Advertisement
Guide

MANCAVE: “MUSTANG BLU” ดื่มด่ำเสน่ห์ทั้งชั่ววันและค้างคืนในสถาปัตย์สไตล์โคโลเนียลอายุ 100 ปี

By: anonymK August 21, 2020

น้อยคนที่จะไม่รู้จักอาคารเก่าแก่ 3 ชั้นใกล้หัวลำโพงอายุนับ 100 ปี ที่เคยเป็นทั้งธุรกิจโรงพยาบาล ธนาคาร และอาบอบนวดอย่าง “Mustang Blu” หรืออีกชื่อยอดฮิตที่พูดแล้วต้องร้องอ๋อชี้พิกัดถูกว่ามันคือ “คลีโอพัตรา” ซึ่งปิดกิจการไปเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา

MANCAVE ครั้งนี้ UNLOCKMEN จึงขอชวนคุณเดินทางไปที่นี่อีกครั้งในวันที่ไม่มีคลีโอพัตราอาบอบนวด แต่แทนที่ด้วยห้องพักสวย ๆ พร้อมให้ Booking ค้างคืน สัมผัสเสน่ห์วินเทจแท้ของสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลอายุนับศตวรรษที่ทั้งขลังทั้งมีเสน่ห์

หรือถ้ามีเวลาไม่มาก การแวะมาเยี่ยมเยือนชั่วคราวชื่นชมความสวยงามของโครงสร้างข้างในระหว่างจิบเครื่องดื่มและละเลียดเมนูอร่อย ๆ ชั่วคราวในคาเฟ่ก็ถือว่าคุ้มค่า เรียกง่าย ๆ ว่า ไม่ว่าจะชั่วคราวหรือค้างคืน ถ้าไปเยือนแล้วที่นี่จะเป็นที่ ๆ คุณติดใจอยากจะมาพักใหม่


 

บอกตามตรงว่าก่อนจะเปลี่ยนมือจากอาบอบนวดมาเป็นโรงแรมและคาเฟ่สไตล์โคโลเนียลเหมือนปัจจุบันที่คนแห่แหนกันต่อคิวเข้าไป พวกเราเองยังไม่เคยมีโอกาสย่างกรายเข้าไปใช้บริการมาก่อน แต่ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเข้ามาในอาคาร แม้จะไม่รู้ว่าสภาพดั้งเดิมเคยเป็นอย่างไรมาก่อน แต่ก็รู้สึกเหมือนก้าวเข้าสู่อีกพื้นที่หนึ่งทันที บรรยากาศคอนทราสต์กับด้านนอกชัดเจน เพราะการตกแต่ง บรรยากาศ และเสียงเพลงสไตล์บทกวีอาหรับที่กล่อมเกลาไปทั่วทั้งอาคาร

 

ทุกองค์ประกอบที่เราเห็นเหล่านี้คือผลงานการสร้างสรรค์ของ คุณจอย อนันดา สไตลิสต์และโชว์ไดเรกเตอร์ชื่อดังในวงการแฟชั่น

โปรเจกต์ The Mustang Blu ถือเป็นการบูรณะอาคารสถาปัตยกรรมเก่าในแหล่งเสื่อมโทรมหลังที่ 2 ต่อจาก The Mustang Nero ซึ่งเคยเป็นอาคารในพื้นที่เสื่อมโทรมย่านสุขุมวิท แต่ประสบความสำเร็จจากการบูรณะตึกเก่าให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยเหตุผลของการเลือกบูรณะแทนทุบทำใหม่ เพราะเธอตั้งใจเก็บร่องรอยความสวยงามดั้งเดิมของอาคาร ขณะเดียวกันก็คำนวณเรื่องต้นทุนแล้วว่าการเลือกบูรณะเช่นนี้ทำให้ประหยัดงบประมาณได้ดีกว่า

 

หัวใจสำคัญของตกแต่ง The Mustang Blu หลัก ๆ ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่

1. ถอดสิ่งที่ไม่จำเป็นและไม่เกี่ยวข้องออกไป

2. บูรณะของเดิมให้แข็งแรงขึ้นโดยไม่โบกปิดร่องรอยกาลเวลา

และ 3. ต่อเติมเสริมแต่งใหม่เพิ่มอรรถรสของเรื่องราวให้ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ แกรนด์เปียโนหลังใหญ่ สัตว์สตัฟฟ์ เทียน แสงไฟ ตลอดจนฟังก์ชันอื่นที่ทำให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ อำนวยความสะดวกสบาย กระนั้นของใหม่ก็ผสมผสานกันความวินเทจได้อย่างกลมกลืนลงตัว

แง่การเข้ามาใช้พื้นที่ ข้อดีของการมาที่นี่ ไม่ว่าจะมาในฐานะสาย Cafe Hopping หรือ Traveller ที่อยากจองที่พักคือความเป็นส่วนตัว เพราะโซนของคาเฟ่กับจุดทานอาหารบริการลูกค้าโรงแรมเขาแบ่งแยกพื้นที่จากกันชัดเจน ดังนั้น ใครเลือกค้างคืนก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความวุ่นวาย แถมได้ยินมาว่าอาหารเช้าของที่นี่ที่รวมในแพ็กเกจรสชาติดีทีเดียว


 

สุนทรียภาพของร้านโดดเด่นแล้ว เมนูที่เขามีให้เลือกก็ไม่ด้อยไปกว่ากันทั้งอาหารและเครื่องดื่ม งานนี้แม้จะเป็นผู้ชายไม่ชอบของหวานก็ยังมีบางเมนูที่เราอยากแนะนำให้ลองเลือกสั่งมารับประมาณที่โต๊ะได้ดังนี้

The Dark of Beer Cake

เริ่มต้นด้วยเมนู The Dark of Beer Cake เค้กเบียร์ดำฉบับโนแอลที่กินเข้าไปยังไงก็ไม่เมา เนื้อนุ่ม เคล้ากลิ่นหอมของการบ่มมอล์ตสุดดาร์ก ตักเข้าปากแล้วยังขับรถต่อสบายไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับผู้ชายที่ชอบรสชาติเค้กไม่หวานเลี่ยนแต่ต้องสั่งเมนูของหวานมาไว้บนโต๊ะเพื่อรับประทานกับสาวคนโปรด

ถัดมาจานล่าง Hello Paris เป็นเบเกอรี่ครีมทานง่าย เนื้อไม่หนัก เน้นเบาหอมและรสชาตินุ่มนวล เพราะเมนูนี้คือแป้งชูเนื้อนุ่มที่ด้านในอัดแน่นครีมสดรสเอิร์ลเกรย์หอมหวาน ใส่บลูเบอร์รี่สดรสเปรี้ยวตัดหวาน ตัวแป้งด้านบนตกแต่งด้วยถั่ว ตักคำแรกเข้าปากแล้วจะทยอยกินคำต่อไปกินได้เรื่อย ๆ เพราะสัมผัสของเท็กซ์เจอร์ทั้งหมดที่รวมกันทุกคำทำให้รับประทานได้สนุกขึ้น

 

Here come the sun

Here come the sun แก้วนี้ยกให้ความครีเอตด้านการเสิร์ฟและตกแต่งเพราะมาในแก้วไวน์ กดชัตเตอร์แล้วสวยมาก มองจากภาพเผิน ๆ หลายคนคงคิดว่าเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่ยกดื่มต้องประหลาดใจเพราะมันคือกาแฟ!

ชื่อเครื่องดื่มที่เหมือนชื่อเพลง The Beatles เหมาะสำหรับคอกาแฟที่ไม่ได้ชื่นชมความขมเต็มร้อย แต่มองหาเครื่องดื่มไว้กระตุ้นความสดชื่นและความกระปรี้กระเปร่า ใครที่ไม่เคยชอบกาแฟแต่อยากเริ่มต้นเข้าวงการนี้ Here come the sun ที่เป็นกาแฟอเมริกาโนผสมน้ำส้มแก้วนี้ตอบโจทย์เพราะดื่มได้ไม่ยากเกินไป

 

ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มช็อกโกแลตเย็นรสชาติเข้มข้นสำหรับคนที่ไม่ชอบทั้งชาและกาแฟ แก้วนี้ทำจากดาร์กช็อกโกแลต ไซรัปเล็กน้อยหอมหวานกำลังดี ด้านบนท็อปด้วยฟองนมนุ่ม ๆ เสิร์ฟมาในแก้วเก็บความเย็นสองชั้น เมื่อจับแล้วไอน้ำจะไม่ขึ้นข้างแก้วจนเย็นเกินไปและช้อน ใครอยากจะยกดื่มหรือใช้ช้อนตักเต็มคำก็เลือกวิธีที่ต้องการได้เลย

บอกล่วงหน้าสำหรับสายคาเฟ่ทั้งหลายว่าปัจจุบันช่วงที่เราเข้าไป (ต้นเดือนสิงหาคม) ตอนนี้ร้านกำหนดจำนวนการสั่งขั้นต่ำต่อคนอยู่ที่เครื่องดื่ม 1 แก้วและขนม 1 ชิ้น ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยขั้นต่ำก็ราว ๆ 500 บาทต่อคน และกำหนดเวลาการเข้าใช้บริการต่อคนคือ 90 นาทีเพื่อจัดคิวให้ผู้มาใช้บริการสามารถเข้ามาในร้านได้อย่างทั่วถึงและปลอดภัย

ใครที่คิดจะมานั่งใช้พื้นที่ทำงานหรือหาความสงบ ตามความเห็นส่วนตัวระยะนี้ต้องบอกว่ายังไม่ตอบโจทย์ เพราะคนที่มาก็ต่อคิวเข้า และแม้จะจำกัดจำนวนคนเข้าร้านต่อรอบ แต่ในแต่ละรอบจำนวนคนด้านในก็เยอะและเสียงดังพอสมควร แต่ถ้าใครจะเสพบรรยากาศทางสถาปัตย์หรือความรื่นรมย์ของการกินดื่มที่มากไอเดีย เราก็ยืนยันว่า ควรต้องมาสักครั้ง


The Mustang Blu
Address: 721 ถนนไมตรีจิตต์ แขวงป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ (ใกล้ MRT สถานีหัวลำโพง ประมาณ 300 เมตร)
Contact: 06 2293 6191
Open Time: 13:00-17:00 (ปิดวันพุธ)
Facebook: www.facebook.com/themustangblu


PHOTOGRAPHER: Warynthorn Buratachwatanasiri

 

anonymK
WRITER: anonymK
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line