GADGETs

พร้อมแค่ไหนสำหรับอนาคต? 5 นวัตกรรมไฮเทคจากงาน CES 2020 ที่ตอกย้ำว่าเทคโนโลยีไม่เคยไกลตัว

By: G-NEAK January 31, 2020

เมื่อโลกเริ่มเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ก็พัฒนาไปตามระดับความชาญฉลาดของมนุษย์ แม้ในอดีตใครหลายคนจะคิดว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องไกลตัว และคงไม่จำเป็นต้องเรียนรู้หรือปรับตัวให้ตามเท่าทัน

แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบัน ‘เทคโนโลยี’ ที่นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาพัฒนาต่อยอด เริ่มแทรกตัวเข้ามาในชีวิตประจำวันของเรา และการใช้งานเทคโนโลยีก็กลายเป็นอีกกิจวัตรของผู้ชายหลายคนไปเสียแล้ว

นั่นแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีไม่เคยเป็นเรื่องไกลตัว แถมเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับชีวิตเราจนไม่อาจเลี่ยงได้ วันนี้ UNLOCKMEN เลยอยากนำไฮไลต์ของงานเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง ‘CES 2020’ มาฝากหนุ่ม ๆ ทุกคน

businessinsider.com

งาน CES (Consumer Electronics Show) หรือ CES 2020 เป็นงานจัดแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 7-10 มกราคม 2020 ณ เมืองเนวาดาของรัฐลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งปีนี้นับเป็นปีที่ 53 ตั้งแต่จัดงาน CES ครั้งแรกเมื่อปี 1957

ในงาน CES 2020 มีบริษัทชั้นนำระดับโลกกว่า 4,500 บริษัท นำเทรนด์เทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัยที่พวกเขาพัฒนามาจัดแสดงให้ปรากฏต่อทุกสายตาของคนทั่วโลก เพื่อบอกถึงทิศทางของเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนโลกและเปลี่ยนอนาคตของคุณให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

Samsung Ballie หุ่นยนต์ผู้ช่วยสุดเจ๋งในบ้าน

ต้องบอกว่าความปลอดภัยและความสะดวกสบายในที่พักอาศัย ถือเป็นอีกเรื่องที่คนยุคใหม่ให้ความสำคัญไม่น้อย และ Samsung Ballie แกดเจ็ตอัจฉริยะชิ้นนี้ก็ตอบโจทย์ความต้องการของหนุ่มสาวยุคใหม่ได้อย่างดี

Samsung Ballie เป็นหุ่นยนต์ทรงกลมสีเหลือง มีลักษณะคล้ายกับลูกเทนนิสที่ติดตั้งกล้องและเซนเซอร์ในตัว ช่วยติดตามและควบคุมการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ภายในบ้าน แถมยังสามารถส่งภาพถ่ายและวิดีโอไปยังเจ้าของบ้านแบบ real-time ได้อีกด้วย

นอกจากนั้นเจ้า Samsung Ballie ยังเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สมาร์ตโฮมชิ้นอื่น ๆ โดยตรง ทำให้เปิด ปิด หรือสั่งงานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในบ้านได้อย่างสะดวกสบาย เรียกได้ว่าผสมผสานระหว่างอุปกรณ์สมาร์ตโฮมและหุ่นยนต์คู่หูในเครื่องเดียว

Vision AVTR ยนตรกรรมที่ผสานเข้ากับเทคโนโลยีเต็มตัว

ค่ายรถยนต์เริ่มนำนวัตกรรมมาผสมผสานกับระบบเครื่องยนต์ของตนมากยิ่งขึ้น และหนึ่งในค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง Mercedes-Benz ก็นำรถยนต์ต้นแบบ Vision AVTR ที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Avatar มาอวดโฉมในงาน CES 2020 ครั้งนี้ด้วย

รถยนต์คันนี้สร้างขึ้นจากแนวคิดการเคลื่อนที่ในโลกอนาคต เปลี่ยนยานพาหนะให้กลายเป็นนวัตกรรมขับเคลื่อนขั้นสูงที่เชื่อมต่อกับไบโอแมทริกซ์ (Biometrics) แทนการใช้พวงมาลัยแบบเดิม ๆ เมื่อใดที่ผู้ขับขี่วางมือบนแผงควบคุมอเนกประสงค์บริเวณคอนโซลกลาง รถจะตอบสนองและสามารถขับเคลื่อนได้ทันที

คุณสามารถเลือกได้ว่าจะขับแบบอัตโนมัติ หรือกึ่งอัตโนมัติที่ควบคุมความเร็วและการบังคับเลี้ยวได้ดั่งใจ นอกจากสมรรถนะการขับขี่ที่ลอกเลียนแบบลักษณะการเดินของปู (เคลื่อนตัวไปทางซ้ายและขวาได้อย่างรวดเร็ว)

Mercedes-Benz Vision AVTR คันนี้ยังมาพร้อมงานดีไซน์สุดเท่ เคลือบสีเงินทั่วคันรถ ใช้ล้อทรงกลมแปลกตา และออกแบบรูปร่างรถให้โค้งงอดูเป็นธรรมชาติ สอดแทรกกลิ่นอายอาวองการ์ด (Avant-Garde) และวัฒนธรรมของชาวนาวีที่ถอดแบบมาจากภาพยนตร์ Avatar

แบตเตอรี่ของรถใช้ระบบ fast charging ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มภายในเวลาไม่ถึง 15 นาที มอเตอร์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงทั้ง 4 ตัว บวกกับระบบขับเคลื่อนล้อหลังด้วยกำลังรวม 350 กิโลวัตต์ ยังทำให้รถ Mercedes-Benz Vision AVTR วิ่งได้ไกลถึง 700 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง และมอบอัตราการเร่งสูงสุดที่ 470 แรงม้า

NEON มนุษย์จำลองที่ต่อยอดจาก AI

NEON เป็นโปรเจกต์ล่าสุดของ Samsung ที่พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ AI ให้กลายเป็นมนุษย์จำลอง (Artificial Human) โครงการนี้เกิดขึ้นจาก Pranav Mistry นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และนักประดิษฐ์ชาวอินเดีย เขาสร้างมนุษย์จำลองที่ทำงานด้วยแพลตฟอร์มเทคโนโลยี CORE R3 และ SPECTRA อันทรงพลัง

เนื่องจากทีมพัฒนาตั้งใจให้ NEON เป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างจากคอมพิวเตอร์โดยสมบูรณ์ จึงใส่โปรแกรมให้เคลื่อนไหวได้แบบ real-time ตอบโต้กับมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ และใกล้เคียงมนุษย์จริง ๆ มากที่สุด แถมมนุษย์จำลองในโปรเจกต์นี้ยังมีอาชีพ บุคลิกภาพ และชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันด้วย

แม้นี่จะเป็นครั้งแรกที่ AI มีหน้าตาและผิวหนังคล้ายมนุษย์ตัวเป็น ๆ แต่ทีมพัฒนาก็สร้างมนุษย์จำลองออกมาได้อย่างสมจริง และคาดว่าในอนาคตเราอาจได้เห็น NEON เข้ามาเป็นผู้ช่วยใหม่ของหลาย ๆ ภาคธุรกิจ

เครื่องจักรผลิตพิซซาความเร็วสูง

แม้แต่ Picnic สตาร์ตอัปอันโด่งดังจากซีแอตเทิล ก็นำเครื่องจักรผลิตพิซซาอัจฉริยะมาแสดงในงาน CES 2020 ครั้งนี้ด้วย ไฮไลต์ของเครื่องจักรชิ้นนี้คือสามารถผลิตพิซซาขนาด 12 นิ้ว ได้สูงสุดถึง 300 ถาด และผลิตพิซซาขนาด 18 นิ้ว ได้สูงสุด 180 ถาด ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง

ตัวเครื่องจะเชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ตโดยตรง เพียงแค่ผู้ใช้กดสั่งอาหารเครื่องก็จะประมวลผลและทำงานทันที นอกจากจะโรยวัตถุดิบบนหน้าพิซซาได้อย่างสม่ำเสมอและเท่ากันทุกชิ้น เครื่องนี้ยังสามารถผลิตแซนด์วิช สลัด และเมนูอาหารอื่น ๆ ได้อีกด้วย

การกินที่เป็นหนึ่งในกิจวัตรของคนเรา ก็ไม่วายถูกพัฒนาให้ก้าวหน้าและทันสมัยไปกว่าเดิม แล้วเครื่องผลิตพิซซาความเร็วสูงนี้ คงช่วยให้ร้านอาหารผลิตและจัดส่งอาหารถึงมือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วทันใจแน่นอน

LG Signature OLED TV RX

ทุก ๆ ปีบริษัทผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แห่งแดนกิมจิรายนี้จะพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาแซงหน้าสิ่งประดิษฐ์จากปีก่อนของตนเสมอ และปี 2020 นี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน LG เปิดตัวโทรทัศน์แบบเลื่อนจอได้ คว้ารางวัลชนะเลิศด้านนวัตกรรมยอดเยี่ยมสำหรับการแสดงวิดีโอในงาน CES 2020

โทรทัศน์ LG Signature OLED TV RX ออกแบบมาให้ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้ 3 ระดับ ใช้ระบบประมวลผล α9 Gen 3 AI Processor 4K ที่ยกระดับคุณภาพของภาพและเสียงให้ดียิ่งขึ้น พร้อมรองรับระบบการสั่งงานด้วยเสียงแบบแฮนด์ฟรี

นอกจากการแสดงผลหน้าจอทั้ง 3 แบบจะดูหรูหรา มีสไตล์ และปรับใช้ให้เข้ากับแต่ละกิจกรรมของผู้ใช้ได้แล้ว รูปแบบการแสดงผลที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ยังช่วยลดการใช้พลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าไปในตัวอีกด้วย

นอกจากนวัตกรรมไฮเทคทั้ง 5 ชิ้นนี้ ในงาน CES 2020 ยังมีแกดแจ็ตและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เจ๋ง ๆ อีกมากมาย ทั้งรถไฟฟ้าไร้คนขับจาก Sony ที่ข้ามสายอุตสาหกรรมมาเอาดีกับการออกแบบรถไฟฟ้า ภายในรถอัดแน่นไปด้วยระบบเซนเซอร์ที่เอื้อประโยชน์ให้ผู้โดยสารใช้รถได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

หรือหุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง Lovot จากญี่ปุ่นที่ติดตั้งเซนเซอร์กว่า 50 แห่ง ทำให้มันสามารถวิ่งไปหาเจ้าของและตอบสนองกับมนุษย์ได้ มีดวงตาและลำโพงช่วยให้ Lovot แสดงความรู้สึกออกมาราวกับเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีชีวิต คนที่อยากเลี้ยงสัตว์แต่เป็นภูมิแพ้ หรือผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่คับแคบก็สามารถซื้อเจ้า Lovot ไปเลี้ยงที่บ้านได้สบาย ๆ

งาน CES 2020 แสดงให้เห็นว่านอกจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์และสินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิดก็เริ่มผสานเข้ากับเทคโนโลยียุคใหม่ ซอฟต์แวร์ในอนาคตจะขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ AI, AR และ 5G รวมทั้งการเชื่อมต่อแบบอัตโนมัติก็จะเข้าแทนที่การเชื่อมต่อแบบ manual ที่เราคุ้นเคย

แม้เทคโนโลยีที่พัฒนาเกินกว่าคำว่าก้าวกระโดดนี้ จะเอื้อประโยชน์ให้การใช้ชีวิตของมนุษย์สะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องปรับตัว เรียนรู้ และรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย

ถึงจะยังไม่เห็นภาพชัดเจน แต่คาดว่าในอนาคตเทคโนโลยีที่พัฒนาจนมีศักยภาพเทียบเท่ามนุษย์ อาจส่งผลให้ตลาดแรงงานมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง บางสายอาชีพอาจหายไปและมีอาชีพใหม่ ๆ เกิดขึ้น แล้วเราอาจต้องใช้ชีวิตในโลกที่หุ่นยนต์อยู่ร่วมกับมนุษย์ เหมือนอย่างพล็อตในภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องที่เราเคยดู

 

COVER SOURCE , SOURCES: 123

G-NEAK
WRITER: G-NEAK
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line