Series ความสุดจากฝั่งยุโรปวันนี้เรากลับมาที่ Koenig กันอีกครั้ง คราวนี้ขอหยิบตัวละครลับที่แทบไม่มีคนรู้ว่าเคยมี Koening Specials บน W202 C-Class ด้วย ย้อนไปในปี 1994 ปีที่ Klaus Ludwig ขับ C-Class จูนโดย AMG ลงคว้าชัยในสนามแข่ง DTM – Deutsche Tourenwagen Meisterschaft อย่างสง่างาม ทำให้ภาพลักษณ์ของ Mercedes ไม่ได้จำกัดแค่คำว่า “หรู” แต่เริ่มถูกตีกรอบใหม่ด้วยคำว่า “แรง” ในขณะที่ AMG, Brabus, Lorinser พากันผลิตชุดแต่งที่เน้นความหรูหรา แต่ KOENIG SPECIALS จาก Munich ตัดสินใจยกระดับ W202 ธรรมดาให้กลายเป็น DTM Look เครื่องเดิม 2.8 ลิตรยังน้อยไป Koenig จัดการขยายความจุเป็น 3.6 ลิตรยัด
ในยุค 90s ที่ BMW ยังไม่เคยมี X-series ยังไม่มีใครคิดถึง SAV หรือ Sports Activity Vehicle แต่ในปี 1995 พวกเขาแอบสร้างรถ Prototype ที่อาจจะล้ำยุคเกินไปจนโลกไม่เข้าใจ มันคือ BMW Z18 คอนเซ็ปต์ Roadster ยกสูง พร้อมลุยทุกสภาพถนน ด้วยสัดส่วนและสไตล์ที่โคตรแปลกตา Z18 มาในฟอร์มของรถเปิดประทุน 2 ที่นั่ง ขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD) ตัวถังทำจากวัสดุ Composite น้ำหนักเบา กันน้ำ กันสนิม กันกระแทก พร้อมฝาครอบหลังคาแบบแข็งที่ถอดเก็บได้ ออกแบบมาเพื่อขับลุยทราย ขึ้นดอย หรือจะขับลุยฝนลุยโคลนก็ยังได้ หัวใจขับเคลื่อนคือ V8 Engine จาก BMW 7-Series (E38) แรงแบบมีคลาส ขับได้ทั้งกลางเมืองและกลางป่า ตัวรถสร้างโดยแผนก BMW Technik GmbH ทีม
รถประธาน ที่มาพร้อมความบ้าคลั่งด้วยขุมพลัง 5.0-liter 1GZ-FE V12 ถูกวางอยู่ใน second-generaton Toyota Century G50 aka “The Rolls-Royce of the East” เป็นรถบ้าน V12 คันเดียวที่ Toyota เคยผลิตในประวัติศาสตร์ และเป็นรุ่นเดียวสำหรับ production car อีกด้วย เครื่องตัวนี้ให้พละกำลัง 276 แรงม้า แรงบิด 460 นิวตันเมตร ซึ่งเชื่อว่าถ้าวัดจริงน่าจะเกินไปไกล เกียร์อัตโนมัติ 6-speed ขับเคลื่อนล้อหลัง ช่วงล่างถุงลมนุ่มและนิ่ง 0-100 km/h ใน 8 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 km/h สังเกตได้เลยว่าตัวรถถูกจูนมาให้เน้น “ความนุ่ม” ไม่ใช่ “ความเร็ว” เหตุผลที่ Toyota วางเครื่อง V12 ลงไปใน G50 ไม่ใช่เพราะอยากอวดแรงม้าเหมือนในสมัยนี้
มีคนเคยบอกเอาไว้ว่า การที่เราเลือก Lambretta สักคันมาเป็นของตัวเอง เราไม่ได้เลือกมันหรอก แต่เจ้าสกู๊ตเตอร์คันนี้ต่างหากที่เป็นคนเลือกเจ้าของ-คนที่มีคุณสมบัติความเป็นคนรัก Lamstory ประวัติศาสตร์สองล้อเข้าเส้น #เลือดกรุ๊ปแลม อินกับวัฒนธรรมและเรื่องราวที่สร้าง #แลมบันดาลใจ เกิดเป็นประสบการณ์ขับขี่แบบที่หาจากที่ไหนไม่ได้ UNLOCKMEN เคยเล่า Subculture History วัยรุ่มกลุ่ม Mods กับภาพยนตร์ Quadrophenia หนึ่งในไบเบิลประจำกลุ่มคนรักแลม / เรื่องราวของบาทหลวง Gabriele Amorth มือปราบผีที่ขี่แลมเดินทางในอิตาลี แต่ ! เหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องราวในมุม ‘คนขี่แลม’ ทั้งนั้น โพสต์นี้เราจะกลับไปที่ ‘กรุงมิลาน’ (Milan) บ้านเกิดตั้งแต่เริ่มต้นในปี 1947 ของ Lambretta เล่าเรื่องในฝั่งของ ‘คนซ่อมแลม’ กันบ้าง ไม่มีคนรักแลมคนไหนไม่รู้จัก ‘Casa Lambretta’ ร้าน Restoration Scooter ที่ดีที่สุดในโลกสำหรับ Lambretta และเป็นมากกว่านั้น ของ Vittorio Tessera ผู้ที่ช่วยให้แลมทุกคันไม่ว่าจะใหม่หรือเก่าได้วิ่งด้วยความมั่นใจ ชายผู้มีจุดสตาร์ทไมล์แรกที่เดียวกันคนรักแลมคนอื่น
ก่อนที่เราจะมี Skyline GT-R Autech Version 40th Anniversary ปี 1998 รุ่น 4 ประตูที่ผลิตเพียง 416 คัน ซึ่ง Unlockmen เคยนำเสนอไปในซีรีส์ JDM: CODE RARE ก่อนหน้านี้แล้ว น้อยคนจะรู้ว่า Autech Japan เคยมีอีกหนึ่งรุ่นสุด Rare ที่สร้างมาก่อนหน้านั้นถึง 5 ปี นั่นคือ Skyline Autech Version (1993: HNR32) Skyline Autech Version ใช้พื้นฐานจาก R32 GTS-4 4-Door ซึ่งเป็นรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อของตระกูล R32 แต่สิ่งที่ทำให้มันแตกต่าง คือการที่ Autech ใส่เครื่องยนต์ RB26DE แบบไม่มีเทอร์โบ (NA version ของ
นี่ไม่ใช่ GTT 4 ประตูที่เอามาแต่งเป็น GT-R แต่นี่คือ GT-R 4 ประตูของแท้จากโรงงาน ที่หลายคนยังไม่รู้ว่ามีอยู่จริง เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Tokyo Motor Show ครั้งที่ 32 ช่วงปลายปี 1997 การร่วมมือกันระหว่างสำนัก Autech Japan และ Nissan ความแรร์ที่ถูกผลิตเพียง 416 คันในโลกเพื่อฉลองครบรอบ 40 ปีของชื่อ “Skyline” ภายใต้คอนเซปต์สุดเท่ว่า “Sports sedan of highest performance for grown-ups.” แม้มันจะใช้พื้นฐานจาก Skyline R33 4-door แต่ Autech ไม่ได้เอามาแค่ตัดแปะดีไซน์เข้าไป พวกเขาออกแบบประตูหลังและโป่งซุ้มล้อหลังขึ้นใหม่ เพื่อให้ได้เส้นสายแบบ Blister Fender โป่งนูนสปอร์ต เสริมให้รถมีมิติที่บึกบึนแบบ GT-R 2 ประตูและรับกับตัวถังซีดานอย่างแนบเนียน ดีไซน์ภายนอกสุขุมสมกับตำแหน่ง “Gentleman’s
หลังจากที่เราพาไปรู้จัก Fidel Castro ผ่านภาพจำสุด iconic – ผู้นำผู้สวม Rolex พร้อมกันสองเรือน หลายคนสนใจและส่งข้อความมาพูดคุยกับเราเยอะมาก จึงอยากพาไปดูอีกแง่มุมนึงว่ายังมี Rolex รุ่นไหนอีกบ้างที่ Fidel สวมใส่ในแต่ละช่วงเวลาสำคัญของชีวิต: จากนักปฏิวัติป่าลึก สู่ผู้นำบนเวทีโลก และนี่คือ 4 นาฬิกา Rolex ที่ได้รับการยืนยัน 100% ว่าอยู่บนข้อมือของ Castro จริง ๆ จากการหาหลักฐานข้อมูลภาพถ่ายในแต่ละช่วงของประวัติศาสตร์ 1950s – CUBAN REVOLUTION : Rolex Submariner Ref. 6536 นาฬิกา Tool Watch ในยุคบุกป่าฝ่าดง จากภาพถ่ายปี 1959 เป็นรุ่นตัวเรือน Steel ที่ไม่เน้นความหรูหรา ด้านข้างสังเกตได้ว่าเป็น small crown แบบไร้ Crown Guards หน้าปัด Gilt เคลือบด้วยทอง,
ในจักรวาลของ Rolex นอกจากความหรูหราของนาฬิกา ยังมีความเกี่ยวข้องบนข้อมือของผู้นำและนักปฏิวัติที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์โลกอยู่หลายคน แต่มีไม่กี่คนที่ใส่ Rolex ไว้บนข้อมือได้ทรงพลังเทียบเท่า Fidel Castro อดีตผู้นำแห่งคิวบา – ชายผู้สวมนาฬิกา Rolex พร้อมกันสองเรือน ภาพขาวดำอันเลื่องชื่อของ Castro ในชุด fatigues สีมะกอก ขณะจับมือ Nikita Khrushchev หรือนั่งอยู่ที่องค์การสหประชาชาติในนิวยอร์ก ภาพเหล่านั้นเผยให้เห็นชัดเจนว่าเขาสวมนาฬิกา 2 เรือนซ้อนบนข้อมือเดียวกัน เรือนแรกคือ Rolex Submariner Ref. 6536 หรือ 5513 ในยุคสมัยที่ยังเป็น tool watch อย่างแท้จริง (mid-1950s – 60s) ที่สร้างขึ้นเพื่อโลกใต้น้ำ มักถูกใช้โดยนักปฏิบัติการทางทหาร, หน่วยรบพิเศษ, และนักปฏิวัติอย่าง Fidel Castro เรือนที่สองคือ ROLEX DAY-DATE ตัวเรือนทองคำ 18k สาย President bracelet ถือเป็น
ผลงานล่าสุดจาก Singer : Porsche 911 Carrera Coupe Reimagined by Singer แรงบันดาลใจจากตำนานสุดแรร์ 911 SSE (Super Sport Equipment) ตัวถังแบบ wide-body ที่โด่งดังเรื่องโป่งข้างหนา ๆ และสปอยเลอร์ท้าย Whale Tail เอกลักษณ์จากยุค 80s พร้อมเพิ่มดีเทลใหม่สุดเท่ – ไฟ pop-up hood-mounted แบบฝังบนฝากระโปรงหน้า เติมกลิ่นอาย retro-futurism ได้อย่างลงตัว Singer จัดเครื่อง 4.0 ลิตร NA flat-six ที่พัฒนาร่วมกับสำนัก Cosworth จัดแรงม้าให้ถึง 420 hp พร้อมเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ขับเคลื่อนล้อหลัง และโครงสร้างตัวถังที่เสริมความแข็งแกร่งใหม่ด้วยเทคนิคจาก F1 โดยร่วมมือกับ Red Bull Advanced
ในโลกที่ SUV ไม่ได้มีไว้แค่รับ-ส่งลูก แต่กลายเป็นสนามประลองของผู้มีอันจะซิ่ง Aston Martin จึงขอแนะนำ DBX S ยกระดับความแรงมากกว่าเดิม ขยับเพดานขึ้นอีก 20 แรงม้า ด้วยชุดเทอร์โบใหม่ที่ยืม DNA มาจาก Valhalla ซูเปอร์คาร์สายพันธุ์ไฟต์เตอร์ของ Aston เอง หลังจากที่ Aston ตัด DBX รุ่นพื้นฐาน 542 แรงม้าออกจากไลน์เพราะไม่มีใครอยากได้ มันเหลือแค่ DBX707 ตัวแรงที่เคยครองบัลลังก์ SUV สายโหดของค่าย แต่ตอนนี้ คำว่า “แรงพอแล้ว” ดูจะกลายเป็นสิ่งล้าสมัย เพราะ DBX S ขยับเพดานขึ้นอีก 20 แรงม้า ด้วยชุดเทอร์โบใหม่ที่ยืม DNA มาจาก Valhalla — ซูเปอร์คาร์สายพันธุ์ไฟต์เตอร์ของ Aston เอง ผลลัพธ์คือ 717 แรงม้า กับแรงบิด 900
ครั้งนี้ Panerai ไม่ได้แค่นำชื่อ Marina Militare มาปั๊มบนหน้าปัด แต่พาเราเหินฟ้าขึ้นไปกับ Aviazione Navale, หน่วยการบินของกองทัพเรืออิตาลี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ Panerai ขยับจากนาฬิกาดำน้ำสู่ aviation division ตัวเรือนของ PAM01699 ขนาด 47mm ผลิตจากไทเทเนียมเกรด 5 ขัดด้าน เบเซลหมุนทางเดียวเป็นไทเทเนียมฝังเซรามิกดำด้านเพิ่มความทนทานขั้นสูงสุด เม็ดมะยมแบบ screw-down พร้อมระบบ Crown Guard ที่หนาแน่น สะท้อนความแข็งแกร่งที่ใช้งานจริง หน้าปัดสีเขียว grainy finish ของ PAM01699 ได้แรงบันดาลใจจากเรือนไมล์ของเครื่องบินรบ เข็มหลักทรงโอเวอร์ไซซ์พ่นด้วย Grey Super-LumiNova เพื่อเรืองแสงอย่างชัดเจนในที่มืด ส่วนชุดมาร์กเกอร์ชั่วโมงถูกออกแบบให้เป็นทรงกลมทั้งหมด ยกเว้นตำแหน่ง 12 นาฬิกาที่เน้นด้วยมาร์กเกอร์ทรงแท่ง (baton) ทำหน้าที่เป็นจุดนำสายตา และช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถระบุทิศทางของหน้าปัดได้ทันทีในทุกมุมมอง แม้ในสภาพแสงต่ำหรือขณะปฏิบัติภารกิจเร่งด่วน ฝั่งขวามี pusher สำหรับจับเวลาถอยหลังระดับนาทีผ่านเข็ม central chronograph minute hand
FERRARI 296 SPECIALE / SPECIALE A กับเครื่องยนต์ V6 ที่จะทำให้คุณลืม V12 ไปเลย นี่คือรถ 2 เวอร์ชันที่แตกต่างกันทั้งฟีลและฟังก์ชัน — Speciale คือคูเป้หลังคาแข็งสายเฉียบ ส่วน Speciale A (Aperta) คือเวอร์ชันเปิดประทุนหลังคาแข็งพับได้ สำหรับคนที่อยากเปิดรับเสียง V6 hybrid ให้พุ่งเข้าสองรูหูแบบไม่มีอะไรมาขวางกั้น ใต้ฝากระโปรงคือขุมพลังเดียวกัน — Hybrid V6 เทอร์โบคู่ ขนาด 3.0 ลิตร ที่อัปเกรดทุกระบบด้วยเทคโนโลยีจากไฮเปอร์คาร์ F80 ตั้งแต่ก้านสูบไทเทเนียม ลูกสูบอะลูมิเนียม ไปจนถึงระบบระบายความร้อนใหม่ที่ทำให้พลังไฟฟ้าเค้นได้ลื่นและแรงกว่าเดิม รวมกันแล้วได้ 868 แรงม้า ขับเคลื่อนล้อหลังผ่านเกียร์ dual-clutch 8 สปีด ที่จูนใหม่ให้ดุดันขึ้นทุกจังหวะ อัตราเร่งยังคงคมเฉียบตามแบบฉบับ Maranello — 0–100 km/h ภายใน 2.8 วินาที


