดกะทัดรัด 245 x 120 x 120 มม. มีขนาดเบาเพราะทำจากพลาสติกและโลหะ (ช่วงแกนกลาง) สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ในพื้นที่ระหว่าง 20-30 ตารางเมตร หลักการทำงานของมันคือการใช้คลื่นของรังสีอัลตราไวโอเลตที่ใช้ทางการแพทย์หรือเป็นที่รู้จักกันในนามของแสงอาทิตย์มาใช้เพื่อฆ่าเชื้อโรค เรียกง่าย ๆ ว่า จับแสงอาทิตย์มาใส่โคมไฟในร่มแล้วเปิดฆ่าเชื้อโรค ในบ้านโดยสามารถสั่งและควบคุมผ่านแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า Mijia ได้ทันที https://www.youtube.com/watch?v=6gHRqXTry-Y อธิบายให้เห็นภาพชัดมากขึ้นว่าเจ้าโคมไฟที่แสงเหมือนโคมไฟที่ช็อตยุงที่เราเคยใช้ตอนเด็ก
Leica แบรนด์กล้องสัญชาติเยอรมันที่โด่งดังระดับโลก เพิ่งเปิดตัว ‘Leica M10 Monochrom’ กล้อง Rangefinder ตัวใหม่ที่นำโมเดลกล้องรุ่นยอดนิยมอย่าง Leica M10-P มาเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้เทพกว่าเดิม เฉือนตัวเครื่องให้บางเฉียบกว่าเก่า เพิ่มการเชื่อมต่อแบบไร้สาย และที่สำคัญมาพร้อมเซนเซอร์ขาวดำ 40 ล้านพิกเซล Leica M10 Monochrom ตัวนี้ดีไซน์บอดี้ให้เป็นสีดำเทาล้วน ลบโลโก้สีแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ Leica ออกไป ขณะที่ใช้การแกะสลักและพื้นผิวสีดำเรียบหรูเข้ามาแทนที่ เพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ของกล้องขาวดำแห่งยุคแอนะล็อก ไม่เพียงงานดีไซน์กล้องที่เปลี่ยนไป แต่สเปกก็ถูกอัปเกรดให้ทรงประสิทธิภาพกว่าเดิม Leica M10 Monochrom ใช้เซนเซอร์ฟูลเฟรม 40 ล้านพิกเซลที่พัฒนาขึ้นใหม่ เหมาะสำหรับการถ่ายภาพขาวดำโดยเฉพาะ ช่วยให้ภาพดูคมชัด เป็นธรรมชาติ และเก็บทุกรายละเอียดยิบย่อยได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากวงแหวนตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์และวงแหวนตั้งค่า ISO จะถูกเปลี่ยนให้เป็นสีเทาดำ ช่วงความไวแสงก็ปรับใหม่ให้อยู่ที่ ISO 160-100,000 ทำให้บันทึกภาพด้วยช่วงไดนามิกที่กว้างขึ้นได้ สร้างเสถียรภาพให้กล้องทำงานได้ดีในสภาพแสงน้อย แม้จะถ่ายภาพในสภาวะที่มีคอนทราสต์ไม่สม่ำเสมอกัน แต่ภาพก็ยังคงมีพื้นที่ให้เงาและแสงสว่างตัดกันอย่างชัดเจน กล้องยังติดตั้งหน้าจอสัมผัส LCD ขนาด 3 นิ้วไว้ด้านหลัง ช่วยแสดงผลภาพถ่ายได้อย่างจุใจ มีบัฟเฟอร์หน่วยความจำ
Seiko เริ่มต้นปี 2020 ด้วยการประกาศเปิดตัวนาฬิกาสามรุ่นล่าสุดในตระกูล ‘Black Series’ ของไลน์อัป Seiko Prospex ประกอบไปด้วยรุ่น SLA035J1, SPB125J1 และ SSC761J1 ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากความมืดมิดและระดับความลึกใต้มหาสมุทร นาฬิกาทั้งสามรุ่นถูกห่อหุ้มด้วยเคสสเตนเลสสีดำไอออน สะท้อนความงดงามใต้ท้องทะเลลึก พร้อมสอดแทรกรายละเอียดงานดีไซน์บนหน้าปัดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และใช้เทคโนโลยีส่องสว่าง LumiBrite ช่วยให้มองเห็นใต้น้ำได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น SEIKO PROSPEX BLACK SERIES SLA035J1 นาฬิการุ่นนี้ใช้โมเดล SLA021 ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นาน เป็นพื้นฐานการออกแบบ แถมยังได้สมญานามว่าเป็นทายาทของ MarineMaster 300 หนึ่งในนาฬิกาดำน้ำที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Seiko ‘SLA035J1’ มาพร้อมตัวเรือนแบบชิ้นเดียว (Monobloc) และสายซิลิโคนสีดำกับหัวเข็มขัดแบบหมุด นอกจากงานดีไซน์ที่ดูโฉบเฉี่ยว เรือนนี้ยังใช้กลไก Calibre 8L35 ที่แม่นยำและน่าเชื่อถืออีกด้วย บนหน้าปัดขนาด 44.3 มิลลิเมตร ตกแต่งด้วยเข็มวินาทีสีแดงเด่น มีฝาเซรามิกแบบทิศทางเดียวที่แข็งแรงทนทาน ช่วยให้นาฬิกากันน้ำได้ลึกถึง 300 เมตร หน้าปัดยังใช้เทคโนโลยีส่องสว่าง Lumibrite ที่ให้ความสว่างมากกว่าและนานกว่าสารเรืองแสงทั่วไป
หลังจากเปิดตัว ‘Insta360 Go’ กล้องแอ็กชันขนาดจิ๋วที่ถ่ายวิดีโอ HD จากความสามารถของ AI ไปเมื่อปีก่อน เริ่มต้นปี 2020 นี้ Insta360 ก็ไม่รอช้า เตรียมปล่อยกล้องแอ็กชันรุ่นใหม่ล่าสุดของแบรนด์ ‘Insta360 One R’ ที่มาพร้อมเลนส์สามแบบ รองรับทั้งการถ่ายมุมกว้าง ถ่ายแบบ 360 องศา และถ่ายด้วยความคมชัดระดับกล้อง Leica Insta360 One R มีให้เลือกแบบ three editions คือ 4K Wide Angle Edition, Dual-Lens 360 Edition และ 1-Inch Edition กล้องทั้งสามดีไซน์หน้าจอมาตรฐานขนาด 1.3 นิ้ว ใช้ระบบป้องกันภาพสั่นไหว 6-Axis Stabilization ที่ช่วยให้ภาพดูนุ่มนวลและคมชัดมากขึ้น กล้องยังติดตั้งอัลกอริทึม Deep Track ที่สามารถติดตามวัตถุเพื่อโฟกัสจุดเด่นในวิดีโอและภาพถ่ายของคุณได้อย่างแม่นยำ นอกจากนั้นยังมาพร้อม built-in Microphone
คงไม่เคยมีใครคาดคิดว่า อากาศบริสุทธิ์ที่ไร้ฝุ่น PM2.5 หรืออากาศที่ไร้มลพิษจะกลายเป็นสิ่งหายากในบางประเทศ ปัจจุบันเรียกได้ว่ามนุษย์ใกล้จะเดินทางถึงยุคที่ต้องมีหน้ากากเป็นส่วนนึงของอวัยวะร่างกายกันแล้ว ในประเทศไทยเราได้เจอกับฝุ่น PM2.5 ระดับเข้มข้นจนเป็นอันตรายกระจายไปทั่วประเทศ ในประเทศที่อากาศมีมลพิษหนักกว่าเราอย่างจีนหรืออินเดีย และเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าที่รุนแรงอย่างในอเมริกาและออสเตรเลีย หน้ากากก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใส่ติดหน้าจนกลายเป็น Culture ที่คนค่อย ๆ ทำกันจนชินมากขึ้น มลพิษในอากาศถือเป็นปัญหาที่รุนแรงต่อสุขภาพ เพราะการสูดดมเข้าไปเป็นจำนวนมากต่อเนื่อง เป็นต้นเหตุของสารพัดโรคร้ายตั้งแต่โรคหัวใจไปจนถึงมะเร็ง บวกกับอากาศของโลกที่ร้อนขึ้นทุกปี ยิ่งทำให้ปัญหามลพิษและฝุ่นควันมีแต่จะรุนแรงและยาวนานขึ้น ล่าสุดภายในงาน CES 2020 สิ่งที่หลายคนเคยจินตนาการไว้ก็ถูกนำออกมาแนะนำ มันคือ Ao Air by Atmos Faceware หน้ากากที่สามารถฟอกอากาศบริสุทธิ์ให้ผู้สวมใส่ ซึ่งมันกลายเป็น Wearable gadgets เสมือนมีเครื่องฟอกอากาศติดตัว แต่ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกสำหรับคนมีเงินเท่านั้น เพราะ Ao Air ตั้งราคาขายเอาไว้สูงถึง $350 หรือราว 11,000 บาทเลยทีเดียว ในขณะที่หน้ากาก N95 ทั่วไปราคาอย่างแพงก็แค่หลักร้อยถึงพันเท่านั้น Ao Air by Atmos Faceware เป็นหน้ากากสำหรับสวมใส่ครอบปากจมูก มีการออกแบบให้โปร่งใสด้วยมุมมองที่เชื่อว่าในอนาคตมนุษย์จะต้องใส่หน้ากากเกือบตลอดเวลา จึงทำหน้ากากใสเพื่อให้เห็นสีหน้าและรอยยิ้มนั่นเอง


