New McLaren GT สุดยอดรถยนต์รุ่นล่าสุดผลผลิตจาก GT Racing แผนกปรับแต่งรถยนต์สมรรถนะสูงของ McLaren Automotive โดยการกลับมาครั้งนี้ไม่ได้มีดีเฉพาะความแรงที่มากกว่าเดิมเท่านั้น แต่โดดเด่นด้วยดีไซน์หรูหราและน้ำหนักเบากว่าทุกรุ่นในสายการผลิตที่ผ่านมาอีกด้วย McLaren เปิดตัวรถยนต์ประเภทแกรนด์ทัวเลอร์คันล่าสุดในตระกูล GT ที่คาดว่าจะเป็น 1 ใน 4 โมเดลสำหรับแผนสำคัญทางธุรกิจของแบรนด์รถยนต์จากประเทศอังกฤษในปี 2025 โดย GT คันใหม่ได้รับการส่งต่อแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจาก Speedtail เรือธงของค่าย ด้วยการใช้โครงสร้าง MonoCell II-T ซึ่งแข็งแรงและมีน้ำหนักเบาทำให้มีน้ำหนักตัวถังเพียง 1,530 กิโลกรัมซึ่งเบามากสำหรับรถสายพันธุ์ GT ด้านในห้องโดยสารของ New McLaren GT กว้างขวางและสะดวกสบาย เพราะถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับการขับขี่ระยะไกลด้วยเบาะปรับอุณหภูมิที่รองรับแผ่นหลังและหัวไหล่ได้เป็นอย่างดี มีระบบไฟ “Ambient Lighting“ ให้เลือกปรับบรรยากาศได้ตามความต้องการ สร้างความเพลิดเพลินจากเสียงเพลงที่ถูกส่งออกมาจากชุดลำโพงจาก Bowers & Wilkins ทั้งหมด 12 ตัว พร้อมระบบลดเสียงรบกวนจากภายนอกที่จะช่วยเพิ่มอรรถรสในการขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม ด้านขุมกำลัง 2020 McLaren GT เลือกวางเครื่องยนต์
หนึ่งในหนังที่พลาดไม่ได้สำหรับหนุ่ม ๆ หลายคน คงจะหนีไม่พ้นบทแฟรนไชส์ภาพยนตร์แอ็คชันของคนรักหมาอย่าง John Wick ที่นอกจากฉากบู๊ที่ดุดัน ยังขาดไม่ได้กับรถสวย ๆ และฉากที่ตราตรึงใจใครต่อหลายคนในภาค 3 ที่ Keanu Reeves ควบม้าฆ่ารอบเมืองจนทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่าพาหนะที่แท้จริงของพระเอกวัยเก๋าคนนี้จริง ๆ แล้วเขาใช้รถรุ่นอะไรคันไหนอยู่กันบ้าง ว่ากันว่า Keanu Reeves คือหนึ่งในชายที่หลงใหลโลกแห่งความเร็ว ทั้งในรูปแบบ 4 ล้อและ 2 ล้อ เห็นได้จากการปรากฏตัวของเขาพร้อมรถคันงาม รวมถึงเจ้าตัวยังชอบโดดไปร่วมงานทดสอบการขับขี่ของผู้ผลิตรถค่ายต่าง ๆ อยู่เสมอ อีกทั้งยังมีแบรนด์มอเตอร์ไซค์เป็นของตัวเองอีกด้วย วันนี้ UNLOCKMEN จึงได้รวบรวมพาหนะที่ตัวเขามีไว้ในครอบครอง แต่ละคันจะพิเศษและสวยงามยังไงบ้าง? มาดูไปพร้อมกันได้เลย Volvo 122 Dumpy คือชื่อของรถยนต์คันแรกชีวิตของ Keanu Reeves เป็นรถยนต์ Volvo 122 ที่ถูกผลิตขึ้นระหว่างปี 1,956-1970 มาในโทนสี British Racing Green ทั่วทั้งคันเป็น Saloon 4 ที่นั่ง
ความเร็วสูงสุดของรถตุ๊กตุ๊กจะอยู่ที่กี่กิโลเมตรต่อชั่วโมง ? ถือว่าเป็นคำถามที่ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจเกี่ยวกับความเร็วของรถประเภทนี้เท่าไหร่นัก สำหรับมุมมองนักท่องเที่ยวต่อตุ๊กตุ๊กไทยก็จะมองเรื่องความแปลกใหม่ ส่วนคนไทยก็มองว่าตุ๊กตุ๊กมีไว้ใช้บริการเวลาอยากขึ้นชมวิวรอบเมืองเก่าเช่นย่านพระนครเสียมากกว่า ผิดกับชายชาวอังกฤษคนหนึ่งทำเรื่องที่คนส่วนใหญ่มองข้าม สร้างสถิติโลกด้วยการนำมันมาซิ่งจนได้การรับรองจากหน่วยงานที่คอยจดบันทึกสถิติต่าง ๆ ทั่วโลกอย่าง Guinness World Records ไปครองเป็นที่เรียบร้อย เรื่องราวการสร้างตำนานรถตุ๊กตุ๊กหรือชื่อทางการอย่างรถสามล้อเครื่องที่เร็วที่สุดในโลกเริ่มมาจากชายคนหนึ่งชื่อ Matt Everard กดสั่งซื้อรถตุ๊กตุ๊กรุ่นปี 1971 มาจากเว็บไซต์ eBay ด้วยราคา 3,000 ปอนด์ (ประมาณ 123,000 บาท) และเมื่อได้รถตุ๊กตุ๊กมาก็จ่ายเพิ่มอีก 10,000 ปอนด์ (406,000 บาท) เพื่อจัดการแต่งเติมเสริมพลังให้สามล้อเครื่องของเขาเร็วแรงดั่งใจ ซึ่งการแต่งรถของ Matt ในครั้งนี้ถือว่าแพงกว่าราคาที่ซื้อมาเสียอีก เขาตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องยนต์ของรถตุ๊กตุ๊กใหม่จากเดิมที่ใช้เครื่องยนต์ 350 ซีซี มาเป็นเครื่องยนต์รถ Daihatsu injection 1,300 ซีซี จัดการดัดแปลงตัวรถทั้งในและนอกใหม่ให้เรียบร้อย โดยไม่ลืมติดสติ๊กเกอร์ธงชาติไทยเพื่อให้ไม่ลืมว่ารถคันนี้มาจากไหน จากนั้นรถตุ๊กตุ๊กที่หน้าตาแตกต่างออกไปจากสามล้อทั่วไปก็พร้อมที่จะโลดแล่นบนถนนจริงแล้ว หลังจากทดลองขับตุ๊กตุ๊กคันดังกล่าวด้วยการเพิ่มระดับความเร็วไปเรื่อย ๆ Matt คิดว่ารถสามล้อเครื่องของเขาสามารถสร้างสถิติใหม่ได้อย่างแน่นอน เขาจึงไม่รอช้าติดต่อไปยัง Guinness World Records เพื่อบันทึกความเร็วของรถ
หนุ่ม ๆ ที่หลงรักการเดินทาง ชื่นชอบการผจญภัยและหลงใหลการบุกป่าฝ่าดงเข้าไปชมความงดงามของธรรมชาติ คงไม่พลาดที่จะเก็บภาพและวิดีโอสุดประทับใจกลับมา ด้วยกล้องแอ็กชันตัวจิ๋วที่ฮิตฮอตที่สุดในตอนนี้อย่าง GoPro Hero 7 Black แต่วันนี้ UNLOCKMEN ไม่ได้จะมาแนะนำ GoPro รุ่นเรือธงที่ทุกคนรู้จักดี หากมีของเล่นใหม่ที่เจ๋งไม่แพ้กัน คือ ‘Osmo Action’ กล้องแอ็กชันตัวแรกจาก DJI ที่มีสเปกและฟีเจอร์เทพ ๆ ไม่ต่างกัน แถมมีราคาถูกกว่า GoPro ซะอีก DJI Osmo Action DJI บริษัทผลิตโดรนรายใหญ่ของโลกได้เปิดตัว Osmo Action กล้องแอ็กชันตัวแรกที่ปล่อยออกมาเพื่อตีตลาด GoPro โดยเฉพาะ ด้วยขนาด 2.6 x 1.6 x 1.3 นิ้ว ใช้ระบบเซ็นเซอร์ CMOS คำนวณค่าของแสงที่ตกกระทบ พร้อมถ่ายภาพด้วยความละเอียดสูงสุด 12 ล้านพิกเซล และที่เฟี้ยวไปกว่านั้นคือมี 4K HDR Video ให้ถ่ายวิดีโอ
สิ่งของทุกอย่างล้วนมีแรงบันดาลใจและจุดกำเนิด รถยนต์เองก็เช่นเดียวกัน คุณจะให้ราคากับโมเดลรถยนต์ที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจของปีศาจความเร็วสมัยใหม่หลายต่อหลายคันในราคาแค่ไหน โดยเฉพาะถ้ามันคือคันสุดท้ายที่เหลือรอดจากการถูกผลิตออกมาเพียง 3 คันบนโลกและกำลังจะถูกนำออกมาประมูล บรรพบุรุษของเจ้าแห่งความเร็วที่เรากำลังพูดถึงคือ Porsche Type 64 ที่ถูกผลิตขึ้นมาในปี 1939 รถรุ่นนี้เดิมถูกผลิตขึ้นมาเป็น Prototype ก่อนเป็นจำนวน 3 คันเพื่อทดสอบและเข้าร่วมการแข่งขัน Berlin-Rome Endurance Race แต่ยังไม่ทันได้อวดประสิทธิภาพมันก็ถูกสงครามโลกครั้งที่สองมาขัดจังหวะเอาไว้ก่อน โปรเจกต์จึงพับเก็บไป อย่างไรก็ดีลักษณะตัวถังของมันถูกถ่ายทอดออกมาเป็น Porsche Gmund 356 ในเวลาต่อมา ขณะเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไป รถตัวต้นแบบอีกสองคันก็ได้รับความเสียหายตามกาลเวลา เหลือเพียงหมายเลข 3 ซึ่งอยู่ในสภาพดีและกำลังจะถูกนำออกประมูลโดย RM Sotheby’s Monterey ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 17 สิงหาคมนี้ ว่ากันว่ารถยนต์สุดคลาสสิกที่ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีคันนี้จะสามารถสร้างราคาที่เป็นสถิติใหม่ที่น่าสนใจขึ้นมา Porsche Type 64 คือร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ของประวัติศาสตร์ยานยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องยนต์ Flat-Four 32 แรงม้าสภาพสมบูรณ์ ที่มาพร้อมอุปกรณ์แต่งและชุดอะไหล่ครบครัน รวมถึงงานดีไซน์ที่รูปทรงของมันกลายมาเป็นต้นแบบให้รถสปอร์ตของ Porsche มาตลอดเจ็ดทศวรรษที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ที่ไม่ค่อยได้แสดงตัวตนที่ไหนบ่อยนักและนั่นจะทำให้เหล่าคนรักรถและนักสะสมมือหนักที่มาร่วมงาน แข่งกันเคาะราคาเพื่อให้ได้มันไปไว้ในครอบครองอย่างแน่นอน SOURCE
ระหว่างที่ผู้ชายอย่างเรามุ่งมั่นใช้ชีวิตบนเส้นทางของตัวเองอย่างเต็มที่อยู่ทุกวัน ขณะเดียวกันเวลาทุกวินาทีที่เดินไปข้างหน้าเรื่องของเทคโนโลยีล้ำสมัยในโลกของยานยนต์ก็ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศแห่งนวัตกรรมอย่างจีนที่กำลังถูกจับตามองจากคนในแวดวงการรถยนต์ทั่วโลกแบบไม่คลาดสายตา SAIC Motor Corporation หนึ่งในบริษัทยานยนต์ระดับโลกจากประเทศจีนซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ เอ็มจี ประเทศไทยที่กำลังมุ่งเน้นพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานทางเลือกออกมา เพื่อให้หนุ่ม ๆ ทั่วโลกได้มีทางตัวเลือกในการซื้อรถยนต์เพิ่มมากขึ้นในอนาคต ด้วยการพัฒนาภายใต้ 4 แกนหลักคือรถยนต์ขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า (Electrification), ระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligence Connectivity) , การใช้รถยนต์ร่วมกัน (Car Sharing) และความเป็นสากล (Globalization) โดยพวกเขาใช้ประสบการณ์จากการทำธุรกิจในกว่า 60 ประเทศทั่วโลกและศูนย์วิจัยพัฒนาที่ตั้งอยู่ทั้งในประเทศจีน, อังกฤษและสหรัฐอเมริกา รวมถึงขยายฐานการผลิตมาที่ประเทศไทย, อินโดนีเซียและอินเดียเมื่อไม่นานมานี้ มาในปีนี้พวกเขาได้ทำการเปิดตัวรถยนต์หลากหลายรูปแบบทั้งชนิดขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง (Fuel Cell) , รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ (EV) รวมถึงรถต้นแบบที่สามารถเชื่อมต่อกับการสื่อสาร 5G ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกับ China Mobile, Huawei และ Shanghai International Auto City เพื่อสร้างอาณาจักรของรถยนต์แห่งอนาคต โดยทั้งหมดจัดแสดงในงาน Auto
การฟังเพลงคงเป็นหนึ่งในงานอดิเรกของผู้ชายหลาย ๆ คน จะฟังเพลิน ๆ ตอนอาบน้ำหรือนั่งฟังตอนกินเบียร์ เราก็เชื่อว่าความรื่นรมย์ของบทเพลงจะทำให้หนุ่ม ๆ UNLOCKMEN จรรโลงใจได้ไม่น้อย ยิ่งเวลาที่ต้องเดินทางไปทำงาน แม้จะฝ่าสมรภูมิรถติด ต่อสู้กับฝูงชนที่แน่นเอี๊ยด หรือวินาทีที่รอไฟเขียวกลางสี่แยกอย่างไร้จุดหมาย คงต้องบอกว่าเพลย์ลิสต์ดี ๆ นั้นเติมเต็มความสบายใจบนโลกที่วุ่นวายนี้ได้เป็นอย่างดี แต่บ่อยครั้งที่จะตั้งใจฟังเพลงก็มักมีเสียงรบกวนสอดแทรกเข้ามาจนได้ ถึงเราจะเร่งเสียงให้ดังมากขนาดไหน ก็หนีไม่พ้นเสียงที่ดังกว่าจากภายนอกซึ่งมันเจาะทะลุเข้ามาในหูฟังเราได้อยู่ดี แล้วถ้ามีนวัตกรรมหูฟังเจ๋ง ๆ ที่ช่วยลบเสียงดังวุ่นวายข้างนอกและทำให้เราจดจ่ออยู่กับบทเพลงในสองรูหู หนุ่ม ๆ ว่ามันจะน่าสนใจหรือเปล่า? Surface Headphones หูฟังตัดเสียงรบกวนชุดแรกจาก Microsoft หลังจาก Sony, Bose, Panasonic และแบรนด์ชั้นนำอื่น ๆ ได้เปิดตัวหูฟังตัดเสียงรบกวนกันไปแล้ว ทีนี้ก็ถึงคราวของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอทีอย่าง Microsoft กันบ้าง Microsoft เปิดตัว “Surface Headphones” หูฟังไร้สายชุดแรกที่มีความสามารถยอดเยี่ยมในการตัดเสียงรบกวน ใช้งานง่าย อัดแน่นไปด้วยคุณภาพและฟังก์ชัน แถมเมื่อเทียบราคากับคู่แข่งก็ไม่ได้ทิ้งห่างจากกันมากนัก โดยมีราคาอยู่ที่ $349.99 หรือประมาณ 11,000 บาท เท่านั้น หูฟังตัวนี้ถูกออกแบบให้มีสี
IKEA ร้านขายเครื่องเรือนและของใช้ในบ้านชั้นนำจากสวีเดน จับมือกับ Sonos บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงสัญชาติอเมริกัน ร่วมกันพัฒนา ‘SYMFONISK’ ลำโพงคู่หูไฮบริดแบบ Two-in-one ที่รวมฟังก์ชันการใช้งานทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน ไม่เพียงแต่สร้างความบันเทิงด้วยเสียงจากลำโพง แต่ยังตอบโจทย์การใช้งานอื่นๆ ภายในบ้านได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ในงาน Milan Design Week 2019 ที่ผ่านมา มีการเปิดตัวลำโพงไฮบริด SYMFONISK อันเกิดจากแนวคิดของสองบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่จะสร้างสรรค์บรรยากาศ ความสะดวกสบาย และตั้งใจที่จะเปลี่ยนชีวิตภายในบ้านให้ดียิ่งขึ้น จึงมีการผสมผสานระหว่างความเชี่ยวชาญด้านเสียงและเทคโนโลยี กับศาสตร์แห่งการแต่งบ้านเข้าด้วยกัน จนได้ออกมาเป็นลำโพงโคมไฟตั้งโต๊ะ SYMFONISK Table Lamp with Wi-Fi Speaker และลำโพงชั้นวางของ SYMFONISK Bookshelf Wi-Fi Speaker SYMFONISK Table Lamp with Wi-Fi Speaker เป็นลำโพงโคมไฟตั้งโต๊ะรูปทรงโค้งมน ที่ซ่อนตัวกระจายสัญญาณเอาไว้ด้านบน ด้านหน้ามีปุ่มให้หมุนเพื่อปรับระดับแสงสว่างและระดับเสียง ส่วนบริเวณฐานโคมไฟทำหน้าที่เป็นลำโพงขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นการรวมแสงและเสียงเข้าด้วยกัน ออกแบบมาให้กระจายแสงไฟอย่างอบอุ่นและกระจายเสียงอย่างลงตัว ที่ง่ายๆ คือลำโพงโคมไฟตัวนี้จะช่วยลดการใช้สายไฟในบ้านของคุณได้อย่างแน่นอน ส่วน SYMFONISK
ยุคสมัยก่อนหน้านี้การขับรถหรูมักจะตกแต่งให้หรูยิ่งกว่า หรือแรงยิ่งขึ้นก็ตาม มีสำนักแต่งที่เลือกโมดิฟายเฉพาะรถหรูมากมาย ไม่ว่าจะเป็น RWB ที่เลือกแต่ง Porsche ให้ดุดันแบบ Widebody หรือจะจะเป็นชุดแต่งจาก Liberty Walk ที่เน้นโมทุกสำนักไม่ว่าจะเป็น Lamborghini ไปจนถึง GT-R แต่จะมีสำนักแต่งไหนโหดสัสได้เท่าสำนักแต่งในรัสเซีย ที่ไม่ได้เน้นหรูหรือเน้นแรง แต่เน้นลุยสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก ด้วยการเปลี่ยนล้อรถให้กลายเป็นตีนตะขาบรถถัง จะเรียกว่าเป็นรถถังที่หรูที่สุดในโลกก็คงไม่ผิดนัก สำหรับ Bentley Continental GT Tank คันนี้ ผลงานในชื่อโปรเจค “Ultratank” ของสำนัก Eastern Europe ที่ใช้เวลายาวนานหลายเดือนไปกับการคิดว่า ทำยังไงถึงจะเปลี่ยนแรงม้าของ Bentley Continental GT ซึ่งในเวอร์ชันที่เราเห็นนี้ก็ยังไม่ใช่ว่าเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อย ยังมีการบ้านที่ Eastern Europe ต้องพัฒนาต่อ ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่ทำให้เครื่องยนต์สามารถใช้ขับเคลื่อนตีนตะขาบรถถังได้เต็มที่ เพราะถ้าแรงบิดไม่มากพอ ย่อมยากที่จะสร้างแรงขับเคลื่อนให้สายพานของตีนตะขาบอันหนักอึ้งได้ ซึ่งขณะนี้ตั้งเป้าว่ารถจะต้องทำความเร็วให้ได้ 100 km/h แต่ปัจจุบันยังทำได้แค่ครึ่งเดียวคือ 50 km/h เท่านั้น และมันทำให้การควบคุม Ultratank ทำได้ยากเย็น
โลกของธุรกิจมีมากกว่าตัวเงิน สำหรับคนที่ไม่ชอบเรื่องตัวเลขหรือต้นทุนเลยอาจจะมองว่าน่าปวดหัว แต่ความจริงมันยังมีหลายมิติที่น่าสนใจ โดยเฉพาะแง่ของการตลาดและการโฆษณา เพราะมันคือแหล่งรวมความคิดสร้างสรรค์ล้วน ๆ ซึ่งถ้าเรารู้ทันและเข้าใจมัน เราก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อและนำความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นไปต่อยอดได้ ช่วงนี้ไม่ว่าจะแบรนด์ไหนก็เริ่มบุกตลาด AI และ AR กันเป็นแถบ อย่างล่าสุดที่เราเพิ่งนำเสนอกันไปก็เป็น Application วัดขนาดเท้าของ Nike อย่าง “Nike Fit” เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการซื้อรองเท้าแต่ขนาดไม่ตรงกับความจริง แต่ล่าสุดเราเพิ่งไปพบรูปแบบการตลาดของ AI ที่น่าสนใจ เรียกได้ว่าน่าจะเป็นปรากฏการณ์ใหม่เขย่าวงการด้วยการใช้ AI กับ “สุนัข” เพื่อเพิ่มยอดขายอย่างจริงจัง ร้านขายสัตว์เลี้ยงประเทศบราซิลในเครือ Petz แหวกแนวเปิดชอปปิงออนไลน์สำหรับสุนัขอย่างแท้จริง โดยเรียกมันว่า Pet-Commerce หรือการซื้อของออนไลน์ที่เลือกจากความต้องการของสัตว์เลี้ยงเอง โดยใช้ AI ดักจับความสนใจของสุนัขผ่านกล้องของอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน แท็ปเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ การเลือกซื้อของระหว่างสุนัขกับระบบ AI จะใช้วิธีการ access เข้าเว็บไซต์ก่อนโดยให้สุนัขนั่งอยู่ที่หน้าตักเราหรือจุดไหนก็ได้ที่มองเห็นกล้องหน้า จากนั้นให้เราเลือก Pet Commerce หน้าจอจะแสดงคลิปสินค้าแบบแรนดอม ไม่ว่าจะเป็นกระดูก บอลยาง ฯลฯ ขั้นตอนนี้เอง
หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากงานเปิดตัว The All New XC40 เมื่อเดือนกันยายนในปีที่ผ่านมา วอลโว่ต้อนรับศักราชใหม่ด้วยกิจกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่จะกลายเป็นท็อคออฟเดอะทาวน์แห่งปี กับงานเปิดตัว “The Volvo Way: Freedom to Experience” พบขบวนรถยนต์รุ่นล่าสุดจากวอลโว่ที่สร้างยอดขายถล่มทลาย มาร่วมทดสอบสมรรถนะบนลู่วิ่ง 2 ระดับที่แฟนวอลโว่ยังไม่เคยสัมผัสมาก่อน ณ ใจกลางมหานครกรุงเทพฯ เปิดรอบสำหรับบุคคลทั่วไปในวันที่ 9 – 19 พฤษภาคม 2562 ระหว่างเวลา 11.00 – 22.00 น. ณ ลานมรกต ด้านหน้าห้างเซ็นทรัลชิดลม “นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย มุ่งเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับลูกค้าของเราเป็นอันดับแรก จวบจนปัจจุบัน เรายังคงให้ความสำคัญกับลูกค้าของเราอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประสบการณ์ที่พวกเขาจะได้รับทุกครั้งที่มาเยือนศูนย์บริการวอลโว่” มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) กล่าว “ภายในงาน The Volvo
NIKE เคยกล่าวไว้ว่า 3 ใน 5 คนที่ใส่รองเท้าผ้าใบ เลือกขนาดรองเท้าไม่เหมาะสมกับขนาดเท้า และที่สำคัญคือรองเท้าแต่ละรุ่น อาจจะเหมาะสมกับไซส์รองเท้าที่ต่างกันออกไป แม้จะเป็นเท้าคู่เดิมของเราก็ตาม ดังนั้นเรื่องการเลือกขนาดรองเท้าจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับ NIKE ไม่แพ้ประสบการณ์การสวมใส่ เพราะต่อให้ออกแบบรองเท้ามาดีแค่ไหน แต่ถ้าคนซื้อผิดไซส์ไป ก็ใส่ไม่ Happy อยู่ดี แล้ววิธีแก้คืออะไร? ในยุคที่ทุกคนกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมไปซื้อของออนไลน์ แม้แต่เรื่องของเสื้อผ้าแฟชั่นรองเท้าที่ขนาดเป็นหัวใจสำคัญที่เคยเชื่อว่า “ถ้าไม่ได้ลอง ก็ไม่ซื้อ” ก็เริ่มลดความคาดหวัง กดสั่งซื้อทางออนไลน์กันมากขึ้น ซึ่งแม้จะมี return policy ในการรับคืนรองเท้าก็ตาม แต่ก็ต้องยุ่งยากเรื่องจ่ายเงิน คืนเงิน ค่าส่ง บริหาร Inventory และสำหรับร้าน Retailer จะยิ่งเซ็งเพราะค่าใช้จ่ายพวกนี้มีผลทำให้ราคาขายสูงขึ้นเช่นกัน NIKE จึงหันไปโฟกัสในเทคโนโลยีที่อยู่ใกล้มือทุกคน นั่นคือการพัฒนาสร้างสรรค์ Application ที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ เรียกว่า “Nike Fit” ซึ่งสามารถคำนวณขนาดเท้าได้อย่างแม่นยำในระดับคลาดเคลื่อนไม่เกิน 2 มิลลิเมตร ซึ่งแม่นยิ่งกว่าบรรดา Application วัดระยะที่เคยมีมาก่อนหน้าซะอีก ด้วยความที่ขนาดเท้าเป็นเรื่อง sensitive จึงต้องใช้การทำงานร่วมกันของ AR


