ชื่อเสียงของ Rocket 3 เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะมอเตอร์ไซค์สาย Cruiser ที่เครื่องใหญ่และแรงที่สุดของค่าย Triumph ตั้งแต่ปี 2004 ได้รับการขนานนามว่าเป็นรถที่ “Biggest, most bad-ass motorcycle money can buy.” ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2.3-liter ที่ใหญ่และแรงยิ่งกว่า Harley Davidson V-Rod ในยุคนั้น ด้วยตำนานที่แข็งแกร่งของมัน การที่ Triumph นำ Rocket 3 กลับมาพัฒนาใหม่อีกครั้งจึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับสิงห์นักบิดทุกท่านแน่นอน Triumph Rocket 3 TFC ถูกสร้างสรรค์ใหม่ให้โหด แรง และดูดิบยิ่งกว่าเวอร์ชันเก่า เพิ่มความจุเครื่องยนต์ให้ใหญ่กว่าเดิมเป็น 2.5-liter ให้พละกำลัง 168 แรงม้า แรงบิดมากถึง 221 Nm of torque กลายเป็นรถที่แรงที่สุดเท่าที่ Triumph เคยผลิตมาตลอดกาล แม้รถจะมีขนาดใหญ่ แต่มันกลับมีน้ำหนักเพียง 294 กิโลกรัม
นับตั้งแต่ค่ายใบพัดสีฟ้าให้กำเนิดรถยนต์ที่ใช้บนท้องถนนรุ่นแรกของ BMW ซึ่งมีการติดตั้งเทอร์โบชาร์จที่หนุ่ม ๆ หลายคนรู้จักกันดีในชื่อ BMW 2002 Turbo แม้เวลาจะผ่านมามากกว่า 40 ปีแล้วแต่มนต์เสน่ห์และความสำเร็จของมันก็ทำให้ค่ายเลือกผลิต M2 รุ่นพิเศษออกมาเพื่อระลึกถึงเจ้าความเร็วบนท้องถนนในอดีตของพวกเขา BMW 2002 Turbo เปิดตัวครั้งแรกในงาน Frankfurt Motor Show ปี 1973 โดยเป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 2.0 ลิตรที่ให้กำลังสูงถึง 170 แรงม้าแรงบิดที่ 241 นิวตันเมตร ให้อัตราการเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงในเวลาต่ำกว่า 7 วินาที สูงสุดที่ 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง สเปคดังกล่าวทำให้มันกลายเป็นปีศาจบนท้องถนนจากยุค 70’s ที่เหล่านักสะสมทั่วโลกต่างอยากได้มาไว้ในครอบครอง และไม่นานมานี้ทาง BMW ก็ได้ผลิตรถรุ่นพิเศษขึ้นมาเพื่อระลึกถึงความยิ่งใหญ่ของมัน BMW ผลิต M2 Competition Heritage Edition ออกมาเพียง 40 คันทั่วโลก โดยเป็น M2 รุ่นพิเศษที่มาพร้อมสมรรถนะและงานดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในที่สวยงามไม่ว่าจะเป็นชุดแต่งจาก M
เปิดตัวมากับสเปคจัดเต็มพร้อมราคาที่เอื้อมถึง กลายเป็นอีกตัวเลือกที่หลายคนต่างเฝ้ารอ Mercedes-AMG E53 4MATIC+ เวอร์ชันประกอบในประเทศ ซึ่งได้รับการออกแบบให้สะท้อนสมรรถนะที่เหนือกว่า ผ่านรูปลักษณ์ที่น่าหลงใหลและลายเส้นด้านข้างที่ดูทรงพลัง ฝากระโปรงและช่องพาวเวอร์โดม พร้อมตกแต่งกระจกมองข้างและขอบบานกระจกด้วยสีดำที่ช่วยเสริมความสปอร์ตขึ้นไปอีกขั้น ท่อไอเสียแบบ AMG Sport exhaust system ปลายท่อไอเสียคู่แบบ 2 round twin tailpipe look สปอยเลอร์ด้านหลังบน ฝากระโปรงท้ายแบบ AMG Spoiler lip ปลายสปอยเลอร์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ช่วยเสริมคุณสมบัติด้านอากาศพลศาสตร์ ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 20” ตกแต่งด้วย สีดำ พร้อมเทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก รวมถึงหลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ดีไซน์ภายใน มาพร้อมกับการตกแต่งห้องโดยสารด้วยวัสดุ Metal-weave และ Black piano เบาะที่นั่งหุ้มของเอเอ็มจีและตราสัญลักษณ์เอเอ็มจี ด้วย ARTICO leather ตัดสลับ DINAMICA
Mercedes-AMG G 63 เป็นรถยนต์ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของรถยนต์ G-Class ในตระกูล Mercedes-AMG ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์และสถานะการเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์หรูแบบออฟโร้ดเอาไว้อย่างมั่นคง ดีไซน์ภายนอก Mercedes-AMG G 63 ได้รับการออกแบบให้สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์เอเอ็มจีและมีรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยโครงสร้างตัวถังทรงสี่เหลี่ยมที่ใช้เหล็กกล้าหลากหลายระดับ มีความทนทานและแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าโครงสร้างเดิมถึง 55% และยังช่วยดูดซับเสียงรบกวนในห้องโดยสารได้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่สปอยเลอร์ ฝากระโปรงหน้าและประตูใช้อลูมิเนียมเป็นวัสดุหลัก รถคันนี้มาพร้อมกับหลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ล้ออัลลอย AMG ขนาด 21 นิ้ว 5 ก้านคู่ ไฟหน้าทรงกลมที่ใช้ระบบ MULTIBEAM LED เทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยให้ทัศนวิสัยการขับขี่ยามค่ำคืนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด ไฟเลี้ยวแบบเชื่อมเข้ากับตัวถัง กันชนเสริมที่ดูดุดันเข้ากับแถบสีดำเงา และตราสัญลักษณ์เอเอ็มจีสีเงิน ที่แขวนยางอะไหล่ด้านหลังพร้อมฝาปิดที่ทำจากสแตนเลสที่มีตราสัญลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์แบบ 3 มิติ ด้านหน้าของตัวรถเป็นกระจังและกันชนหน้าของเอเอ็มจีที่มีท่อรับอากาศด้านข้างและเก็บขอบเป็นสีเงินอิริเดียม นอกจากนี้ส่วนหลังคาของรถยังเชื่อมต่อกับโครงสร้างตัวถังด้วยกระบวนการเชื่อมโดยใช้แสงเลเซอร์แทนที่การเชื่อมแบบอัด ซึ่งช่วยให้ ส่วนหลังคาเรียบเนียนและแข็งแกร่งกว่าเดิม พร้อมทั้งยังมีการเชื่อมหน้าต่างเข้ากับตัวถังโดยตรงเป็นครั้งแรกเพื่อให้ตัวถังแข็งแกร่งขึ้น ลดการสึกกร่อนของกรอบหน้าต่างด้วย ดีไซน์ภายใน มีการตกแต่งภายในแบบใหม่ เพื่อให้ห้องโดยสารมีความทันสมัยและใหญ่ขึ้นในทุกมิติ คือ ยาวกว่าเดิม 101 มิลลิเมตร กว้างกว่าเดิม 121 มิลลิเมตร และสูงกว่าเดิม 40
Mercedes-AMG GT 4-Door Coupe เป็นสมาชิกใหม่ของรถยนต์ตระกูล AMG GT ที่พัฒนาขึ้นตามแนวคิด “ชีวิตคือการแข่งขัน – Life is a race” และเป็นรถสปอร์ต 4 ประตูรุ่นแรกที่เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีพัฒนาเองทุกกระบวนการ รถยนต์รุ่นนี้เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความสะดวกสบาย ความเร้าใจ และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมเพื่อการขับขี่ในทุกสถานการณ์ รวมถึงตัวเลือกเพื่อการปรับแต่งได้ตามรสนิยม และนวัตกรรมยานยนต์รุ่นล่าสุดเพื่อความสปอร์ตในทุกจังหวะ ดีไซน์ภายนอก ของ Mercedes-AMG GT 4-Door Coupe เป็นรถสปอร์ต 4 ประตูที่มีรากฐานมาจากทั้งรถยนต์ตระกูล SLS และ AMG GT, กระจังหน้าแบบ AMG-Specific radiator grille พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์, aerofoil ที่สามารถยืดและหดได้ด้วยระบบไฟฟ้า, หลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า อีกทั้งยังมีดิสก์เบรก AMG high-performance ท่อไอเสียคู่แบบ Two round twin tailpipe เฉพาะของ AMG และล้ออัลลอย AMG น้ำหนักเบาขนาด 20
สำหรับผู้ชายอย่างเราเพียงแค่ได้เห็นรถยนต์คันที่ชอบ รุ่นที่ใช่ขับเคลื่อนผ่านไปก็ทำให้หัวใจพองโตได้แล้ว แต่สำหรับหนุ่ม ๆ ที่ชื่นชอบยานพาหนะเป็นทุนเดิม แล้วยังหลงใหลภาพยนตร์หมดหัวใจ เราเชื่อว่านิทรรศการอย่าง Hollywood Dream Machines จะทำให้คุณกลับไปตื่นเต้นเหมือนเด็กอีกครั้งได้แน่นอน เพราะที่นี่รวมเอายานพาหนะที่เราต้องอ้าปากค้างจากภาพยนตร์เรื่องที่เราเคยเสพมาไว้ให้อย่างจุใจ The Petersen Automotive Museum หนึ่งในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นหัวเรือหลักในการจัดนิทรรศการครั้งนี้ขึ้น โดยร่วมมือกับ Comic-Con เพื่อนำเสนอนิทรรศการจัดแสดงพาหนะที่มาจากโลกภาพยนตร์ในชื่อ “Hollywood Dream Machines : Vehicles of Science Fiction and Fantasy” ในนิทรรศการมีรถในตำนานมากกว่า 40 คันจากภาพยนตร์ที่หลายคนต้องคุ้นตามากกว่า 20 เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Back to the Future, Batman, Star wars, Blade Runner, Transformers และ Mad Max : Fury Road รวมถึงหนังของค่ายซูเปอร์ฮีโร่ทั้งค่าย Marvel และ
เหล้าพร้อม มิกซ์เซอร์พร้อม เบียร์พร้อม กับแกล้มพร้อม แต่ไม่มีที่เปิดขวด คุณเคยเจอปัญหานี้หรือไม่? สำหรับบางคนที่เชี่ยวชาญเจนสนามวงเหล้าคงไม่ใช่ปัญหา แค่มีไฟแช็กสักอัน หรือใช้ขวดเปิดขวดได้สบาย ๆ แต่ทักษะที่ดูง่าย ๆ นี้ก็ใช่ว่าจะทำกันได้ทุกคน ต้องอาศัยการฝึกฝนพอสมควร ดังนั้นจะดีแค่ไหนถ้าเรามีที่เปิดขวดขนาดจิ๋ว สามารถพกพาไปได้ทุกที่ สนุกกับเครื่องดื่มได้ทุกเวลา TiBO คือชื่อของที่เปิดขวดที่เล็กที่สุดในโลก มาพร้อมกับความกว้างเพียง 21 มิลลิเมตร ในรูปทรงคล้ายไขควงปากแบน โดยบริเวณแง่งมีขนาดที่พอดีกับร่องฝาขวด ดังนั้นแค่ออกแรงเพียงเล็กน้อยก็สามารถงัดออกได้อย่างง่ายดาย WYN LABS บริษัทผู้ออกแบบเริ่มต้นโปรเจกต์นี้ตั้งแต่ปี 2016 และค่อย ๆ พัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงดีไซน์ของ TiBO มาเรื่อย ๆ เพื่อให้ออกมามีประสิทธิภาพที่สุด โดยใช้ Grade 5 Titanium ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรงทนทานเป็นวัสดุหลัก ‘เล็กพริกขี้หนู’ คือคำที่คู่ควรกับ TiBO อย่างแท้จริง ถึงขนาดจะเล็กเพียง 21 มิลลิเมตร น้ำหนักเบากว่า 1 กรัม (0.9 กรัม) แต่ประโยชน์ของมันมากมายมหาศาล คุณสามารถพกมันไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะงานปาร์ตี้หรือออกทริปตั้งแคมป์กับเพื่อน ๆ เป็นไอเท็มที่หนุ่ม ๆ ควรมีติดตัวไว้
เหมือนเป็นช่วงกรุแตกที่นักสะสมต่างขุดเอางาน Collaboration ระหว่างยานพาหนะกับแบรนด์เครื่องหนังหรู Berluti ในเครือ LVMH ออกมาประมูลขายทำกำไรกันใหญ่ ล่าสุดเราพึ่งจะแนะนำทุกคนให้ได้รู้จักกับ 1973 Porsche Berluti 911S Targa รถยนต์เปิดหลังคาสุดคลาสสิคที่ได้รับการ Custom ชุดหนังในห้องโดยสารเป็นหนังสุดหรูจาก Berluti กันไปแล้ว ล่าสุดก็ถึงคราวของ Triumph Motorcycle สัญชาติอังกฤษกันบ้าง กับการถูกหยิบออกมาประมูลผลงานสุดคลาสสิคเช่นเดียวกัน ซึ่งผลงานชิ้นนี้ก็ไม่ใช่ Triumph Bonneville T120 ธรรมดา ๆ เพราะมันคือ T120 ที่ผ่านการอัพเกรดและ Custom มาแล้วอย่างเต็มที่จาก Mecatwin สำนัก Custom มอเตอร์ไซค์ชื่อดังในฝรั่งเศส มันจึงเป็นการร่วมมือที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีของสองบริษัทสุด Craft ที่เป็นคนบ้านเดียวกัน ก่อนจะมาร่วมงานกับ Berluti เจ้า Triumph คันนี้ก็ไม่เหลือสภาพเดิม ๆ ของ T120 อยู่แล้ว Mecatwin workshop ได้จัดการถอดทุกอย่างทิ้งหมดเหลือเพียงเครื่องยนต์และโครงเหล็กเท่านั้น จากนั้นก็ออกแบบและผลิตชิ้นส่วนขึ้นมาใหม่หมดเพื่อแปลงโฉม Triumph Bonneville T120
Lazareth บริษัทผลิตยานยนต์สัญชาติฝรั่งเศสเป็นแบรนด์ยนตรกรรมขึ้นชื่อเรื่องไอเดียสร้างรถโหด ๆ ที่ทำให้ผู้คนต้องตื่นตะลึงได้บ่อยครั้ง และครั้งนี้ทางทีมผู้ผลิตก็ผุดไอเดียใหม่อีกครั้ง ถือเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่จะทำมอเตอร์ไซค์คันโตให้ลอยอยู่กลางอากาศได้ Lazareth LMV 496 ผลงานสุดล้ำสมัยที่จะทำให้รถมอเตอร์ไซค์คันงามไม่ได้ขับเคลื่อนอยู่บนพื้นราบอีกต่อไป โดยชื่อของมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้คือ LMV ย่อมาภาษาฝรั่งเศส La Moto Volante ที่มีความหมายว่ารถบินได้ โดยความพิเศษของรถคันดังกล่าวก็ตรงตามชื่อ เพราะเจ้าปีศาจคันนี้ถูกออกแบบมาให้บินได้จริง ๆ สำหรับใครที่คุ้นหน้าเหมือนว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อนก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะ LMV 496 ถอดแบบมาจากรุ่น LM 847 ที่มีเครื่องยนต์ V8 จากแบรนด์ Maserati ความจุ 4,700 ซีซี พร้อมกับแรงม้าที่มากถึง 470 แรงม้า ทำให้ล้อเพียงแค่สองล้อไม่สามารถรับมือกับความเร็วได้ จึงทำให้ทางทีมวิศวกรเพิ่มล้อหลังให้กลายเป็น 2 ล้อ เพราะปกติแล้วด้วยความแรงขนาดนี้จะมีให้เห็นแค่ในรถยนต์ซูเปอร์คาร์เท่านั้น จึงทำให้ดีไซน์ของ LM 847 ใหญ่โตกว่ามอร์เตอร์ไซค์คันอื่น ๆ และมีน้ำหนักมากถึง 400 กิโลกรัม Lazareth LMV 496 เปรียบเหมือนมอเตอร์ไซค์ภาคต่อของ LM 847
ถ้าพูดถึง 1973 Porsche 911 F-series Targa เราจะนึกถึงรถที่มีความคลาสสิค เครื่องยนต์ 2.4-liter 190 แรงม้า 0-100 km/h ใน 7.8 วินาที กับโมเดล 911S ในรูปร่างหน้าตาที่มีความหล่อ สุขุม อยู่เหนือกาลเวลาและมีคุณค่าสำหรับนักสะสมรถยนต์มาโดยตลอด แต่ในความหายากนั้น ก็ยังมีรุ่นพิเศษที่หายากยิ่งกว่า และน้อยคนที่จะได้รู้จักกับ Berluti Porsche 911S Targa ที่ถูกอัพเกรดวัสดุหนังภายในทั้งคันให้มีความหรูหรา เพิ่มความเป็นสุภาพบุรุษยิ่งกว่าเดิม 1973 Berluti Porsche 911 Targa คันนี้เป็นรุ่นปีท้ายสุดของโมเดล (long-bonnet/narrow bumper F-series,) ได้รับการอัพเกรดเป็นวัสดุหนังสั่งตัดพิเศษจากแบรนด์เครื่องหนังแฟชั่น Berluti จาก Paris ที่ดีที่สุดในโลกภายใต้เครือ LVMH ซึ่งยืนหนึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของความ Craftsmanship มาตั้งแต่ปี 1895 เคยผ่านการร่วมงานกับ Celebrity และแบรนด์ระดับ Top of the
หนังดี เครื่องต้องได้! ใครที่รักการดูหนังเข้าใจประโยคนี้ดี เพราะบางครั้งเราจะอินหรือไม่อินกับเรื่องราวตรงหน้า ไม่ใช่ผู้กำกับหรือนักแสดงเจ๋งเท่านั้น แต่ระบบเสียงระบบภาพที่เฉียบกว่ามันสร้างสัมผัสที่ดีกว่าด้วย ถ้าอธิบายง่าย ๆ เรื่องความแตกต่างก็เหมือนเปิดเครื่องเล่นดูแผ่น Master กับแผ่น Bluray ที่ให้ความ Deep ของประสาทสัมผัสไม่เท่ากัน ทั้งเสียงและภาพ ล่าสุด Sony ส่งสมาร์ททีวี Z9G จาก Master Series ทีวีไซส์เบิ้มขนาด 98 นิ้ว (แนวทแยง 97.5 นิ้ว) ออกมาเพื่อระเบิดทั้งกระเป๋าตังค์และความมันส์ให้กับคนรักการดูหนัง จากเทคโนโลยีสุดเจ๋งที่เคลมไว้ว่าวางทีวีนี้ไว้เครื่องเดียวห้องในบ้านกลายเป็น IMAX ได้เลย ลองจินตนาการว่าถ้าเปิด Netflix ดูหนังที่ชอบรันไปเรื่อย ๆ เราจะมีความสุขมากขนาดไหน ถ้าทีวีดีเหมือนหนังโรงเราคงฝังตัวอยู่ในบ้านทั้งวันไม่ไปไหนแน่นอน เรื่องคุณสมบัติด้านภาพ ความละเอียด 8K HDR นี่จัดว่าเทพที่สุดในโลกตอนนี้ เพราะค่าความละเอียดของมันถือว่าสูงกว่าความละเอียดมาตรฐาน 64 เท่าและมากกว่าโทรทัศน์ความละเอียดสูง (Full HD) 16 เท่า เรียกได้ว่าน่าจะเห็นชัด สมจริงถึงขนาดเศษฝุ่นที่ติดบนเสื้อนักแสดงเลย ขณะที่เรื่องเสียงใช้ระบบ Acoustic
อดีตที่ผ่านมาสอนให้เรารู้ว่า พอเจอเพลงในคอนเสิร์ตทีไร ความรู้สึกของร็อกเกอร์บนเวทีมันจะพลุ่งพล่านมาก จับหรือคว้าอะไรได้ โดยเฉพาะถ้าเจอกีต้าร์เหมาะมือก็เข้าสูตร คว้ามากระหน่ำฟาด ๆ ให้พังไปแบบไม่รู้ตัว ใครที่คิดภาพไม่ออกลองมาดูภาพมันส์ ๆ บนเวทีจากคลิป iconic ด้านล่างในดวงใจของเรากันก่อน ใจไม่ถึงแนะนำว่าไม่ต้องกดดู เพราะบางทีอาจต้องร้องโอดโอยไปด้วยความเสียดายแทน SUB CULTURE แห่งการทุบทำลายกีต้าร์ ทุบทำไมวะ? นี่คือเรื่องที่หลายคนต้องเคยแวบความคิดนี้ในหัว และสงสัยว่าทำไมนักดนตรีถึงชอบทุบทำลายกีต้าร์หรือเครื่องดนตรีเสียอ่วมให้ได้เห็น จริง ๆ แล้วเราไม่อยากพูดว่ามันคือวัฒนธรรมจำเป็นสำหรับนักดนตรี เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ทำอย่างนี้ แถมเรื่องแบบนี้ก็ไม่ค่อยเกิดกับในบ้านเรา เว้นแต่ข่าวบาง ๆ ที่เคยมีร็อกเกอร์เบอร์ใหญ่เคยทุบแล้วเอ่ยวลี “เครื่องดนตรีเสียงไม่ดี” เพื่ออธิบายเหตุผลนี้กันบ้าง ซึ่งคนก็ไปไล่ตามสืบแล้วกล่าวกันว่าตัวที่ทุบพังราคาเบา ๆ ตัวหลักที่ใช้ประจำแพง ๆ ร็อกสตาร์เขายังเก็บไว้ออกงานอย่างดีเหมือนเดิม ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกก่อนเรื่องความผิดถูก สำหรับคนที่ไม่ชินตาหรือคิดว่าทำไม่ถูก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบ้านเรามีวัฒนธรรมบูชาเครื่องดนตรี ยังจำได้ว่าสมัยยังเรียนดนตรีไทย ขลุ่ยบ้านเราห้ามวางต่ำระดับเท้า และต้องยกมือจบเวลาเล่นเพื่อไหว้ครูของเครื่องดนตรีแทบทุกครั้ง แต่ชาวยุโรปส่วนใหญ่เขาไม่ได้ใช้วัฒนธรรมเดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่มีโอกาสเห็นเครื่องดนตรีโดนจับไปทำอะไรแผลง ๆ ทั้งเลีย ทุบ กระทืบให้ได้เห็น แต่เรื่องเหตุผลของการทำลาย ก็มาจากหลายสาเหตุ บ้างก็ว่าเสียงเครื่องห่วย บ้างก็หงุดหงิดวงว่าเล่นห่วยจนโมโห แต่ส่วนมากเรามองว่าเขาทำลายกีต้าร์ในรูปแบบของการสร้างอรรถรสการชม เป็นหนึ่งในการแสดงบนเวทีที่ทำให้คนดื่มด่ำกับเสียงเพลงมากขึ้นหรือสร้างภาพจำให้กับนักดนตรีคนนั้น ๆ


