Life

อยากคบกันนานต้องคบคนดี งานวิจัยเผยผู้ชายเลวมีเสน่ห์แค่ชั่วคราวเท่านั้น

By: BAO September 25, 2020

หลายคนคงเคยได้ยินประโยคบอกเลิกยอดฮิต “เธอดีเกินไป เราเลิกกันเถอะ” ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยว่า การเป็นคนดีจะทำให้เราล้มเหลวในความสัมพันธ์จริงหรือไม่ ในเมื่อความดีเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับมากกว่าความเลว แถมเรายิ่งจะปวดหัวมากขึ้นมากไปอีก เมื่อรู้ว่า ผู้หญิงชอบผู้ชายเลว (Bad boys) มากกว่า ผู้ชายดี (Nice guys) มันเป็นไปได้ยังไง ยิ่งคิด ยิ่งปวดหัว! บทความนี้ UNLOCKMEN อยากจะมาไขข้อข้องใจในเรื่องนี้

ผู้ชายเลวต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ?

เวลาพวกเราพูดถึงผู้ชายเลว แต่ละคนอาจมีนิยามไม่เหมือนกัน บางคนอาจมองว่าผู้ชายเลวคือคนที่เห็นแก่ตัว บางคนอาจมองว่าผู้ชายเลวคือคนที่ไม่ยอมทำตามสิ่งที่เราต้องการ ฯลฯ ดังนั้น เพื่อให้ทุกคนที่อ่านบทความนี้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าความเลวตรงกัน เราเลยอยากขอยกหลักคำสอนของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคเรื่อง ‘บาป 7 ประการ’ มาเป็นแนวทางในการนิยามความเลวของผู้ชาย

ซึ่งบาป 7 ประการนี้ จะประกอบไปด้วย พฤติกรรม 7 อย่างที่สะท้อนความเห็นแก่ตัวที่มากเกินไปของมนุษย์ อันได้แก่

  1. ราคะ (lust) คือ หมกหมุ่นในเรื่องเพศมากเกินไป จนทำให้เกิดพฤติกรรมที่ทำร้ายคนอื่น เช่น การข่มขืน การคบชู้
  2. ตะกละ (gluttony) คือ ตอบสนองต่อความต้องการของตัวเองมากเกินไปโดยไม่คิดถึงผู้ถึงผู้อื่น ต้องการบริโภคสิ่งต่างๆ มากเกินไป (โดยเฉพาะน้ำและอาหาร) จนลงมือทำในสิ่งที่ไม่ดี อาทิ แย่งน้ำแย่งอาหารคนอื่นมากิน
  3. โลภะ (greed) คือ หลงใหลในทรัพย์สินและอำนาจมากเกินไป จนทำในสิ่งที่ไมดี เพื่อให้ได้มันมา เช่น ขโมยเงิน ขู่กรรโชกทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ และการทุจริต
  4. เกียจคร้าน (sloth) คือ เพิกเฉยต่อความเป็นไปของสิ่งรอบข้าง เช่น ปล่อยให้คนอื่นทำงานแล้วตัวเองอยู่เฉยๆ ไม่ยอมทำงานทำการ เป็นต้น
  5. โทสะ (wrath) คือ มีความโกรธและความพยาบาทมากเกินไป จนทำในเรื่องที่ผิดศีลธรรม เช่น ล้างแค้น มุ่งร้ายต่อคนที่เหม็นขี้หน้า เกลียดคนอื่นโดยไร้เหตุผล (เช่น เกลียดคนต่างเชื้อชาติ ศาสนา) จนนำไปสู่การฆาตกรรม หรือ สังหารหมู่
  6. ริษยา (envy) คือ ความปราถนาให้ผู้อื่นเจอเรื่องร้ายๆ เพราะไม่ยอมให้คนอื่นได้ดีกว่าตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ทรัพย์สมบัติ รูปร่างหน้าตา ฐานะทางการเงิน และความสำเร็จ คนที่ริษยา คือ คนที่รังเกียจตัวเอง และปราถนาอยากเป็นผู้อื่น จนมีพฤติกรรมทำร้ายผู้อื่น เช่น ขโมยของคนอื่น หรือ ปล่อยข่าวปลอมเพื่อทำลายชื่อเสียงคนอื่น เป็นต้น
  7. อัตตา (pride) คือ ต้องการอำนาจและความสำคัญเหนือผู้อื่น เย่อหยิ่งและหลงตัวเองมากเกินไป จนเกิดพฤติกรรมแบบที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เช่น คิดว่าตัวเองทำได้ทุกอย่าง คิดว่าตัวเองเหนือกว่าพ่อแม่ หรือ เหนือกว่าพระเจ้า เป็นต้น

มนุษย์ที่มีบาปทั้ง 7 ประการนี้ จะได้รับการลงโทษตามบาปที่ตัวเองได้ก่อไว้ เช่น ผู้ที่มีราคะจะถูกรมด้วยสารกำมะถันและไฟพร้อมตัดอวัยวะเพศ ส่วนผู้ที่มีอัตตาจะถูกทรมานบนวงล้อ เป็นต้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า คนบาป (หรือ คนเลว) ไม่ได้รับการยอมรับ เพราะมีบทลงโทษสำหรับคนเลวเสมอ


ผู้ชายเลวน่าดึงดูดแค่ในความสัมพันธ์ระยะสั้น!

อาจเหมารวมได้ว่าบาปเป็นลักษณะประจำตัวของผู้ชาย เพราะงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผู้ชายมักมีลักษณะ ‘Dark Triad’ (สามลักษณะบุคลิกภาพด้านมืด ได้แก่ หลงตัวเอง (narcissism) โรคจิต (psychopathy) และแมคคิเวลเลียน (Machiavellianism) ) มากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นิสัยหลงตัวเอง หรือ narcissism ที่งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า ในหลายวัฒนธรรม ผู้ชายมีลักษณะดังกล่าวมากกว่าผู้หญิง แม้บาปจะเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจในสายตาของคนในสังคมส่วนใหญ่ (อย่างที่ใครหลายคนบอกว่าไม่ชอบคนเห็นแก่ตัว) แต่พอเป็นเรื่องความสัมพันธ์กลับตรงกันข้าม โดยงานวิจัยหลายชิ้นบอกว่า ผู้ชายที่มีลักษณะ ‘Dark Triad’ จะได้เปรียบเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ระยะสั้นมากกว่าคนกลุ่มอื่น ซึ่งได้มีการอธิบายแต่ละลักษณะของแต่ละบุคลิกภาพไว้ดังนี้

  • ผู้ที่เป็น narcissism (หลงตัวเอง, บ้าอำนาจ คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่) จะมีความเก่งกาจในเรื่องการเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ (ย้ำว่าแค่การเริ่มต้นเท่านั้น!) คนกลุ่มนี้ยังหาโอกาสในการเกี้ยวพาราสีเก่ง และมักมีความทะเยอทะยานในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องหน้าที่การงาน หรือ สถานะทางสังคม คุณสมบัติเหล่านี้เองที่สร้างความน่าดึงดูดให้กับพวกเขา
  • ส่วน psychopathy (ใจดำ (callousness), ไม่มีความเห็นอกเห็นใจ, ต่อต้านสังคม และมีพฤติกรรมเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย (erratic behavior)) มักสามารถสร้างความน่าดึงดูด (แบบผิวเผินและหลอกลวง) ต่อฝ่ายตรงข้ามได้ เพราะคนกลุ่มนี้มักแต่งตัวดี ประดับประดาตัวเองเก่ง และมีภาษากายที่สมูท เช่น ท่าทางที่ดูผ่อนคลาย
  • Machiavellianism (ตีสองหน้า, ไม่จริงใจ และสนใจต่อสิ่งภายนอก (extraversion)) คนกลุ่มนี้จะชักจูงใจเก่ง  และมีความสามารถเรื่องการพูดในสิ่งที่คนอื่นอยากได้ยิน ซึ่งเป็นสกิลที่ทำให้คนกลุ่มนี้น่าดึงดูดนั่นเอง!

วิจัยหลายชิ้นจะชี้ให้เห็นว่าผู้ชายที่มีลักษณะ Dark Triad จะประสบความสำเร็จในเรื่องเพศมากกว่าผู้ชายกลุ่มอื่น แต่ก็มีการพูดถึงปัญหาของงานวิจัยเหล่านั้นว่า ใช้วิธีเก็บข้อมูลแบบให้ผู้เข้าร่วมการทดลองรายงานผลด้วยตัวเอง (self-report) ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือต่ำ เพราะผลการทดลองอาจมีอคติและไม่ตรงตามความเป็นจริง และอาจเป็นข้อมูลด้านเดียว (one-sided view) เพราะผู้เข้าร่วมการทดลองยังนิยามตัวเองด้วยว่า “เป็นคนที่มีความเก่งกาจเรื่องเพศ” จึงยังคงมีคำถามอยู่ว่า ผู้ชายที่มีลักษณะ Dark Triad น่าดึงดูดในสายตาของผู้หญิงจริงหรือไม่

งานวิจัยชิ้นหนึ่ง (2013) พยายามตอบคำถามนี้ โดยทำการทดลองให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่เป็นเพศหญิงจำนวน 128 ราย ได้รู้จักผู้ชาย 2 ประเภท ได้แก่ กลุ่ม Dark Triad และกลุ่มควบคุม โดยหลังจากที่ได้รู้จักคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้ว พวกเธอจะต้องคำถามพร้อมกับประเมินคะแนนความน่าดึงดูดของผู้ชายกลุ่มที่ตัวเองได้รับรู้มา (ทีมนักวิจัยได้ตัดปัจจัยที่อาจทำให้ผู้เข้าร่วมการทดลองมีอคติออกแล้ว เช่น ฐานะทางการเงิน ระดับการศึกษา) จากนั้นข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดจะถูกนำไปวิเคราะห์โดยทีมวิจัย

ผลการวิจัย พบว่า ผู้หญิงยังรู้สึกว่าผู้ชาย Dark Triad มากกว่ากลุ่มอื่น สอดคล้องกับงานวิจัยที่ผ่านมา ซึ่งทีมวิจัยได้อธิบายผลการวิจัยว่า อาจเกิดจากทฤษฎีการคัดเลือกทางเพศ (sexual selection) คือ เวลาผสมพันธุ์ ผู้หญิงจะต้องเฟ้นหาผู้ชายที่มีคุณภาพ ผู้หญิงจึงรู้สึกว่า ‘ผู้ชายเลว’ น่าดึงดูด (ในความสัมพันธ์ระยะสั้น) เพราะพวกเขาแสดงออกถึงคุณสมบัติของผู้ชายที่มีคุณภาพ ได้แก่ ความมั่นใจ ความดื้อรั้น และมักชอบทำอะไรเสี่ยงๆ


ความสัมพันธ์ระยะยาวต้องการผู้ชายที่ดี

ในความสัมพันธ์ระยะยาว ผู้ชายเลวอาจเป็นผู้แพ้ก็เป็นได้ เพราะงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำโดย Close Relationships Lab ของมหาวิทยาลัยมิชิแกนสเตต (2018) พบว่า คนที่มีคุณสมบัติเหล่านี้สูง ได้แก่ ซื่อตรง (conscientious) น่าคบหา (agreeable) ใจกว้าง (openess) และมั่นคงทางอารมณ์ จะมีความพอใจในความสัมพันธ์ของคู่ตัวเองมากกว่าคนกลุ่มอื่น แต่ในทางกลับกัน คนที่เป็นโรคประสาทใช้อารมณ์เหนือเหตุผล (neurotic) และ extraversion จะพึงพอใจในความสัมพันธ์น้อยกว่า

งานวิจัยชิ้นนี้ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า การมีคู่รักที่ดี สำคัญกว่าการอยู่กับคนที่มีความสนใจเหมือนกัน โดยในคู่รักที่มีนิสัยคล้ายกัน ความซื่อตรง และความดี (nice) จะเป็นปัจจัยที่ทำให้คู่รักพอใจกับความสัมพันธ์

จากผลการวิจัย Bill Chopik ผู้อำนวยการ Close Relationships Lab กล่าวว่า คนน่าจะไม่ได้พยายามอย่างหนักเพื่อตามหาใครสักคนที่เข้ากับตัวเองอย่างเดียว แต่อาจมีการกรองด้วยคำถาม เช่น “คนๆ นั้นเป็นคนดีรึเปล่า ?” “เป็นคนขี้กังวลมาเกินไปหรือไม่ ?” พูดง่ายๆ คือ คนจะประเมิน 3 อย่างเวลาหาคู่ ได้แก่ ความเข้ากัน ความดีความชั่ว และความมีเหตุมีผลของอีกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม แม้เราจะรู้แล้วว่าผู้ชายเลวน่าดึงดูดแค่ชั่วคราว และการเป็นคนดีจะช่วยให้ความสัมพันธ์ยืนยาวได้มากกว่า แต่คำถาม คือ แล้วเราจะเป็นคนดีที่น่าดึงดูดได้อย่างไร ? วันนี้เราก็ได้นำเทคนิคที่ช่วยให้คุณมีความน่าดึงดูดในสายคนอื่นมากขึ้นมาฝากเช่นกัน เริ่มจาก…

 

1.มีความพร้อมอยู่เสมอ

งานวิจัยบอกว่า คุณลักษณะที่น่าดึงดูดมากที่สุดของมนุษย์ คือ ความพร้อม (availability) เพราะเรามักจะประเมินความพร้อมของคู่ของเราอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น เวลาหาคู่ แต่ละฝ่ายจะดูว่าอีกฝ่ายพร้อมคู่กันหรือไม่ หรือ ในความสัมพันธ์แบบเพื่อนและคู่รักระยะยาว แต่ละฝ่ายจะดูว่าอีกฝ่ายพร้อมเปิดใจมากกับตนมากแค่ไหน เป็นต้น ดังนั้น เพื่อให้เรามีความน่าดึงดูดในสายตาของคู่เรา เราเลยต้องแสดงความพร้อมให้เขาเห็นอยู่เสมอ เช่น แสดงให้เห็นว่า เราอยากพูดคุยกับเขา อยากเริ่มความสัมพันธ์กับเขา โดยการเข้าไปคุยกับเขาก่อน เป็นต้น

 

2.เปลี่ยนภาษากายของตัวเองให้น่าดึงดูด

งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า ภาษากาย ไม่ว่าจะเป็นสีหน้า ท่าทาง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกว่าเราน่าดึงดูด ดังนั้น เราอาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าหน้าผมเพื่อให้ตัวเองน่าดึงดูด แต่เปลี่ยนมาใช้ภาษากายที่น่าดึงดูดแทน เช่น

    • เปิดลำตัว – การเปิดลำตัว หน้าอก ช่องท้อง จะเป็นการแสดงความพร้อม (ซึ่งอย่างที่บอกไป เป็นปัจจัยที่สร้างความน่าดึงดูด) ในขณะที่การกอดอก ถือแก้วไวน์ในตำแหน่งบดบังหน้าท้อง ดูโทรศัพท์ในตำแหน่งบดบังหน้าอก หรือ กอดกระเป๋า purse ไว้ที่ตำแหน่งศูนย์กลางของตัวเอง จะเป็นการบดบังความพร้อมของเรา และจะทำให้เราไม่น่าดึงดูดในสายตาฝ่ายตรงข้าม
    • โชว์มือ – งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า หากเรามองไม่เห็นมือของอีกฝ่าย เช่น เขาเอามือล้วงกระเป๋า ซ่อนไว้หลังเสื้อ หรือ ใต้โต๊ะ เราจะไม่เชื่อใจพวกเขา และความน่าดึงดูดของพวกเขาก็จะลดลงเช่นกัน ดังนั้น ถ้าเราอยากให้คนอื่นเชื่อใจเรา เราอาจต้องเผยมือของเราให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นอยู่เสมอ

 

3.เลิกทำตัวน่าเบื่อ

ข้อนี้น่าจะเป็นความท้าท้ายสำหรับใครหลายๆ คน เพราะสมองของเราถูกออกแบบมาให้เราเป็นคนเบื่อง่าย และโหยหาความบันเทิงอยู่เสมอ และสมองยังทำให้เรารู้สึกด้วยว่าคนที่น่าดึงดูด ต้องทำให้เราอยากรู้จักมากขึ้น (intriguing) มีความน่าสนใจ (Interesting) และต้องตาต้องใจ (engaging) ดังนั้น หากเราอยากน่าดึงดูด เราต้องเลิกเป็นคนน่าเบื่อซะ! ซึ่งสำหรับใครที่ช่วงนี้รู้สึกเบื่อๆ อาจลองหากิจกรรมใหม่ๆ ทำดูจะช่วยแก้เบื่อได้ (สามารถหาไอเดียในการทำกิจกรรมใหม่ๆ ได้จากบทความนี้: https://www.unlockmen.com/6-things-new-make-your-life-boring/)

 

4.ใส่ใจกับภาพลักษณ์ของตัวเองเสมอ

ความประทับใจแรกพบ (first impression) เป็นคอนเซ็ปท์ที่สำคัญต่อการสร้างความสัมพันธ์อย่างมาก เพราะหากเราพลาดไปทีเดียว ก็อาจทำให้ความสัมพันธ์เริ่มต้นได้ไม่สวยก็เป็นได้ และจะส่งผลต่อความน่าดึงดูดด้วย งานวิจัยชิ้นหนึ่งบอกว่า คนรู้ว่าอยากหลับนอนกับใครตั้งแต่ 30 วินาทีแรกที่เจอกัน ส่วนงานวิจัยบางชิ้นบอกว่า ร่างกายมนุษย์รู้ใน 1 วินาทีว่าฝ่ายตรงข้ามมีความน่าดึงดูดทางกายภาพหรือไม่ ดังนั้น เราอาจจำเป็นต้องสร้างความน่าดึงดูดกับฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่วินาทีแรกที่ที่เจอกัน ซึ่งการให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของตัวเองก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เรามีความน่าดึงดูดมากขึ้น (สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีได้ที่บทความนี้: https://www.unlockmen.com/judge-me-if-you-can/)

 


Appendix: 1 / 2 / 3 / 4

BAO
WRITER: BAO
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line