Entertainment

สู้เพื่อสิ่งที่ฝัน คนอื่นหาว่าบ้า แต่ใจยังสู้ ‘5 หนังคนธรรมดาที่หาญกล้าเพื่อสิ่งที่เชื่อ’

By: PSYCAT July 23, 2020

ในวันที่คนทั้งโลกยังเชื่อว่าโลกแบน มนุษย์คนแรกที่เชื่อว่าโลกกลม และทำทุกทางเพื่อบอกให้คนอื่นรู้ความจริงว่าโลกกลม ย่อมโดนครหา ตราหน้าว่าเสียสติ เพ้อเจ้อ หรือบ้าไปแล้ว ที่หนักหนาสาหัสกว่านั้น การยืนยันในสิ่งที่เชื่อและสิ่งที่ถูกต้องอาจโดนข้อหาร้ายแรงถึงขั้นขังลืม หรือต้องสละชีวิต

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนหาญกล้าต่อกรกับความไม่ถูกต้อง และสู้เพื่อสิ่งที่เชื่ออีกจำนวนมาก โดยไม่ต้องเป็นฮีโร่มาจากไหน แต่เป็นคนธรรมดาอย่างเรา ๆ

ใครที่ไม่แน่ใจว่าคนตัวเล็ก ๆ จะต่อสู้เพื่อสิ่งที่พวกเขาเชื่อได้จริงไหม? หรือพวกเขาเอาพลังมาจากที่ใดถึงได้กล้าหาญขนาดนั้น? UNLOCKMEN แวะเอาแรงบันดาลใจจากคนธรรมดาที่หาญกล้าต่อสู้เพื่อสิ่งที่พวกเขาเชื่อมากฝากกัน ทั้ง 5 เรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริง ของบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง และพวกเขาก็สู้อย่างบ้าดีเดือดเพื่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อจริง ๆ

 

Dallas Buyers Club

มีคนจำนวนมากที่มักจะบอกเราว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรทำง่าย และอะไรเปลืองแรงว่ะ มึงอย่าไปทำเลย แต่ Dallas Buyers Club ที่มีชื่อไทยว่า “สอนโลกให้รู้จักกล้า” ทำให้เราเข้าใจว่าบางทีคนพวกนั้นแม่งก็ไม่ได้รู้อะไรดีไปกว่าเรา เขาแค่ไม่กล้ามากพอ และมีแค่เราเองนี่แหละที่รู้ว่าเราจะสู้ไปสุดขีดได้ถึงไหน

Dallas Buyers Club เล่าเรื่องราวชีวิตจริงของหนุ่มคาวบอยในเท็กซัสในปี 1985 เขาถูกวินิจฉัยว่าติดเชื้อ HIV และจะมีชีวิตอยู่ได้แค่ 30 วัน แต่เขาไม่ได้นอนรอความตาย เขาสู้ยิบตา เพื่อรอด เพื่อสิทธิในการเข้าถึงยาต้านเชื้อไวรัส (ที่ตอนนั้นคนทุกคนไม่ได้เข้าถึงง่าย ๆ หรือเป็นสิทธิจากรัฐอย่างทุกวันนี้)

ที่สำคัญตอนนั้นการเป็นผู้ติดเชื้อ ถูกมองว่าน่ารังเกียจ รอวันตาย ถูกสังคมกีดกันสารพัด แต่เขาสู้สุดตัวด้วยพลังชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งเพื่อตัวเองและผู้ป่วยอีกนับหมื่นนับแสน ดูจบแล้วจะเข้าใจว่าชื่อไทย “สอนโลกให้รู้จักกล้า” อธิบายหัวใจเล็ก ๆ ของคนธรรมดาคนนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

Milk

ถ้าสิ่งที่เราเป็น ตัวตนของเรา ถูกคนอื่นยัดเยียดว่าเป็นความผิดปกติทางจิต เป็นบาปกรรมที่พระเจ้าลงโทษ เป็นเรื่องที่สังคมรับไม่ได้ เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเราจะยอมเชื่อแบบนั้น โศกเศร้าเสียใจ แล้วยอมเปลี่ยนตัวเองไหม? หรือเราก็จะยังเป็นเรา ไม่โต้ตอบ แต่ไม่เปลี่ยนแปลง? แต่สำหรับ Harvey Milk เขาไม่ใช่แค่ไม่เปลี่ยน ไม่จำนน แต่เขาลุกขึ้นมาบอกทุกคนว่า เฮ้ย สิ่งที่กูเป็นมันไม่ใช่เรื่องผิดแปลกเลยว่ะ และเขาพูดสิ่งนี้แทนคนทั่วโลกที่เป็นเหมือนเขา

Milk เล่าเรื่องราวของ Harvey Milk นักต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทั้งเรื่องความหลากหลายทางเพศ และความเหลื่อมล้ำหลายรูปแบบ เขาคือนักการเมืองคนแรก ๆ ที่เปิดเผยตัวตนกับสังคมชัดเจนว่าเขาเป็นชายรักชาย และเรื่องนี้ควรเป็นเรื่องปกติ

ตลอดเรื่องเราจะได้เห็นการยืนหยัดเพื่อที่จะบอกว่ามนุษย์มีความแตกต่างหลากหลาย และไม่มีใครผิดปกติแค่เพราะเขาไม่เหมือนคนอื่น รับรองว่าดูจบแล้วเราจะฮึกเหิมและเข้าใจมากขึ้นว่าไม่ว่ามนุษย์จะมีเพศแบบไหน เราทุกคนควรค่าที่จะมีสิทธิอันเท่าเทียม

 

Burden

มีหนังหลายต่อหลายเรื่องที่พูดเรื่องการยืนหยัดต่อต้านการเหยียดสีผิว หลายเรื่องว่าด้วยมุมจากคนดำที่ถูกกระทำ บางเรื่องว่าด้วยกระบวนการประท้วงแบบสันติ แต่ Burden เล่าเรื่องผู้ชายผิวขาวธรรมดา ๆ ที่มีชีวิตเติบโตมาด้วยการถูกเสี้ยมสอนให้เกลียดขังคนผิวดำเข้าไส้ เขาพร้อมกระทืบทำร้ายคนผิวดำแค่เพราะเปิดเพลงเสียงดังได้อย่างเลือดเย็น

Burden จะพาเราไปสำรวจชีวิตที่เชื่อในความเกลียดชัง ก่อนจะเปลี่ยนไปสู่ความรัก แต่ทุกการเปลี่ยนแปลงและต่อสู้ย่อมไม่ง่าย การที่ชายผิวขาวคนหนึ่งจะบอกพรรคพวกตัวเองที่เกลียดคนดำมาด้วยกันว่าเขาไม่เอาแล้ว เขาไม่อยากเป็นคนแบบนั้น เขาไม่อยากเป็นคนเหยียดสีผิว มีราคาที่ต้องจ่ายมากมายเหลือเกิน เขาโดนกลั่นแกล้งจากคนผิวขาวด้วยกัน ที่ทำงานหลายแห่งไม่รับเขาทำงาน

ที่สำคัญที่สุดเขาต้องต่อสู้กับสิ่งที่ตัวเองเชื่ออย่างหนัก ว่าถ้าความถูกต้องมันราคาแพงขนาดนี้ ทรมานขนาดนี้ กลับไปอยู่ข้างความเลวร้ายไม่ดีกว่าหรือ? เราเชื่อว่าหลังดูจบหนังเรื่องนี้จะทำให้คุณตอบคำถามนี้กับตัวเองได้เช่นกัน

 

Mr Jones

การสู้ในสิ่งที่เชื่อ (แต่คนอื่นไม่เชื่อ) ไม่เคยเป็นเรื่องง่ายอยู่แล้ว แต่ Mr Jones จะพาเราไปดูความระห่ำหาญกล้าไปอีกขั้น ของการเป็นคนที่ตัวเล็กกว่า ตำแหน่งด้อยกว่า แต่ต้องงัดกับคนที่มีทั้งตำแหน่งและอำนาจเหนือกว่าเราทุกทาง เราพยายามที่จะทำในสิ่งที่ถูก แต่คนมีอำนาจพูดครั้งเดียวว่าเราทำผิด คนทั้งสังคมก็พร้อมแห่ไปเชื่อเขาแล้ว

Mr Jones ว่าด้วยเรื่องราวของนักข่าวคนหนึ่งที่เดินไปโปงความเลวร้ายของระบอบคอมมิวนิสต์ของรัสเซีย แต่น่าสนใจที่ว่านักข่าวรุ่นพี่ที่ใคร ๆ ต่างก็นับหน้าถือตา แถมมีรางวัลพูลิตเซอร์การันตีกลับเลือกที่จะบอกว่าเขาหลอกลวง แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาจนคนทั้งโลกรู้ความจริงว่าใครพูดจริงหรือโกหก

แต่ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้นการเป็นนักข่าวตัวเล็ก ๆ ที่เลือกเสี่ยงตายเพื่อไปเอาความจริงมาตีแผ่ แต่กลับต้องถูกสังคมตราหน้าว่าโกหกนั้นไม่ง่ายเลย แต่เขาก็สู้ยิบตา รับรองว่าดูจบแล้วจะได้รับพลังจากคนตัวเล็ก ๆ และพอจะบอกตัวเองได้ว่าเราเองก็ทำได้เช่นกัน

 

A Beautiful Mind

เรื่องจริงของอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันซึ่งป่วยทางจิต แต่ท้ายที่สุดเขารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อปี 1994 มาครองไว้ได้ ชีวิตที่โลดโผนโจนทะยาน การต่อสู้กับความป่วยไข้ที่ดูจะไร้ทางเยียวยา การได้รับคำชมว่าเป็นโคตรอัจฉริยะ IQ สูงลิบ แต่ EQ บกพร่อง เราจะได้เห็นการต่อสู้ยิบตาของเขาจากหนังเรื่องนี้

A Beautiful Mind พาเราเข้าไปในจิตใจอัจฉริยะผู้นี้ การที่เขาต้องต่อสู้กับภาพหลอนเรื้อรัง จนชีวิตแทบจะไปจบลงที่โรงพยาบาลจิตเวชแบบไม่มีวันหวนกลับ เราคงไม่กล้าฟันธงว่าสิ่งที่เขาเชื่อคืออะไรกันแน่? ที่ทำให้เขาฝ่าฟันกับอาการปางตายนั้นกลับมาทำงานวิชาการ กลับมามีชีวิต กลับมาต่อสู้จนคว้ารางวัลโนเบลมาได้

บางคนอาจบอกว่าการงานคือสิ่งที่เขาเชื่อ บางคนอาจบอกว่าความรักคือสิ่งที่เขายึดถือ เราอยากชวนให้คุณพิสูจน์ด้วยตัวเอง แล้วถามตัวเองดูว่าเรามีพลังมากพอที่จะทำเพื่อสิ่งที่เชื่อแบบเดียวกันนี้ไหม?

ขึ้นชื่อว่าการสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอะไรบางอย่างแล้ว เราล้วนต้องลงทั้งแรงกาย แรงใจ หลายครั้งสิ่งที่เราเชื่ออาจถูกคนรอบข้างหัวเราะใส่ บางหนอาจถูกมองว่าเพ้อเจ้อไปแล้วที่กล้าฝันถึงอะไรแบบนั้น แต่คนที่จะบอกว่ามันสำเร็จได้ไหมไม่ใช่คนอื่น มีแค่ตัวเราเท่านั้น

PSYCAT
WRITER: PSYCAT
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line