Life
กูก็เจ๋งเหมือนกันนี่หว่า! ข้อดีของการชมตัวเองแบบไม่ต้องรอให้ใครมาชม
By: unlockmen September 5, 2020 103500
ปกติแล้วเรามักจะรอคำวิจารณ์จากคนอื่นและวอรี่กับมัน โดยเฉพาะหากใครพูดข้อเสียของเราออกมา ยิ่งวอรี่ยิ่งกว่าคำชมอีก จะคำชมหรือคำด่าก็ดูจะชวนให้ปวดหัวทั้งนั้น
ไม่มีใครชมก็ลองเปลี่ยนมาชมตัวเองดูสิ UNLOCKMEN จะพามาดูข้อดีของการชมตัวเอง ให้หนุ่ม ๆ ฉีกยิ้มให้กับคนในกระจกได้แบบไม่กระดากใจอีกต่อไป

ย้อนกลับไปเมื่อตอนเรายังเป็นวัยกระเตาะ เรามักจะมีพฤติกรรมเลียนแบบจากพ่อแม่หรือคนใกล้ตัวของเรา แอบดูแล้วเอามาทดไว้ในใจ เพื่อเอามาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง จนเกิดการเรียนรู้อย่างการกิน การเดิน การพูด การตอบสนองกับสิ่งเร้ารอบตัว ฟังดูซับซ้อนเกินกว่าเด็กจะทำได้ แต่ตอนนั้นพวกเราทำแบบนั้นกันจริง ๆ
เขยิบมาช่วงที่เราเข้าโรงเรียนกันบ้าง เรามักจะรอว่าครูหรือคนรอบข้างชมอะไรเรา ชอบให้เราทำอะไร เราเชื่อว่าแบบนั้นมันดีกับตัวเราจริง ๆ แล้วเก็บเอามาทำจนเป็นนิสัย (ช่างไร้เดียงสาอะไรขนาดนั้น) แต่การทำแบบนั้นมาก ๆ มันจะทำให้เรากลายเป็นคนที่เสพติดคำชมเอาน่ะสิ!

พอเราพูดถึงเรื่องการพัฒนาตัวเอง เรามักจะเริ่มพัฒนาจากอะไรที่เราขาดหาย เรามักจะคิดว่าเราทำนู่นนี่ไม่ถูกหรือเดินทางผิดจนอยากจะลบข้อบกพร่องและพัฒนาจากสิ่งที่เป็นอยู่
เวลาเราเอ่ยปากถามฟีดแบคเกี่ยวกับตัวเองจากใครสักคน เรามักจะกังวลและเทความสนใจกับข้อผิดพลาดของเรา มากกว่าข้อดีในตัวเรา นั่นเหมือนจะดีที่เราจะได้รู้จักข้อผิดพลาดของตัวเองใช่มั้ย ? แต่ความจริงคือกว่าเราจะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องฝ่าฟันกับความเครียดในความห่วยแตกของตัวเองซะก่อน บางคนก็ผ่านไปได้ แล้วเอาไปพัฒนาตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะผ่านมันไปได้

การรับรู้ข้อดีข้อเสียจากคนอื่นมันก็เป็นเรื่องดีแหละ เหมือนมีกระจกสะท้อนตัวเรา แต่มันไม่ใช่ในตอนที่เราตัดสินตัวเองซะเอง เพราะมันแม่งอิมแพคกับเรามากกว่าคำพูดคนอื่น จากการวิจัยพบว่าหากเราจดจำและจดบันทึกความสำเร็จของเราไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วขนาดไหน มันจะช่วยให้สมองของเรารู้สึกว่าเราได้รับรางวัล และเราจะหลั่ง Dopamine ออกมาเมื่อรู้สึกว่าตัวเองพึงพอใจ
เนี่ยแหละ ทำไมการรอความคิดเห็นจากคนอื่นมันถึงไม่ได้สำคัญขนาดนั้น หากเราทำอะไรดี ๆ สักอย่างคนที่สังเกตเห็นคนแรกควรจะเป็นตัวเราเองเนี่ยแหละ ไม่ใช่รอให้คนอื่นมาเห็นคุณค่าถึงจะรู้สึกดีไปกับมัน เราจึงควรเลิกรอคำชมของคนอื่นแล้วหันมาชมตัวเองเนี่ยแหละ เวิร์ค!

ปกติแล้วเราสามารถใช้ชีวิตผ่านไปวัน ๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ได้ แต่ไม่ใช่สำหรับกรณีนี้ ลองเขียนข้อดี ความสำเร็จ หรือสิ่งดี ๆ ที่ตัวเองทำวันละ 3 ข้อทุกวัน ไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ ส่งผลต่อสังคมเบอร์นั้นก็ได้ เรื่องจิ๋ว ๆ ที่ทำแล้วเข้าข่ายความดี ความสำเร็จสักนิด หรืออะไรที่ทำให้รู้สึกดี แค่นี้ก็เขียนได้แล้ว พอเขียนไปเรื่อย ๆ แล้วกลับมาอ่านรับรองเราจะพบว่า เห้ย! เราก็ไม่ห่วยนี่หว่า เริ่มจากเรื่องเล็กน้อยนี่แหละเดี๋ยวความสำเร็จยิ่งใหญ่อย่างอื่นก็ตามมาเอง

คนเราชอบวอรี่กับความสำเร็จของคนอื่น เพราะชอบเอาตัวเองเข้าไปเปรียบเทียบกับคนที่มีชีวิตดีกว่าไง ข้อดีคือดีคือมันทำให้เรารู้ถึงสิ่งที่ตัวเองยังไม่มี แต่ข้อเสียคือ แล้วเราจำเป็นต้องมีชีวิตแบบเขาหรอวะ ?
อาจฟังดูเข้าข้างตัวเองไปหน่อย แต่มันก็คือความจริงที่แต่ละคนต่างมีวิถีทางของตัวเองกันทั้งนั้น Social media เนี่ยตัวดี แต่ละคนก็มักจะเอาแต่ด้านดี ๆ ของชีวิตมาโชว์ทั้งนั้น อย่าน้อยใจไปถ้าเสาร์อาทิตย์ของคุณไม่ได้นั่งเอาเท้าจุ่มน้ำใส ๆ ที่มัลดีฟแบบเพื่อนมหา’ลัย หรือไม่ได้ไปช็อปปิ้งฮ่องกงแบบเพื่อนร่วมงาน ถ้าเรามีความสุขกับการนอนเต็มอื่มอยู่บ้านในวันหยุด ตัวเองโอเคแล้วมันจะไม่ดีตรงไหน ? เลิกโทษตัวเองกันซะนะ หันมาแสดงหาข้อดีให้ตัวเอง ให้ Dopamine หลั่งกันดีกว่า
สุดท้ายแล้วการเลือกที่จะใช้ชีวิตมันขึ้นอยู่กับตัวของเราเอง แม้สิ่งแวดล้อมจะมีส่วนเข้ามาบ้างแต่มันก็เป็นปัจจัยภายนอกที่เราสามารถจัดการกับมันได้อยู่ดี ไม่ต้องรอให้ใครมาชม ไม่ต้องรอให้ใครมาสังเกตชีวิตเรา ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองอยากมี แล้วมีความสุขกับมัน แค่นั้นมันก็แตะ Life Goal แล้ว