BMW เดินหน้าขยายไลน์อัปให้กับ X5 เจเนอเรชันใหม่ (G65) อย่างรวดเร็ว เปิดตัวพร้อมกัน 5 ทางเลือก มีครบไลน์ทั้ง Gasoline (mild-hybrid), Diesel, Plug-in hybrid (PHEV), Pure Battery Electric (iX5), และ Hydrogen Fuel Cell สำหรับรุ่นรหัสสมรรถนะสูงสไตล์ M Performance อย่าง ‘X5 M60e’ ซึ่งโมเดลใหม่นี้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือการบอกลาเครื่องยนต์ V8 จากรุ่น M60i เดิม แล้วหันมาคบหาขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดแบบ 6 สูบเรียงบล็อกเล็กลงแทน แม้ขนาดเครื่องยนต์จะเล็กลง แต่พละกำลังกลับสวนทาง ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดชุดนี้ถูกยกมาจากซีดานเรือธงอย่าง M760e ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เทอร์โบ 3.0 ลิตร 6 สูบเรียง เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า รีดกำลังรวมสูงสุดได้ถึง 603 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาล 800 นิวตันเมตร ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าเหนือกว่า
หากจะทำความเข้าใจถึงต้นกำเนิดของ BMW M3 เราจำเป็นต้องสลัดภาพจำของรถสปอร์ตซีดานในยุคปัจจุบันออกไปเสียก่อน เนื่องจากโมเดลระดับตำนานคันนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำการตลาด หัวใจสำคัญของมันคือการเป็นรถแข่งพันธุ์แท้ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อลงห้ำหั่นในสนามแข่งทัวริ่งคาร์กลุ่ม Group A หรือรายการ DTM (German Touring Car Championship) ในยุคนั้นโดยเฉพาะ ภายใต้กฎข้อบังคับอันเข้มงวดของ Group A รถแข่งที่จะได้รับการรับรอง ค่ายผู้ผลิตจำเป็นต้องมียอดจำหน่ายรถยนต์รุ่นดังกล่าวในเวอร์ชันใช้งานบนท้องถนนทั่วไปได้อย่างน้อย 5,000 คัน ภายในระยะเวลา 12 เดือน ทีมวิศวกรจากแผนก BMW Motorsport จึงได้ออกแบบและพัฒนาทั้งเวอร์ชันรถแข่งและเวอร์ชันถนนไปพร้อม ๆ กัน และนี่ก็คือจุดกำเนิดของ BMW M3 E30 รายละเอียดทางวิศวกรรมสะท้อนถึงเจตนารมณ์แห่งโลกมอเตอร์สปอร์ตอย่างชัดเจน ระบบกันสะเทือน และระบบเบรก ABS ที่ทำงานร่วมกับจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อน ล้วนถูกคำนวณมาเพื่อรองรับความต้องการในสนามแข่ง แม้กระทั่งรูปแบบการเปลี่ยนเกียร์ที่เป็นระบบเกียร์แบบ Dogleg โดยมีตำแหน่งเกียร์หนึ่งอยู่ทางด้านซ้ายล่าง ก็เป็นสิ่งยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่ต้องการให้ผู้ขับขี่สามารถสับเปลี่ยนเกียร์สำคัญในการทำความเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ทีมวิศวกรยังให้ความสำคัญกับการลดน้ำหนักตามหลักอากาศพลศาสตร์ ชิ้นส่วนรอบคันอย่างกันชนหน้า-หลัง สเกิร์ตข้าง ฝากระโปรงท้าย และสปอยเลอร์ ถูกแทนที่ด้วยวัสดุพลาสติกน้ำหนักเบา ควบคู่ไปกับการปรับองศาของเสา C-pillar ให้มีความลาดเอียงน้อยลงและมีฐานที่กว้างขึ้นกว่ารุ่นมาตรฐาน
เก็บตกภาพบรรยากาศ Test Drive ยนตรกรรมพลังไฟฟ้าในงาน BMW Beyond Electric ครั้งที่สอง ที่สนามแข่งรถปทุมธานี สปีดเวย์ งานนี้นำทัพด้วย BMW i5 ซีดานหรูระดับตำนานจากซีรีส์ 5 ที่ถูกสานต่อด้วยพลังงานไฟฟ้า มาครบทั้ง BMW i5 eDrive40 M Sport และตัวท็อปอย่าง BMW i5 M60 xDrive ที่พกพาความแรงถึงขีดสุดด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ BMW xDrive Electric กับชุดมอเตอร์ที่ให้กำลังขับถึง 442 กิโลวัตต์ / 601 แรงม้า และแรงบิด 795 นิวตันเมตร หรืออัดได้เต็มกำลังที่ 820 นิวตันเมตร เมื่อเปิดใช้งานระบบ M Sport Boost / M Launch Control BMW i5 M60 xDrive
ถือเป็นข่าวดีสำหรับสาวกมินิชาวไทย เมื่อทาง มินิ ประเทศไทย ได้ขนรถยนต์หลายรุ่นมาอวดโฉมในงาน Motor Expo 2021 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2564 นี้ ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี และต้องบอกเลยว่าแต่ละคันที่มาโชว์ตัวในงานนั้นไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นรถเซฟตี้คาร์ไฟฟ้ารุ่นแรก the MINI Electric Pacesetter inspired by JCW มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Jermyn Edition ไปจนถึง the New MINI JCW Hatch launched by Carnival ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับ Carnival แบรนด์แฟชั่นสตรีทที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งในวันนี้เราขอนำรายละเอียดรถแต่ละคันมาให้ชาว UNLOCKMEN ได้เรียกน้ำย่อยก่อนไปพบกับไฮไลต์มากมายพร้อมกับโปรโมชันสุดพิเศษแห่งปีจากมินิภายในงาน ว่าแล้วก็เชิญไปอ่านพร้อมกันได้เลย MINI Electric Pacesetter inspired by JCW รถเซฟตี้คาร์ไฟฟ้ารุ่นแรกจากมินิ
ถ้าหากพูดถึงกีฬามอเตอร์สปอร์ตแล้ว หลายคนอาจจะมองว่าเป็นกีฬาของผู้ชาย มันก็อาจจะใช่เมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ทุกวันนี้ต้องบอกเลยว่า เรื่องเพศไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิต และการแสดงศักยภาพอีกต่อไป และในตอนนี้เราต้องบอกเลยว่า โลกของเรากำลังจะเปลี่ยนไปและเปิดกว้างขึ้น เมื่อ Charlie Martin นักแข่งสาวข้ามเพศ ได้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการมอเตอร์สปอร์ต โดย Charlie Martin ถือเป็นสาวข้ามเพศคนแรกที่เข้าร่วมการแข่งขันในรายการ 24 Hours of Nürburgring ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับเธอคนนี้ Charlie Martin ตั้งแต่จุดเริ่มต้น และอุปสรรคต่าง ๆ ที่ต้องฝ่าฟันมา บอกเลยว่ากว่าเธอจะมาถึงตรงนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แถมยังดูเหมือนจะยากกว่าชายหรือหญิงทั่วไปจนถึงขั้นเกือบโบกมือลาจากวงการมอเตอร์สปอร์ตที่เธอรักไปแล้วด้วยซ้ำ ว่าแล้วก็ไปรู้จักกับเธอไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่า WHO IS CHARLIE MARTIN? Charlie Martin เกิดเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1981 ที่เมือง Leicester ประเทศอังกฤษ ในตอนเด็ก Charlie เหมือนกับเด็กทั่วไปที่เติบโตในยุค 80 ครั้งหนึ่งหลังจากที่เธอได้ดูภาพยนตร์เรื่อง ‘Top
ถ้าจะพูดว่ารถยนต์คูเป้ คือยนตรกรรมที่ผู้ชายทุกคนใฝ่ฝันอยากครอบครองมากที่สุดก็คงไม่ผิด ด้วยเหตุผลทั้งงานดีไซน์ที่สวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงความปราดเปรียวบนท้องถนนสะท้อนคาแรคเตอร์ที่แตกต่าง สามารถสร้างสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ได้เสมอ หลังจากที่พวกเราชาวสาวกบีเอ็มดับเบิลยูเฝ้ารอคอยมานาน ในที่สุด The All-New BMW 4 Series Coupé generation ที่ 2 รหัสตัวถัง G22 ก็ได้เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้วเรียบร้อย เป็นโมเดลเรือธงที่ทั้งโลกต่างตื่นเต้นกับการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่รอบคัน ถูกพัฒนาแบบจัดเต็มตั้งแต่หัวจรดท้าย ทั้งสมรรถนะและงานดีไซน์ที่โดดเด่นกว่ารุ่นก่อน ซึ่ง BMW’s head of design, Domagoj Dukec ตั้งใจพัฒนาให้ BMW 4 Series มีสไตล์และฟีลลิ่งการขับที่แตกต่างเฉพาะตัว ไม่ได้เป็นแค่ BMW 3 Series ในเวอร์ชั่นสองประตูอีกต่อไป The All-New BMW 4 Series Coupé มาพร้อมการดีไซน์สไตล์คูเป้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยูมานานกว่า 90 ปี ถูกพัฒนารายละเอียดให้น่าประทับใจขึ้นในหลายด้าน สามารถบอกได้ทันทีว่านี่คือ BMW 4 Series จากระยะไกล และเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากบ้านเดียวกัน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า สีสัน กลายมาเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญกับชีวิตของคนเราในหลายด้านและมนุษย์แต่ละคนต่างมีโทนสีที่ชื่นชอบเป็นของตัวเอง ซึ่งสามารถสังเกตได้จากสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า, รองเท้า, เฟอร์นิเจอร์ในบ้านไปจนถึงสีสันของรถคู่ใจที่เลือกใช้งาน นอกจากความสวยงาม สีของรถยนต์ยังสะท้อนคาแรคเตอร์ของรถยนต์และผู้ขับได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงเรื่องสีสันบนพาหนะ ค่ายรถสัญชาติเยอรมันอย่างบีเอ็มดับเบิลยู (BMW) ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ให้กำเนิดสีรถที่มีเอกลักษณ์ออกมาเป็นจำนวนมาก และมีจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ เกิดจากความหลงใหลในสังเวียนมอเตอร์สปอร์ตที่อยู่ใน DNA ของพวกเขา โดยเฉพาะรถยนต์ในตระกูล BMW M ที่ถูกตั้งชื่อสีสันให้เหมือนกับสนามแข่งรถ Formula 1 ซึ่งต่อมากลายเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของ BMW ในวงการรถสูตร 1 และวันนี้ เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับจุดเริ่มต้นรวมถึงความพิเศษของโทนสีเหล่านี้ไปพร้อมกัน สีที่ดุดันจาก BMW M สีแรกที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักคือ สีแดง Imola Red โทนสีแดงที่โดดเด่นมีจุดเริ่มต้นมาจากการฉลองชัยชนะบนสังเวียน F1 ของทีม BMW Williams เมื่อปี 2001 ในแข่งขัน San Marino Grand Prix ซึ่งจัดขึ้นที่สนาม Autodromo Internazionale Enzo
ถ้าพูดถึงเรื่องราวของรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิก เชื่อว่าชื่อของค่ายรถอย่าง BMW (บีเอ็มดับเบิลยู) คือหนึ่งในค่าย 2 ล้อที่หนุ่ม ๆ หลายคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามตลอดช่วงเวลาเกือบ 100 ปี นับตั้งแต่บีเอ็มดับเบิลยูตัดสินใจเริ่มพัฒนาและสร้างรถมอเตอร์ไซค์เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน พวกเขาได้ฝากผลงานเป็นรถมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่น บางรุ่นยังคงมีอิทธิพลต่องานออกแบบต่อรถรุ่นหลังมาจนถึงปัจจุบันและ BMW R5 ก็เป็นหนึ่งในตำนานเหล่านั้น BMW R5 ถือเป็นมอเตอร์ไซค์ไอคอนที่กลายมาเป็นมรดกทางความเร็วอันล้ำค่าของค่ายบีเอ็มดับเบิลยู โดยการเปิดตัวของรถรุ่นนี้ได้ทำลายขนบในการสร้างรถมอเตอร์ไซค์แบบเดิม ๆ ในยุคสมัยนั้นทั้งในเรื่องงานออกแบบและขุมพลัง เริ่มจากงานออกแบบที่เป็นตำนานของ BMW R5 ต้องยกเครดิตให้กับ รูดอล์ฟ ชไลเชอร์ (Rudolf Schleicher) ชายผู้หลงรักรถมอเตอร์ไซค์แบบฝังอยู่ในสายเลือด เริ่มต้นเส้นทางจากการเป็นนักแข่งรถหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงเรียนวิศวกรรมเครื่องกลควบไปพร้อมกัน โดยผลของการได้คลุกคลีกับเครื่องยนต์รวมถึงการปรับแต่งรถในทุก ๆ วัน ทำให้ฝีมือการทำงานของรูดอล์ฟไปเข้าตาของ แมกซ์ ฟริสซ์ (Max Friz) ซึ่งในขณะนั้นรับตำแหน่งหัวหน้าทีมออกแบบของบีเอ็มดับเบิลยู ก่อนแมกซ์จะตัดสินใจดึงตัวรูดอล์ฟเข้ามาร่วมงานในปี 1923 เพื่อร่วมกันผลิตรถมอเตอร์ไซค์ รูดอล์ฟ ชไลเชอร์ เข้ามามีส่วนร่วมสำคัญกับงานสร้างรถมอเตอร์ไซค์ของบีเอ็มดับเบิลยูหลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น “BMW R32” รถมอเตอร์ไซค์โมเดลแรกของค่ายใบพัดสีฟ้ารวมถึงโมเดล
เชื่อว่าหลายคนที่ขับรถยนต์ได้ สอบใบขับขี่มาแล้วเรียบร้อยอาจรู้สึกแปลก ๆ หากมีใครชวนให้ไปเข้าคอร์สเรียนขับรถกันอีกสักรอบสองรอบ ดีไม่ดีอาจมีเคืองเสียด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าโดนอำเรื่องทักษะการขับรถที่ไม่เอาไหน แต่จริง ๆ แล้วการเรียน หรือการเข้าอบรมการขับขี่เพิ่มเติม ไม่ใช่เรื่องของมือใหม่ หรือคนที่ขับรถไม่ได้เพียงเท่านั้น เพราะการขับรถได้อาจไม่ใช่สิ่งการันตีว่าเราขับรถเป็นแต่อย่างใด ซึ่งการขับรถที่เรียกว่า ‘ขับเป็น’ จริง ๆ แล้วมันต้องเป็นการขับขี่ที่ทั้งสนุกและปลอดภัยในทุกเส้นทาง ซึ่งหลักการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดโปรแกรม BMW Driving Experience โปรแกรมเพิ่มสกิลการขับรถระดับตำนานของวงการรถยนต์ ที่ในวันนี้เราจะพาผู้อ่าน UNLOCKMEN ทุกท่านย้อนไปดูจุดเริ่มต้น และเรื่องราวที่น่าสนใจของโปรแกรม Driving Experience จากค่าย BMW (บีเอ็มดับเบิลยู) ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเอาจริงเอาจังและเป็นหนึ่งในค่ายรถที่ได้รับการยอมรับเรื่องมาตรฐานการให้ความรู้และประสบการณ์การขับขี่สุดมันส์ และถือเป็นหนึ่งในโปรแกรมฝึกอบรมขับขี่ที่จัดขึ้นโดยผู้ผลิตยานยนต์เป็นครั้งแรก ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ยุค 70s จนถึงปัจจุบัน ขับรถเป็นต้องสนุกและปลอดภัย หากจะให้ย้อนรอยที่มาของโปรแกรม BMW Driving Experience คงต้องเล่าย้อนไปถึงแนวคิดของ BMW ที่มองว่า แค่การผลิตสุดยอดยนตรกรรมสมรรถนะสูงนั้นยังไม่เพียงพอ แต่สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานยานพาหนะคู่ใจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ได้มากที่สุด จนกระทั่งในปี 1976 แนวคิดดังกล่าวได้เดินทางมาถึงจุดที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง จากการขอความร่วมมือของตำรวจเมือง Munich ที่ให้ค่ายรถ
การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้สร้างผลกระทบไปทั่วโลกและทำให้ผู้คนในหลายประเทศต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อความปลอดภัยของตัวเองในขณะเดียวกันวิถีชีวิตแบบปกติใหม่หรือ New Normal ก็ได้สร้างช่องทางการเชื่อมต่อระหว่างผู้คนกับโลกภายนอกที่เรียกว่า Virtual Event ขึ้นมาพร้อมกัน Virtual Experience หรือการสร้างประสบการณ์เสมือนจริงเริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตคนเราเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะกับชีวิตยุค New Normal หลังการแพร่ของไวรัสโควิด-19 เมื่อมนุษย์ต่างหลีกเลี่ยงการออกจากบ้าน เพราะยังคงกลัวความเสี่ยงจากโรคติดต่อส่งผลให้งานอีเวนต์และการรวมตัวกันของผู้คนต้องหยุดชะงักไปด้วย Virtual Event จึงเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญแถมยังทำหน้าที่ได้ดีอีกด้วย วันนี้เรามาแนะนำ Virtual Event ดี ๆ ที่ผ่านมารวมไปถึงอีเวนต์ที่ไม่ควรพลาดซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ จะมีอีเวนต์เจ๋ง ๆ แบบไหนรออยู่บ้างมาชมไปพร้อมกันเลย นอนชมภาพเขียนระดับโลกอยู่บ้านผ่าน “Virtual Tour” ของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ช่วงกักตัวอยู่บ้านหลายเดือนที่ผ่านมาผู้ที่ชื่นชอบการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และผลงานศิลปะสามารถเข้าไปเดินชมพิพิธภัณฑ์ระดับโลกอย่างพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ผ่านหน้าจอได้อย่างใกล้ชิด พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Musée du Louvre) พิพิธภัณฑ์ที่เป็นเหมือนจุดหมายสำคัญของคนที่หลงใหลผลงานศิลปะได้เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์แบบ “Virtual Tour” ผ่านกล้องมุมมอง 360 องศาที่เผยให้เห็นรายละเอียดทุกส่วนภายในตัวอาคารที่รวบรวมผลงานศิลปะเอาไว้มากกว่า 30,000 ชิ้น การทัวร์พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ช่วยให้เราได้ชมผลงานระดับ Masterpiece จำนวนมากแต่ที่พลาดไม่ได้คงจะเป็นภาพเขียน Mona Lisa ของศิลปิน เลโอนาร์โอ


