CARS

มินิ ประเทศไทย ขนทัพรถยนต์รุ่นใหม่ร่วมงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2021 พร้อมแคมเปญพิเศษส่งท้ายปี

By: BAO November 30, 2021

ถือเป็นข่าวดีสำหรับสาวกมินิชาวไทย เมื่อทาง มินิ ประเทศไทย ได้ขนรถยนต์หลายรุ่นมาอวดโฉมในงาน Motor Expo 2021  ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2564 นี้ ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี 

และต้องบอกเลยว่าแต่ละคันที่มาโชว์ตัวในงานนั้นไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นรถเซฟตี้คาร์ไฟฟ้ารุ่นแรก the MINI Electric Pacesetter inspired by JCW  มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Jermyn Edition ไปจนถึง the New MINI JCW Hatch launched by Carnival ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับ Carnival แบรนด์แฟชั่นสตรีทที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ซึ่งในวันนี้เราขอนำรายละเอียดรถแต่ละคันมาให้ชาว UNLOCKMEN ได้เรียกน้ำย่อยก่อนไปพบกับไฮไลต์มากมายพร้อมกับโปรโมชันสุดพิเศษแห่งปีจากมินิภายในงาน ว่าแล้วก็เชิญไปอ่านพร้อมกันได้เลย


 

MINI Electric Pacesetter inspired by JCW
รถเซฟตี้คาร์ไฟฟ้ารุ่นแรกจากมินิ

The MINI Electric Pacesetter inspired by JCW เปิดตัวในประเทศไทย พร้อมให้ยลโฉมยนตรกรรมที่ผสานโลกอนาคตแห่งการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเข้ากับตำนานในสนามแข่งของ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ การออกแบบ The MINI Electric Pacesetter inspired by JCW นั้นเกิดจากการร่วมมือกันครั้งแรกของทีมออกแบบของมินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์สปอร์ต ที่แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ขับขี่สนุกตามสไตล์มินิที่มาพร้อมความคล่องตัวแบบรถยนต์ไฟฟ้า นับเป็นอีกก้าวของมินิที่สร้างสรรค์ยนตรกรรมที่ผสมผสานความแรงในแบบฉบับจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ไว้กับรถไฟฟ้าได้อย่างลงตัว

ภายนอกของ The MINI Electric Pacesetter inspired by JCW ออกแบบมาเพื่อใช้ในสนามแข่งโดยเฉพาะ แสดงออกถึงความคล่องตัวในสไตล์มินิที่มาในรูปแบบของขุมพลังรถยนต์ไฟฟ้า นายโอลิเวอร์ เฮล์มเมอร์ หัวหน้าฝ่ายออกแบบของมินิ กล่าวว่า “รูปลักษณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจของมินิรุ่นนี้เป็นการพบกันของเทคนิคการออกแบบที่แม่นยำและความสวยงามทางอารมณ์ กล่าวคือ จุดประสงค์การใช้งานจะกำหนดรูปทรงของรถ ส่วนองค์ประกอบของการออกแบบจะปรับตามดีไซน์ทางเทคนิค โดยทีมเราทำงานอย่างใกล้ชิดกับบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์สปอร์ต เพื่อพัฒนารูปทรงของซุ้มล้อ สเกิร์ตด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพผ่านการลดน้ำหนักวัสดุให้น้อยที่สุด การถ่ายทอดผ่านรูปลักษณ์ที่ดึงดูดสายตามาพร้อมกับการออกแบบทางเทคนิคที่แม่นยำจึงทำให้รถยนต์รุ่นนี้น่าตื่นเต้นเร้าใจมากยิ่งขึ้น”

The MINI Electric Pacesetter inspired by JCW ได้รับการปรับแต่ง ให้พร้อมรับสถานการณ์ท้าทายในสนามแข่ง ตัวรถเป็นสีเงินด้านตัดด้วยสี Highspeed Orange และตกแต่งด้านท้ายเป็นสี Curbside Red ซึ่งเป็นการสะท้อนเอกลักษณ์ของ MINI Electric และ MINI John Cooper Works อย่างชัดเจน

การออกแบบตัวรถเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการเพื่อลดน้ำหนักด้วยวัสดุน้ำหนักเบา ทำให้ The MINI Electric Pacesetter inspired by JCW มีน้ำหนักเบากว่ารุ่นมาตรฐาน 130 กิโลกรัม เพื่อให้สามารถปลดปล่อยพลังทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 6.7 วินาที พร้อมโลดแล่นและรับทุกความท้าทายในสนามแข่ง

ทั้งหมดนี้ถือเป็นข้อพิสูจน์ถึงจุดยืนและวิสัยทัศน์ที่เป็นจริงของมินิ และถูกถ่ายทอดออกมาผ่าน The new all-electric MINI มินิ พลังไฟฟ้า 100% ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าและตัวถังรถเดียวกันกับ The MINI Electric Pacesetter inspired by JCW จึงสามารถปลดปล่อยศักยภาพของมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่ ไม่แพ้เครื่องยนต์แบบสันดาปภายใน ที่สำคัญยังคงเอกลักษณ์ Go-Kart Feeling ตามแบบฉบับของมินิ

ด้านหน้าของรถ The MINI Electric Pacesetter inspired by JCW ยังคงไว้ในแบบฉบับมินิสุดคลาสสิค ทั้งไฟหน้าทรงกลม และกระจังหน้าทรงหกเหลี่ยมที่คุ้นตา ในขณะเดียวกันก็ผสานองค์ประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ของจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ เช่น ซุ้มล้อใหม่ที่ได้รับการปรับให้พอดีกับความกว้างของล้อ เสริมด้วยสเกิร์ตด้านหน้า และติดตั้งสปลิตเตอร์เพิ่มเติมด้านซ้ายและขวา เพิ่มความสปอร์ตยิ่งขึ้น กระจังหน้าปิดทึบ ส่วนโลโก้ MINI Electric ก็แสดงออกถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เป็นหัวใจของรถเซฟตี้คาร์รุ่นนี้นั่นเอง

เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีการระบายความร้อนผ่านบริเวณด้านบนของกระจังหน้า ส่วนหน้าของรถยนต์จึงได้รับการออกแบบให้ปิดทึบไว้เป็นส่วนใหญ่เพื่อเสริมประสิทธิภาพด้านแอโรไดนามิกส์ ยกเว้นบริเวณด้านล่างกระจังหน้าและชุดกันชนหน้าสุดโดดเด่นที่เพิ่มดีไซน์ให้คล้ายช่องดักอากาศเพื่อระบายความร้อนให้ชุดเบรก ส่วนไฟสีขาวกะพริบของรถนั้นถูกรวมเข้ากับฝากระโปรงหน้าไว้ได้อย่างกลมกลืน พร้อมถ่ายทอดดีเอ็นเอของมินิผ่านลวดลาย Bonnet Stripes ตั้งแต่หลังคาจนถึงท้ายรถ

ด้านข้างของ The MINI Electric Pacesetter inspired by JCW มีชุดแอโรไดนามิกส์ที่ดุดัน การสอดประสานกันของลวดลายเรขาคณิตด้านข้างรถอันโดดเด่น และสเกิร์ตด้านข้างทรงสปอร์ต เสริมให้เกิดภาพลักษณ์ของการพุ่งทะยานไปไปข้างหน้า ประกอบกับล้อที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางที่เพิ่มขึ้น เกือบจะเต็มซุ้มล้อ องค์ประกอบเหล่านี้สะท้อนให้เห็นภาพประวัติศาสตร์อันเกรียงไกรในสนามแข่งของมินิ โดยลวดลายด้านข้างรถและสปอยเลอร์นั้นผลิตขึ้นจากโรงงานในเมืองออกซ์ฟอร์ดด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ จากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ที่รีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่

ลวดลายสีเหลืองที่เด่นชัดและพื้นผิวของชุดแต่งแอโรไดนามิกส์ เช่น ลวดลายด้านข้างรถ สเกิร์ต และสปอยเลอร์หลัง ได้รับการออกแบบมาให้รีดลม รับกับการเป็นช่องทางผ่านของอากาศ นอกจากนี้ยังเพิ่มความสวยงามให้กับแผ่นเบนอากาศและขอบแอโรไดนามิกส์ เพิ่มความเร้าใจด้วยล้อฟอร์จขนาด 18 นิ้วแบบ 4 ก้าน ในโทนสีดำสลับสีส้มนีออนสะดุดตา

ด้านท้ายรถเป็นสีดำและสีแดง Curbside Red metallic ตัดด้วยลายเส้นสีเหลืองที่ลากสายตาจากหน้ารถมาข้างรถ เสริมภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและคล่องตัวในสนาม สปอยเลอร์บนหลังคาด้านหลังโดดเด่นลู่ลม ส่วนลายเส้นสีเหลืองนั้นถูกรวมเข้ากับชุดไฟสัญญาณ และผลิตขึ้นจากโรงงานในเมืองออกซ์ฟอร์ดด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ ซุ้มล้อแบบกว้างเปิดเน้นให้เห็นถึงความกว้างของรถและเข้ากันได้ดีกับสเกิร์ตด้านหลังที่มีร่องตัดบริเวณซุ้มล้อหลัง ช่วยให้มองเห็นยางรถแข่งสุดดุดัน และระหว่างล้อมีดิฟฟิวเซอร์ โดยเมื่อมองรถจากท้ายรถ จะมองเห็นลวดลายสีเหลืองที่เด่นชัด และปราศจากท่อไอเสีย เพราะเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยระบบไฟฟ้านั่นเอง

ภายในของตัวรถนั้นติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นของรถเซฟตี้คาร์ เหลือแต่เบาะคู่หน้า โดยเบาะฝั่งคนขับมาพร้อมเข็มขัดนิรภัย 6 จุดที่ได้รับการรับรองสำหรับทั้งการแข่งรถและการใช้งานบนท้องถนน ส่วนพวงมาลัยเรียบง่าย ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ดูดซับแรงกระแทกได้ และจอแสดงผลดิจิทัล ส่วนคอนโซลกลางคงเหลือแต่ด้ามเกียร์ เบรกมือ และ สวิตช์ควบคุมไฟ สัญญาณเท่าที่จำเป็น โดยทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด ส่วนมือเปิดประตูใช้สายผ้าดึง และโรลเคจนิรภัยแบบเต็มลำ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ตัวซับแรงกระแทกของพวงมาลัย และแผงควบคุมด้านขวามือ ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง และทำมาเพื่อรถรุ่นนี้โดยเฉพาะ เช่นเดียวกับคอนโซลกลางและแผงประตูด้านคนขับ ที่ขาดไม่ได้คือแผ่นรองเบาะแบบถอดได้บนเบาะทรงสปอร์ต ซึ่งผลิตจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติเช่นกัน นับเป็นนวัตกรรมสุดล้ำที่ผสมผสานความสบาย ความแข็งแกร่ง และความยืดหยุ่นในการใช้งานเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งความหนา ความแข็ง และสีของแผ่นรองเบาะสามารถปรับได้ตามความชอบของผู้ขับขี่

เบื้องหลังรูปลักษณ์อันทรงพลังของ The MINI Electric Pacesetter inspired by JCW นั้นผ่านการคิดและใช้ความความเชี่ยวชาญของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์สปอร์ต ซึ่งการยึดมั่นในหลักการออกแบบที่ต้องรีดน้ำหนักรถเซฟตี้คาร์ให้เบาที่สุดนั้นสามารถลดน้ำหนักลงได้เหลือน้ำหนักโดยรวมประมาณ 1,230 กิโลกรัม ส่วนระบบขับเคลื่อนนั้นเป็นมาตรฐานเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้ามินิ มอบพละกำลังที่ 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า แรงบิด 280 นิวตันเมตร ซึ่งสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลา 6.7 วินาที (รุ่นมาตรฐานอยู่ที่ 7.3 วินาที) และทำอัตราเร่ง 0-60 กม./ชม.ใน 3.6 วินาที (รุ่นมาตรฐานอยู่ที่ 3.9 วินาที) ซึ่ง The MINI Electric Pacesetter inspired by JCW แสดงให้เห็นถึงความสามารถของระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่มีแรงบิดสูงพร้อมเกียร์แบบ Single-Speed ที่ทำให้ทำความเร็วได้ถึง 120 กม./ชม. ภายใน 4.3 วินาที (รุ่นมาตรฐานอยู่ที่ 4.6 วินาที)

ระบบขับเคลื่อนของ The MINI Electric Pacesetter inspired by JCW ทำงานร่วมกับระบบช่วงล่างที่ปรับแต่งได้ 3 รูปแบบทั้งค่ารีบาวด์, ความสูง และ มุมแคมเบอร์ เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสถึงประสบการณ์ Go-Kart Feeling สูงสุด แผงควบคุมระบบช่วงล่าง ฐานล้อที่กว้างขึ้น 10 มิลลิเมตร เบรกสี่สูบ และล้อจากมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ GP พร้อมยาง Michelin Pilot Sport ขนาด 245/40 R18

MINI COOPER SE ที่วางจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยนั้นใช้พลังงานการขับเคลื่อนจากชุดแบตเตอรี่มอเตอร์ไฟฟ้าชุดเดียวกันกับ MINI Electric Pacesetter inspired by MINI JCW ต่างกันแค่น้ำหนักตัวรถที่มากกว่า เนื่องจากรุ่นที่นำมาจำหน่ายในไทยนั้นเน้นอุปกรณ์และเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกกับผู้ขับขี่ และใช้งานในชีวิตประจำวันบนท้องถนนแบบครบครัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว ที่สำคัญยังคงเอกลักษณ์ Go-Kart Feeling ตามแบบฉบับของมินิได้อย่างเต็มเปี่ยม


 

มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Jermyn Edition

มินิ ประเทศไทย พร้อมนำความหรูหรามีระดับมาสู่ท้องถนนในประเทศไทยด้วยการเปิดตัว มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Jermyn Edition ที่มีจำนวนจำกัดเพียง 10 คันเท่านั้น โดดเด่นด้วยสไตล์ที่ลงตัว เหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่หลงใหลในความประณีต ใส่ใจในทุกรายละเอียด และแสวงหาการใช้ชีวิตในแบบฉบับของตนเองที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่น่าค้นหา ซึ่งชื่อ Jermyn มาจากชื่อถนนในประเทศอังกฤษ แหล่งกำเนิดเสื้อผ้าสุภาพบุรุษ นอกจากนี้ มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Jermyn Edition ได้ยกระดับความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมินิ คลับแมนขึ้นไปอีกขั้น ส่งเสริมภาพลักษณ์สุดประณีตของมินิรุ่นพิเศษรุ่นนี้

ภายนอกของมินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Jermyn Edition เป็นสีดำ MINI Yours Enigmatic Black พร้อมด้วยดีคอลลายก้างปลา สีเงิน Melting Silver อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมด้วยแถบลายเส้นหนาเส้นเดียวบนฝากระโปรงหน้าที่ให้กลิ่นอายของย่านแฟชั่นในอังกฤษ โดยลายเส้นพาดผ่านฝากระโปรงหน้าไปยังกระจังหน้า ขนานกับตรา S สีแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของคูเปอร์ เอส ส่วนดีคอลด้านข้างรถมินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Jermyn Edition นั้นอยู่ในระดับเดียวกันกับกรอบประตูด้านล่าง

รายละเอียดของมินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Jermyn Edition นั้นยังสะท้อนผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ รอบตัวรถ รวมถึงสัญลักษณ์พิเศษที่เสา C ที่มีลวดลายก้างปลาประทับตรา Jermyn ส่วนแถบกาบประตูด้านหน้าก็มีการออกแบบรูปแฉกแนวตั้ง และเมื่อเปิดประตูจะฉายโลโก้ MINI อันเป็นเอกลักษณ์ลงบนพื้น คุณสมบัติที่โดดเด่นอีกอย่างของมินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Jermyn Edition คือล้อ 18 นิ้วลาย Multiray Spoke พร้อมยางรันแฟลต เข้ากันได้ดีกับไฟท้าย LED ลายธงยูเนียน แจ็ค เติมเต็มสัมผัสสไตล์อังกฤษอย่างแท้จริง

ภายในห้องโดยสารประกอบด้วยเบาะนั่งขนาดมาตรฐาน 5 ที่นั่ง หุ้มด้วยหนังลาย Leather Cross ในสีดำ Carbon Black ส่วนดีคอลที่มีชื่อ Jermyn จะอยู่บนแผงหน้าปัดด้านผู้โดยสาร โดยมีสีเดียวกันกับสีตัวถังรถ ระบบบันเทิงและสื่อสารของมินิ คลับแมน นั้นได้รับการปรับโฉมใหม่เป็นรุ่นล่าสุด หน้าจอ แสดงผลตัวใหม่ และเพิ่มตัวเลือกของระบบควบคุมการทำงานของรถยนต์ ทั้งระบบเสียง ระบบโทรศัพท์ ระบบนำทาง และแอปพลิเคชัน รายการเมนูที่ต้องการจะแสดงเป็น “Live widgets” และสามารถเรียกขึ้นมาได้โดยการสัมผัสหน้าจอ จากนั้นจอจะแสดงผลสิ่งที่ต้องการในรูปแบบที่ขยายใหญ่ขึ้นกลางจอ

จอแสดงผลมีให้เลือก 2 สีสำหรับจอแสดงผลส่วนกลางและจอแสดงผลแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เมื่อเลือกโหมด “Lounge” สีของเนื้อหาที่แสดงจะเป็นสีที่สบายตา เช่น สีเทอร์ควอยซ์หรือสีน้ำเงิน หากเปิดใช้งานโหมด “Sport” พื้นหลังของหน้าจอจะเป็นสีแดงและสีเทาเข้ม นอกจากนี้สีที่แสดงผลยังเชื่อมโยงกับการขับขี่มินิในโหมดต่าง ๆ โดยในโหมดขับขี่แบบ MID และ GREEN หน้าจอรูปแบบ “Lounge” จะถูกเรียกขึ้นมา แต่เมื่อขับรถในโหมด “SPORT” สีที่เชื่อมโยงกับโหมดนี้ก็จะถูกเปิดใช้งานเช่นกัน ผู้ขับขี่สามารถเลือกและตั้งค่ารูปแบบสีได้จากเมนูระบบควบคุม

มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Jermyn Edition มาพร้อมกับซิมการ์ด 4G ซึ่งใช้สำหรับการโทรฉุกเฉินที่เชื่อมต่อได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งสามารถตรวจจับตำแหน่งรถอัตโนมัติและประเมินความรุนแรงของอุบัติเหตุได้ รวมทั้งมีบริการ MINI Teleservices โดยระบบนำทางจะให้ข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้ขับขี่มั่นใจว่าได้เลือกใช้เส้นทางที่ดีและเหมาะสมที่สุด รองรับระบบ Apple CarPlay และการชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย และเพื่อความคล่องตัวในการใช้งาน มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Jermyn Edition ได้ติดตั้งระบบ Comfort Access แบบไม่ต้องใช้กุญแจ ช่วยให้ผู้ขับขี่ปลดล็อกประตูและกระโปรงหลังได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมทั้งสตาร์ทเครื่องยนต์ได้โดยไม่ต้องหยิบกุญแจออกจากกระเป๋า

มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Jermyn Edition มีเฉพาะในรุ่นคูเปอร์ เอส เท่านั้น สมรรถนะของมินิรุ่นนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo พร้อมด้วยเทคโนโลยีการควบคุมการปล่อยไอเสียที่ได้รับการปรับปรุงใหม่แล้ว ซึ่งรวมถึงตัวกรองอนุภาคของเครื่องยนต์เบนซิน มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Jermyn Edition ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการปล่อยมลพิษ Euro 6 เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1,998 cc. ให้พละกำลังที่ 192 แรงม้า และสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 7.2 วินาที ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7 จังหวะแบบ Steptronic Sport

สำหรับ MINI App ตัวใหม่นั้นยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ขึ้นไปอีกขั้น พร้อมมุ่งสู่ไลฟ์สไตล์ดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้ตลอดเวลา เช่น ข้อมูลและสถานะของรถ หรือใส่ข้อมูลเพื่อเตรียมการเดินทางครั้งต่อไป ซึ่งผู้ใช้สามารถดาวน์โหลด MINI App ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายจาก Google Play Store และ Apple App Store นับเป็นอินเตอร์เฟสใหม่ที่ครอบคลุมการใช้งานรถยนต์อย่างรอบด้าน ค้นหาจุดหมายปลายทางได้อย่างง่ายดาย และสามารถส่งข้อมูลจากแอปไปยังระบบนำทางของรถได้โดยตรง นอกจากนี้ยังส่งข้อมูลจุดหมายปลายทางจากแอปอื่น ๆ ได้ โดยแผนที่จะแสดงสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ ทั้งสถานีเติมน้ำมันและสถานีชาร์จไฟฟ้า


 

“The MINI John Cooper Works Hatch launched by Carnival”
ตำนานของรถ Racing Spirit ที่ถูกตีความใหม่ในนิยามของแฟชั่นสตรีท

มินิ ประเทศไทย ส่งพลังแรงอันน่าตื่นเต้นครั้งใหม่กับ มินิ x คาร์นิวาล การรวมตัวกันครั้งแรกระหว่างมินิและ แบรนด์แฟชั่นสตรีทอย่างคาร์นิวาลที่ร่วมกันสร้างปรากฎการณ์ใหม่จากจิตวิญญาณแห่งการแข่งรถ ผสมผสานให้เกิดกลิ่นอายใหม่แห่งการขับขี่บนท้องถนน โดยนำเอาที่สุดพลังแรงอย่าง MINI John Cooper Works Hatch ดึงจิตวิญญาณความกล้า อะดรีนาลีนความท้าทาย มาผสานกับเอกลักษณ์ดีไซน์แนวสตรีทของคาร์นิวาล จนออกมาเป็น MINI John Cooper Works Hatch launched by Carnival ที่พร้อมมอบประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นผ่านทุกรายละเอียดรอบคัน

การออกแบบที๋โดดเด่นของ John Cooper Works ทั้งภายนอกด้วยเฉดสีเขียวเข้มสุดคลาสสิก ตัดกับเฉดสีแดงบนหลังคา กระจกมองข้าง กระจังหน้ารถ และสปอยเลอร์หลัง เพิ่มความโดดเด่นด้วยแถบ Bonnet Stripes บนฝากระโปรงและด้านข้างรถที่ได้แรงบันดาลใจจากลวดลายคาร์นิวาล Warp Checkerboard พร้อมด้วยสัญลักษณ์ต่าง ๆ ของแบรนด์คาร์นิวาลทั้งภายนอกและภายใน ไม่ว่าจะเป็นสปอยเลอร์ กระจังหน้ารถ ประตูหลัง ฝาถังน้ำมัน พวงมาลัย เบาะคู่หน้า เบรกมือ พรมและตัวล็อคข้างประตู

ก่อนจากขอย้ำกันอีกทีว่านอกจากจะเปิดตัวรถรุ่นใหม่แล้ว ในงาน Motor Expo ทาง มินิ ประเทศไทย ยังมีข้อเสนอพิเศษมากมาย ให้เราซื้อรถยนต์ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด เช่น การแถม Gift Voucher หรือ Carnival Gold Member ไปจนถึง ของพรีเมียมคอลเลคชันพิเศษก่อนใคร MINI x Carnival 

BAO
WRITER: BAO
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line