Life

วิธีมองโลกในแง่ดี คำแนะนำที่ทำยากแต่ทำได้ ในยุคที่อะไรก็ดูโหดร้ายไปหมด

By: Chaipohn January 9, 2020

ทุกการเริ่มต้นใหม่ เป็นจังหวะดีที่เราจะสร้างเงื่อนไขในการเริ่มต้นทำอะไรใหม่ ๆ ให้กับตัวเองบ้าง ซึ่งแต่ละคนอาจจะมีเรื่องที่ต้องการปรับปรุงหรือเริ่มต้นทำแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนทำ และสามารถทำด้วยกันได้ เป็นการเริ่มต้นที่สำคัญก่อนจะก้าวไปข้างหน้าก็คือการ ‘Be Optimistic’ หรือมองโลกในแง่ดี Mindset สำคัญที่จะช่วยปลดปล่อยศักยภาพทุกอย่างให้ออกมาได้เต็มที่กว่าเดิม

พูดโคตรง่าย แต่ทำโคตรยาก 

ใช่แล้วครับ พูดมันง่าย ยิ่งเมื่อเราดูปัจจัยรอบด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สงคราม การงาน มลภาวะในอากาศ หรือเรื่องส่วนตัวของแต่ละท่าน มันอาจจะดูขุ่นมัวจนไม่รู้จะมองโลกในแง่ดีไหวได้ยังไง แต่แม้จะยากก็คุ้มที่จะพยายามนะครับ เพราะมีผลงานวิจัยมากมายที่บอกว่า การเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพองค์รวมมากกว่าที่เราคิด เช่น ช่วยลดการเกิดโรคหัวใจลงถึง 30%, ลดโอกาสการเกิดเส้นเลือดตีบ และช่วยลดให้ชีวิตยืนยาวกว่าคนมองโลกในแง่ร้าย

ดังนั้นพวกเรามาเริ่มเป็นคน Optimistic ไปพร้อมกันนี่แหละ จะได้สบายใจ และอยู่ด้วยกันไปนาน ๆ

We can be an optimistic person in a negative world 

การมองโลกในแง่ดีเป็นทางเลือกที่เราสร้างได้ พวกเราสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ไปแบบเดิม ๆ ในโลกที่ดูมืดมน คิดอะไรก็เป็นเรื่องเลวร้าย หรือคุณจะตัดสินใจลุกออกมาจากจุดนั้น นั่นคือสิ่งที่พวกเราสามารถกำหนดด้วยตัวเองได้ครับ

ถ้าคุณคิดว่าการมองโลกในแง่ดี มันอยู่คนละฟากกับการมองโลกในแง่ร้าย (Pessimistic) เกิดมาเป็นคนแบบไหนก็ต้องอยู่กันไปอย่างนั้น คุณเข้าใจผิดแล้วครับ

มีตัวอย่างผลการทดลองที่บันทึกไว้ใน Journal of Behavior Therapy and Experimental Psychiatry ได้แบ่งกลุ่มคนมองโลกในแง่ร้ายออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกต้องเจอกับกิจกรรมที่ออกแบบให้คิดเรื่องอนาคตในแบบที่เจ้าตัวอยากเป็น ชีวิตมีความสุขในจินตนาการที่เคยวาดฝันเอาไว้ ในขณะที่กลุ่มสองไม่มีการควบคุมอะไร ผลการทดลองพบว่าคนกลุ่มแรกมีความสุขกับชีวิตมากขึ้นกว่าอีกกลุ่มอย่างชัดเจน และยังมองโลกในแง่ดีมากขึ้นหลังนำวิธีไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

เห็นมั้ยครับว่าแค่วิธีง่าย ๆ ที่หมั่นทำเป็นประจำ เราก็สามารถเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นคนมองโลกในแง่ดีได้

มองโลกในแง่ดีให้ยั่งยืน ต้องออกห่างจากคน Toxic และรู้จักความคิดแง่ลบของตัวเอง

ไม่ต้องบอกก็รู้ ว่าเราควรตีตัวออกให้ห่างจากคน Toxic ที่คอยแพร่ความรู้สึกลบ ๆ การมองโลกในแง่ร้าย ๆ ให้คนรอบข้าง เพราะคนกลุ่มนี้จะดูดเอาความสุขและโลกที่สวยงามไปจากเราจนหมดสิ้น ไม่จำเป็นต้องพยายามพูดให้เค้ารู้ตัว ไม่มีประโยชน์ที่จะโต้เถียงให้เราได้ชัยชนะ เพราะคนมองโลกในแง่ร้ายมักจะเป็นศูนย์กลางของจักรวาลย่อม ๆ ของเค้า

ดังนั้นเราจึงควรสร้างขอบเขตที่ปลอดภัย (Green Zone) ถ้าต้องอยู่ร่วมกับคน Toxic พูดคุยในเรื่องที่จำเป็น รับฟังเท่าที่ทำได้ และให้คำแนะนำเท่าที่เราสบายใจ ที่เหลือคือรอยยิ้มและช่องว่างที่เราควรจะสร้างเอาไว้ให้ตัวเองเอาตัวรอดจาก Toxic เหล่านั้นได้

“เจ้านายแม่งโง่” “ไอ้นี่แม่งเลว” “ไอ้นั่นแม่งเห็นแก่ตัว” “พยายามไปทำไม ทำเท่าไหร่ก็ได้เท่าเดิม” และอื่น ๆ อีกมากมายที่เป็น dialogue พื้นฐานจากคนมองโลกในแง่ร้ายซึ่งพร้อมจะดึงให้เราจมดิ่งเก็บไปคิดมากโดยใช่เหตุ ได้ยินเมื่อไหร่ ก็เตรียมตัวออกห่างให้ไกล แล้วชีวิตจะมีความสุข มองโลกในแง่ดีได้อย่างสงบสุข

เป็นคนมองโลกในแง่ดี มีพลังงานที่สื่อสารส่งถึงคนรอบข้างได้

แค่เห็นคนยิ้มมีความสุข เราก็เหมือนจะมีความสุขไปด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด เพราะการเป็นคนมองโลกในแง่ดีนั้นสามารถรับรู้ได้โดยคนรอบตัวคุณ ยกตัวอย่างให้ชัดเจนขึ้นอีกนิด เช่นการ Present งานในห้องประชุมกับลูกค้า คนที่มองโลกในแง่ร้ายว่าสิ่งที่ทำมันน่าจะยังดีไม่พอ มันจะทำได้จริงหรอวะ แน่นอนว่าคนในห้องประชุมย่อมสัมผัสได้ถึงความไม่มั่นใจ พลังงานที่น้อยจนนิ่ง น้ำเสียงที่ขาดความน่าเชื่อถือ ทุกอย่างทำให้ไอเดียนั้นหมดความน่าสนใจ และคนในห้องอาจจะรู้สึกไม่มั่นใจไปโดยปริยาย (แม้มันอาจจะเจ๋งมากก็ตามที)

เทียบกับอีกคนที่ขายไอเดียเดียวกัน ยืน Present ด้วยความมั่นใจและมีพลัง เพราะได้ทำไอเดียงานชิ้นนั้นมาอย่างดีแล้ว ทบทวนแล้วว่าไม่มีจุดอ่อน ไม่มีคำถามใดที่ตอบไม่ได้ และไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไงก็จะไม่เสียใจ แน่นอนว่าพลังงานในห้องประชุมจากไอเดียเดียวกัน ย่อมแตกต่างกัน

ดังนั้นไม่สายเกินไปถ้าพวกเราจะเริ่มยิ้มให้คนอื่นก่อนบ้าง นัดเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานมาอัพเดทสถานการณ์ชีวิต ขอโทษคนที่เราค้างคาใจ ยอมรับความผิดพลาดที่คอยหลอกหลอนใจมาตลอด อะไรที่มันผ่านไปแล้ว มันได้จบไปแล้ว มันจะมีอยู่ไม่กี่เรื่องหรอกครับที่มักจะตามมาหลอกหลอนในหัวสมองของเรา ชื่นชมคนรอบข้างในเรื่องเล็กน้อยที่เราเคยมองข้ามไป เพราะการทำให้คนรอบข้างมีความสุข ตัวเราเองนี่แหละครับที่จะมีความสุขยิ่งกว่าใคร 

 

ยอมรับเลยครับว่าตัวผมเองก็ไม่ใช่จะมองโลกในแง่ดีได้เก่งกาจนัก ปัจจุบันก็กำลังฝึกฝนควบคุมอารมณ์และมองโลกในแง่ดีอยู่เช่นกัน แต่อย่างน้อยในฐานะที่กำลังพยายามเปลี่ยนแปลง จึงอยากเขียนบทความนี้ขึ้นมา และอยากเป็นอีกเสียงนึงที่ยืนยันว่า เราสามารถ เลือก ที่จะมองโลกในแง่ดีได้จริง ๆ

 

Chaipohn
WRITER: Chaipohn
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line