มีหลายเหตุผลที่ทำให้ผู้ชายอย่างเราตัดสินใจรวมตัวหรือสร้างกลุ่มกันขึ้นมาเพื่อลงมือทำอะไรสักอย่าง อาจจะเป็นความชอบที่ตรงกัน รสนิยมการใช้ชีวิตที่คล้ายคลึงกัน รวมถึงความฝันที่จะได้ออกวิ่งตามหาเรื่องราวที่สนุกสนานและความสำเร็จให้กับชีวิต เหมือนกับ SLUR (เสลอ) วงดนตรีที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และแนวทางอันเป็นเอกลักษณ์ ที่เกิดจากการรวมตัวกันของ เย่-จักรพันธ์ บุณยะมัติ (ร้องนำ), บู้-ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์(เบส), เฮ้าส์-สรศักดิ์ จันทรมนตรี(กีต้าร์) และ เอม-ธิติพันธุ์ อนะวัชพงษ์(กลอง) จนกลายเป็นวงดนตรีคุณภาพ ซึ่งสร้างความหลากหลายให้กับวงการเพลงไทยมาตั้งแต่ปี 2549 ที่พวกเขาปล่อยอัลบั้มแรกของตัวเองอย่าง Boo! ออกมาให้ทุกคนได้รู้จัก แต่ก็เหมือนชีวิตของทุกคน แน่นอนว่าการเดินทางบนเส้นทางดนตรีมาตลอดระยะเวลากว่า 13 กับผลงาน 5 สตูดิโออัลบั้ม ต่างเต็มไปเรื่องราวและเหตุการณ์ที่มีทั้งปัญหาและช่วงเวลาพิเศษมากมาย แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้ทำให้ทั้ง 4 คนหมดความกระหายในสร้างบทเพลงใหม่ ๆ ออกมาและอัลบั้ม Bin ซึ่งเป็นผลงานชุดล่าสุดก็เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่าความสนุกและไอเดียสร้างสรรค์ในงานดนตรีของพวกเขา ไม่เคยลดน้อยลงตามช่วงอายุที่มากขึ้น แต่อะไรจะเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวพวกเขาทุกคน ให้เดินบนเส้นทางอย่างรู้ใจตัวเองอยู่เสมอ วันนี้เรามารับฟังเหตุและเรื่องราวของพวกเขาไปพร้อมกัน พูดถึงจุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจของอัลบั้มล่าสุดอย่าง BIN ให้ฟังหน่อยครับ เย่ : ถ้าพูดถึงจุดเริ่มต้นของอัลบั้ม Bin ผมที่ว่ามันเหมือนกับอัลบั้มที่ 4 ตรงที่เราคิดว่าเรายังสามารถคิดเพลงได้อีกยังพัฒนาเพลงต่อได้ เลยอยากจะทำเพลงกันออกมา แต่เรื่องแนวเพลง
เร็ว แรง ไว มุทะลุดุเดือด ลุยดะไม่เกี่ยงสถานการณ์ ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นภาพจำของผู้ชายอย่างเรา ๆ ที่ใช้ชีวิตสุดขีดทุกด้านอย่างไม่กลัวเกรงสิ่งใด ชีวิตที่ลวก ๆ เร็วไวอาจตอบโจทย์ความพลุ่งพล่านกระตุ้นเร้าสัญชาตญาณเดือดภายใน แต่ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าหลายครั้งชีวิตที่ลวกเกินไปก็ทำให้ชีวิตผู้ชายอย่างเราพังมานักต่อนัก ไม่ว่าจะเรื่องงานที่เผลอคิดว่าเอาอยู่เต็มที่ จำได้ทุกตารางนัดละเลยการจดบันทึกเลยเผลอปาร์ตี้หนักสุดเหวี่ยง รู้ตัวอีกทีก็เข้าประชุมเช้าไม่ทันเสียแล้ว ไม่ว่างานจะดีแค่ไหนแต่ถ้าลวกเพียงครั้งเดียวชีวิตก็อาจพังทลายได้ง่าย ๆ UNLOCKMEN ไม่อยากเห็นผู้ชายไทยต้องพังอีกต่อไป เททิ้งชีวิตลวก ๆ ไว้ แล้วหันมาเพิ่มความลึกให้ชีวิต เพราะ Deep กว่าก็ดีกว่า เพียงเพิ่มรายละเอียดการดูแลตัวเองให้ลึกขึ้นอีกนิด แล้วชีวิตจะดูดีขึ้นทันตา! Deep กว่าก็ดีกว่า: จดให้ Deep อีกนิด ชีวิตจะดูดี ชีวิตลวก ๆ มักทำให้เราหลงลืมสารพัดสิ่งที่ต้องทำ เพราะเราเอาแต่คิดว่าเราจำได้ทุกอย่างบนโลกใบนี้ ไม่มีทางที่ชีวิตจะพังลงได้หรอก แต่จริง ๆ แล้วการจดบันทึกคือสุดยอดเคล็ดวิธีง่ายแสนง่ายที่เพิ่มมิติความลึกให้ชีวิตผู้ชายได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นการจดตารางงาน จดสิ่งที่ต้องทำหรือจดความรู้ความเข้าใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวันหรือความคิดมากมายในหัวของเรา การจดบันทึกถือเป็นการเพิ่มความลึกให้กับชีวิตที่ง่ายแสนง่าย แต่ให้ผลลึกซึ้งโดยการจดจะช่วยเราสามารถจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตได้อย่างราบรื่น
กฎข้อแรกของแฟนหนังไฟต์คลับ คือ ต้องจำหนุ่มออฟฟิศหน้าตาซื่อบื้อได้ ชีวิตเฮงซวยกับหน้าตาเบื่อโลก ทำให้บทของเขาในเรื่องนี้เป็นที่จดจำ หรือจะเป็นพี่ชายตัวแสบหัวรุนแรงใน American History X กับคาแรกเตอร์ Neo-Nazi ที่แสนจะติดตา และอีกหลายเรื่องที่การแสดงของเขาโดดเด่นจนทำให้เราเชื่อว่าเขาเป็นตัวละครนั้นจริง ๆ แค่สองเรื่องที่พูดถึงมา คงไม่มีใครกังขาในความสามารถของเขา เราจะพามาสำรวจชีวิตเบื้องหลังจอเงิน อะไรที่ผลักดันให้เขาสวมบทบาทได้เหมือนสวมวิญญาณเข้าไปขนาดนี้ THE GREAT NORTON ปฐมบทของการแสดง เริ่มต้นจากภาพยนตร์เรื่อง Primal Fear (1996) ฝีมือการกำกับของ Gregory Hoblit ช่วงเริ่มโปรเจ็กต์ เขามองหานักแสดงวัยละอ่อนที่จะมาประกบคู่กับ Richard Gere ในตอนแรกบทนี้ถูกเสนอให้กับ Leonardo DiCaprio แต่เป็นอันล้มเลิกไป เลยเป็นอันต้องพักกอง รอจนกว่าจะเจอดวงดาวที่ใช่ จนกระทั่งมาพบกับ Edward ในรอบออดิชั่นที่เอาชนะคู่แข่งอีกนับพันคนไปได้แบบลอยตัว และความเจิดจรัสของเขาไม่หยุดอยู่แค่รอบออดิชั่น ฝีมือการแสดงส่งผลให้เขาได้เข้าชิงออสการ์สาขา Best Supporting Actor กันตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก เพียงสองปีต่อมา Edward ได้แจ้งเกิดแบบพลุแตกกับบทบาท Neo-Nazi ตัวจี๊ดแห่ง American History
บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของคนชอบดูหนังคนหนึ่งเท่านั้นและมีการสปอยตอนจบของภาพยนตร์หลายเรื่อง ครั้งก่อนเราเขียนถึงเพลงตอนจบภาพยนตร์สุดประทับใจ (ย้อนอ่านได้ที่ 7 เพลงตอนจบภาพยนตร์สุดประทับใจ) แต่ยังไม่หมดแค่นั้น ตอนจบภาพยนตร์คือสิ่งที่เราหลงใหล วันนี้เราจะพูดถึงตอนจบภาพยนตร์เพียว ๆ แบบไม่มีเพลงมาเกี่ยวข้อง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ประทับใจไม่รู้ลืม ตกผลึกอยู่ในความทรงจำไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน Gone with the Wind (1939) Director: Victor Fleming, George Cukor ‘Frankly, my dear, I don’t give a damn’ นี่คือประโยคสุดท้ายจากภาพยนตร์เรื่อง Gone with the Wind และเป็นประโยคอันดับ 1 ตลอดกาลจากการจัดอันดับของ American Film Institute ถ้าใครไม่เคยดู Gone with the Wind คงสงสัยว่าประโยคนี้มีอะไรพิเศษ ก็ดูเป็นประโยคตัดความสัมพันธ์ธรรมดา แต่สิ่งที่ทำให้มันพิเศษคือเรื่องราวภายใต้ประโยคนี้ ถ้าจะอธิบาย Gone with the Wind ให้เข้าใจโดยง่าย มันคือละครน้ำเน่าที่มาในรูปแบบภาพยนตร์ โศกนาฏกรรมความรักท่ามกลางบรรยากาศสงคราม ผู้พูดประโยคนี้คือตัวละคร Rhett Butler
Casio นาฬิกาแบรนด์ดังจากญี่ปุ่นร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี ของแอนิเมชันเรื่องดังขวัญใจเด็กผู้ชายอย่าง Gundam ด้วยนาฬิกา G-Shock คอลเลกชันพิเศษสุดที่เต็มไปด้วยความเท่แบบสปอร์ตผสมผสานกับกลไกสุดแข็งแกร่งของกันดั้ม กันดั้มคือแอนิเมชันญี่ปุ่นที่ทำให้เหล่าผู้ชายไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต้องหลงรักหุ่นยนต์ยักษ์ในเรื่องด้วยกันทั้งนั้น รวมกับดีไซน์หน้าตาของหุ่นยนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะคล้ายกับหมวกเกาะเหล็กของนักรบซามูไรที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังเท่ไม่เคยตกยุค ความคลาสสิกของโมบิลสูทเหล่านี้จะปรากฏอยู่บนนาฬิกาคอลเลกชันพิเศษที่มีให้เลือกทั้งหมด 4 แบบด้วยกัน RX-78-2 Gundam G-Shock โมบิลสูทสีเอกลักษณ์อย่าง RX 78-2 จากภาค Mobile Suit Gundam เมื่อปี 1979 คือยานพาหนะรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่ใคร ๆ ต่างก็จดจำคาแรคเตอร์ของหุ่นตัวนี้ได้ แม้บางคนอาจไม่เคยรู้จักกันดั้มมาก่อน แต่ถ้าเห็น RX 78-2 ก็จะเข้าใจได้ทันทีว่าหุ่นยนต์นี้มาจากแอนิเมะเรื่องอะไร เพราะนี่คือกันดั้มตัวแรกที่มีบทบาทมากต่อวงการแอนิเมชันญี่ปุ่น G-Shock จะนำสีอันโดดเด่นของ RX 78-2 คือสีน้ำเงิน สีแดง และสีเหลือง มาแต่งแต้มบนนาฬิกาสีขาว พร้อมกับสลักคำว่า RX 78-2 ด้วยสีดำไว้บนนาฬิกา โดย RX-78-2 Gundam G-Shock จะวางจำหน่ายในราคา 8,870 บาท
เมื่อห้าปีก่อน Onewheel โด่งดังขึ้นจากสเกตบอร์ดไฮเทคอัจฉริยะ ไม่ต่างจากสเกตบอร์ดในภาพยนตร์เรื่อง Back to the Future และสเกตบอร์ดคู่ใจของโคนันจาก Detective Conan ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เท้าของผู้เล่นถีบพื้นเพื่อขับแรงส่งเคลื่อนไปข้างหน้า แต่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน ปีนี้ Onewheel ออกสเกตบอร์ดพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดที่มีขนาดเล็กลง น้ำหนักเบาและมีความเร็วมากขึ้นมาให้เด็กสเกตได้ตาลุกวาว Future Motion บริษัทผู้ผลิต Onewheel ระบุว่าสเกตบอร์ดไฮเทคมีแรงบันดาลใจจากผู้คนในมหานครนิวยอร์ก เพราะนิวยอร์กคือเมืองที่มีเรื่องราวหลากหลายไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น อาชีพ รวมถึงพาหนะที่เหล่านิวยอร์กเกอร์เลือกใช้งานก็แตกต่างกันไป กลุ่มคนที่ต้องตาทีมผลิตคือเหล่าเด็กสเกตในเมือง ทำให้เกิดไอเดียว่าถ้าทำให้ไอเทมวินเทจอย่างสเกตบอร์ดกลายเป็นยานพาหนะเดินทางสุดไฮเทค ที่อำนวยสะดวกและเหมาะกับทุกคนคงเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย ลักษณะและคุณสมบัติของ Onewheel รุ่นแรกที่ออกในปี 2014 มีรูปร่างแปลกตาจากสเกตบอร์ดทั่วไป เพราะบริเวณกลางแผ่นบอร์ดจะติดตั้งล้อขนาดใหญ่คล้ายกับล้อรถโกคาร์ท ตัวบอร์ดน้ำหนักรวม 11 กิโลกรัม ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบบางซ่อนไว้ภายในโดยลิเธียมไอออนจะชาร์จไฟเร็วใช้งานได้นานกว่าแบตเตอรี่ทั่วไป ส่วนมอเตอร์กำลังขับเคลื่อนอยู่ที่ 500 วัตต์ เร่งความเร็วได้ 20 กม./ชม ชาร์จสองชั่วโมงพร้อมใช้งาน แต่ถ้ารีบจริง ๆ สามารถใช้ระบบ fast charge 50 นาที ด้วยอุปกรณ์เสริม Pint Ultracharger ได้ โดยสเกตบอร์ด Onewheel สามารถใช้งานต่อเนื่อง
ถ้าถามว่าใครคือนักธุรกิจหนุ่มที่มาแรงที่สุดของยุคนี้ หลายคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า Elon Musk ผู้เป็นทั้งอัจฉริยะและนักธุรกิจหนุ่มที่มีฉายา “ไอรอนแมนในโลกความจริง” ด้วยเหตุนี้เองทำให้ Musk ถูกจับตามองโดยสื่อต่าง ๆ รวมถึงสำนักข่าวแฟชั่นด้วยเช่นกัน เพราะหลายคนต่างอยากรู้ว่าอัจฉริยะอย่างเขาชื่นชอบหรือสวมใส่ไอเทมแฟชั่นของแบรนด์อะไรออกงานบ้าง สนีกเกอร์ที่ Musk ชื่นชอบและใส่ออกงานเป็นประจำคือ Nike Lunar Flyknit HTM NRG รองเท้าผ้าใบรุ่นพิเศษออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดัง 3 คน ได้แก่ Hiroshi Fujiwara เจ้าของฉายาเจ้าพ่อแห่งวงการสตรีตแวร์ ร่วมกับ Tinker Hatfield ผู้ออกแบบรองเท้าหลายรุ่นในตระกูล Nike Air Jordan และ Mark Parker ประธานผู้บริหารบริษัท Nike จากการออกแบบที่รวบรวมความคิดสร้างสรรค์ของเหล่าดีไซเนอร์มากฝีมือจนออกมาเป็นรองเท้าหนึ่งคู่ ทำให้ Nike Lunar Flyknit HTM NRG ที่ Elon Musk ใส่ราคาพุ่งสูงและกลายเป็นรองเท้ารุ่นหายากไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม รองเท้าผ้าใบของ Musk ที่ถูกพูดถึงในตอนนี้กลับไม่ใช่รองเท้าคู่ดังกล่าวแต่อย่างใด รองเท้าของ Musk
หลังจาก Louis Vuitton เลือกนำแรงบันดาลใจจากราชาเพลงป๊อบ Michael Jackson กลับมาเล่าใหม่บนเสื้อผ้าสำหรับสุภาพบุรุษในฤดูกาล Fall/Winter 2019 และได้รับความสนใจจากเหล่าสาวกแฟชั่นตั้งแต่ประกาศธีมครั้งแรกไปจนถึงวันงาน ซึ่งนอกจาก MJ อีกหนึ่งสิ่งที่ถูกพูดถึงไม่แพ้กันก็คือกระเป๋าใบยักษ์ที่ปรากฏตัวครั้งแรกบนรันเวย์แฟชั่นโชว์ หลังจากคอลเลกชัน Michael Jackson ผลงานของดีไซเนอร์ชื่อดัง Virgil Abolh ประสบความสำเร็จไปเป็นที่เรียบร้อย กระแสของ MJ ยังเป็นกระแสอย่างต่อเนื่องจากภาพยนตร์สารคดี Leaving Neverland ที่ออกฉายช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในหนังพูดถึงชายสองคนที่กล่าวหาว่า Michael Jackson ล่วงละเมิดทางเพศพวกเขาเมื่อตอนเป็นเด็กโดยช่วงที่ไมเคิลยังมีชีวิตอยู่ก็เคยออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหา อีกทั้งตำรวจก็ไม่พบหลักฐานว่าเขามีความผิด ประเด็นอื้อฉาวจากภาพยนตร์สารคดีส่งผลกระทบต่อ Louis Vuitton เต็ม ๆ เพราะคอลเลกชันนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Michael Jackson และจัดขึ้น 8 วันก่อนสารคดีจะฉาย ไม่ว่ากระแสด้านลบจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ Virgil Abolh รวมถึง Michael Burke ประธานบริหารของแบรนด์ตัดสินใจไม่วางจำหน่ายไอเทมที่มีลวดลายจากอัลบั้มและเพลงของ MJ ส่วนกระเป๋าใบยักษ์ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ MJ แต่อยู่ในคอลเลกชันกลายเป็นหนึ่งไอเทมที่ Louis Vuitton ตัดสินใจให้ไปต่อ นอกจากดราม่าสารคดีของ
ผู้ชายอย่างเรามักจะใช้ชีวิตเหมือนเดินบนเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกับเส้นทางสายแฟชั่น เรามักเลือกแต่งตัวแบบ Play Safe เน้นคุมโทนสีเข้ม + กางเกงขายาวเอาไว้ก่อน เพราะแค่นี้ก็พร้อมลุยทุกที่ได้อย่างไม่เคอะเขิน การแต่งตัวแบบนี้จึงกลายเป็นภาพจำประจำตัวของใครหลายคน แต่ไม่ว่าจะยืนหยัดในสไตล์ส่วนตัวแบบไม่แคร์กระแสแฟชั่นแค่ไหน แต่สภาพภูมิอากาศในสยามเมืองยิ้มแห่งนี้ มันช่างร้อนหนักหน่วงจนเรายิ้มแทบไม่ออก ชุดเก่งสีเข้มขายาวของเราที่เคยใส่แล้วไปได้ทุกที่จึงกลายเป็นสไตล์เจ้าปัญหาที่มาพร้อมฤดูร้อน เพราะดูดความร้อนจนเหงื่อชุ่มร่าง พาลให้ผู้ชายอย่างเราเสียบุคลิก สูญสิ้นความมั่นใจ ด้วยปัญหาเรื่องอากาศในหน้าร้อนที่ไม่เอิ้ออำนวยให้แต่งตัวได้ดั่งใจ UNLOCKMEN จึงขออาสาปลดล็อคข้อสงสัยที่ว่าจะแต่งตัวแบบไหนให้รอดในร้อนนี้ โดยที่ยังคงดูดีแบบเรียบง่ายมั่นใจได้ว่าไม่มีหลุดธีม ซึ่ง Style Guide ในวันนี้เราไม่ได้มาแนะนำการ Mix & Match ไอเทมเครื่องแต่งกายในลุคต่าง ๆ แต่เราจะมานำเสนอทางเลือกของการแต่งหล่อ ให้สามารถรับมือลมร้อนได้อย่างเย็นใจ ด้วยเสื้อผ้าจาก UNIQLO ที่หลายคนน่าจะรู้กันดี ว่าแบรนด์นี้การันตีเรื่องความเรียบง่ายในสไตล์มินิมอล กับ UNIQLO Linen Collection คอลเลคชันเครื่องแต่งกายซึ่งใช้ผ้าลินินที่เหมาะกับหน้าร้อนเป็นอย่างยิ่ง ชนิดที่ว่าใส่แล้วรับรองได้เรื่องความเย็นกายสบายใจ เพราะทีเด็ดของผ้าลินินนั้น คือคุณสมบัติในการดูดซับความชื้น และระบายความร้อนได้ดี (Breathable) มีเนื้อผ้าบางเบาไม่ลีบติดตัว อากาศสามารถพัดผ่านถ่ายเทได้สะดวก ทำให้เวลาที่สวมใส่เครื่องแต่งกายจากผ้าลินินนั้นจะรู้สึกเย็นสบายไม่อึดอัด แม้จะเป็นหนุ่มที่ชอบใส่เสื้อผ้าคุมโทนสีเข้มที่ดูดความร้อนเก่งเหลือเกิน แต่ความโปร่ง โล่ง สบายของผ้าลินินก็ช่วยให้เรา ๆ ทั้งหลาย ใส่เสื้อผ้าสีเข้มได้โดยไม่ร้อนตับแตกจนเป็นลมเป็นแล้งไปเสียก่อน นอกจากนี้ผ้าลินินยังช่วยเสริมลุคให้ดูพิเศษยิ่งขึ้นจากรอยยับเฉพาะตัวของเนื้อผ้า


