Advertisement
Entertainment

RYAN REYNOLDS กับ 10 ภาพยนตร์ที่เปลี่ยนจากบทหล่อเท่ สู่เส้นทางเจ้าพ่อสายเกรียน

By: Chaipohn November 30, 2021

วินาทีนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักนักแสดงสุดเกรียน เจ้าของบทบาท Deadpool วีรบุรุษสุดแสบที่มาปั่นป่วนโลกของซูเปอร์ฮีโร่ แต่ใครจะรู้บ้างว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ Ryan Reynolds ต้องค้นหาตัวตนอย่างยากเย็นแค่ไหน เรามาดู 10 หนังสร้างชื่อ ที่ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจคนดูหนังทั่วโลกกันได้เลย

National Lampoon’s Van Wilder (2002)

เริ่มต้นการแสดงมาตั้งแต่เยาว์วัยในซีรีส์ท้องถิ่นของแคนาดามาตั้งแต่ปี 1991 ทำให้ Ryan Reynolds ไม่มีโอกาสที่จะได้รับบทเด่นสักที โชคดีที่ซีรีส์ Two Guys, a Girl (1998-2001) ทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็นนักแสดงมากความสามารถ ไม่ใช่แค่หน้าตาดีเพียงอย่างเดียว และจากซีรีส์นี้เอง ในที่สุดเขาก็ได้รับบทเด่นเป็นพระเอกเสียทีในหนังตลกสุดเกรียน National Lampoon’s Van Wilder (2002)

Ryan รับบทตามชื่อเรื่อง หนุ่มมหาลัยที่ใฝ่แต่กิจกรรมและความเมามายจนเรียนไม่จบ และค้างเติ่งอยู่มหาลัยลอยชายไปวันๆ จนกระทั่งพ่อและแม่ต้องดัดนิสัยด้วยการตัดท่อน้ำเลี้ยงไม่ส่งเสียต่อ ทำให้เขาต้องหาทางหาเงินเพื่อให้ได้ใช้ชีวิตมหาลัยอย่างนี้ไปนานๆ

แม้บทเริ่มต้นของเขาจะไม่เป็นที่ปราบปลื้มของคนดูสักเท่าไหร่ เพราะตลกส่วนใหญ่ก็มุกห่ามๆที่คนส่วนใหญ่จะไม่ชอบ แต่กลับทำให้ Ryan รู้สึกว่าการมาสายเกรียนนั้นคือถนนสายหลักที่เขาควรจะเลือกทางเดินนี้


Blade: Trinity (2004)

หลังจาก ประสบความสำเร็จพอประมาณกับ National Lampoon’s Van Wilder เขาก็ลองชิมลางรับบทแอ๊คชั่นแบบเต็มสูบบ้าง แม้ว่าจะได้รับเพียงบทสมทบก็ตาม แต่ใน Blade: Trinity หนังปิดไตรภาคของซูเปอร์ฮีโร่แวมไพร์ Ryan ก็ถือว่าเป็นบทสมทบชั้นดี เพราะเขารับบทเป็น ‘Hannibal King’ นักล่าแวมไพร์ที่ต้องจับมือกับแวมไพร์เพื่อต่อกรเหล่าร้ายให้สิ้นซาก

และด้วยบทบาทนี้นี่เอง ทำให้เขาแวะเวียนไปเล่นหนังของ Marvel และแนวซูเปอร์ฮีโร่ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น X-Men Origins: Wolverine หรือกระทั่ง Deadpool … เอิ่ม ลืม ๆ บทบาท Green Lantern ของ DC ไปหน่อยก็ได้นะ


Just Friends (2005)

“ผมสาบานได้เลย ว่าพวกนายต้องผิดหวังเมื่อติดตามแอคเคาท์นี้แน่ ๆ”

คือแคปชั่นแรกที่ Ryan พิมพ์เมื่อเขาลงคลิปร้องลิปซิงค์เพลง I Swear ของ All-4-One ซึ่งหากใครเป็นแฟนพันธุ์แท้จะรู้เลยว่า Ryan กำลังล้อเลียนตัวเองในหนังรอมคอมเรื่อง Just Friends นั่นเอง

ใน Just Friends เขารับบทเป็นหนุ่มตุ้ยนุ้ยหัวฟูสุดเนิร์ดที่มีความรักอย่างจริงใจกับสาวที่แอบปิ๊ง แต่สุดท้ายกไปไกลได้แค่ Friend Zone หนังรักจริงใจแม้บทจะแสนธรรมดา แต่ Ryan ก็สามารถนำพาความธรรมดาให้เป็นความพิเศษได้อย่างเหลือเชื่อ ทำให้เขาได้ตำแหน่ง “พระเอกหนังโรแมนติก” ในคุณสมบัติของเขาไปได้อีกหนึ่ง เรียกได้ว่า ตลกก็ได้ แอ๊คชั่นก็ดี โรแมนติกคอมเมอดี้ก็เจ๋ง


The Nines (2007)

บทบาทที่ท้าทาย คือของหวานเสมอสำหรับนักแสดง และมันก็ถึงเวลาเสียทีที่ Ryan จะได้รับบทบาทนั้น ไม่ใช่แค่ 1 แต่เป็นถึง 3 ในหนังอินดี้ที่เล่าถึงเหตุการณ์ 3 รูปแบบ 3 สไตล์ 3 คาแรกเตอร์ ที่ต้องพัวพันกับปริศนาเร้นลับของเลข 9 ผ่านรูปแบบของหนังเรียลลิตี้ / หนังทริลเลอร์ ไปจนถึงหนังตลกร้าย แม้หนังจะขาด ๆ เกิน ๆ ไปบ้าง แต่ Ryan กลับสนุกในการรับบทบาทที่แตกต่างหลากหลายนี้

“มันไม่แปลกใจเท่าไหร่ ถ้าจะพบว่ามีทั้งคนที่ชอบหนังเรื่องนี้แบบสุดคลั่ง ขณะเดียวกันก็เกลียดหนังเรื่องนี้แบบสุดขั้ว เพราะผมเองตอนที่ดูหนังเรื่องนี้รอบแรกในเทศกาล Sundance ผมก็รู้สึกอึน ๆ เหมือนกัน แต่พอได้ดูรอบ 2 ก็พบว่าหนังเรื่องนี้แม่งโคตรเจ๋งเลย”

แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะทำรายได้ระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จนบางคนก็แทบไม่รู้จักด้วยซ้ำ แต่ Ryan ก็กลายเป็นขวัญใจของคนทำหนังทุนต่ำที่ชอบชักชวนเขาไปเล่นหนังในบทบาทสุดขั้วอยู่สม่ำเสมอ


Definitely, Maybe (2008)

เราอาจจะเห็นด้านเกรียนของผู้ชายคนนี้จนชินชา แต่สำหรับด้านอ่อนละมุนแล้วไม่ใช่ว่าเขาจะไม่มี ยิ่งกับหนังเรื่องนี้ Definitely, Maybe ยิ่งพบว่า Ryan ก็มีความมุ้งมิ้งน่ารักอย่างเหลือเชื่อเช่นกัน

โดยในหนังเรื่องนี้ เขารับบทเป็น Single Dad พ่อเลี้ยงเดี่ยวที่เลี้ยงลูกสาวสุดแก่แดดแก่ลม ในวันหนึ่งเมื่อเธอถามพ่อว่าเธอเกิดจากความไม่ตั้งใจของพ่อหรือไม่ Ryan จึงเล่าประสบการณ์ความรักในอดีตที่เขาพบเจอหญิงสาวทั้ง 3 คน ให้ลูกสาวฟัง โดยให้ลูกสาวทายว่า 1 ใน 3 นี้คนไหนคือแม่ที่แท้จริงของเธอ

หนังละมุนละไม ที่เล่าเรื่องราวความรัก ความอบอุ่น และการไม่ยึดติดนี้ เผยให้เห็นบทบาทและการพัฒนาในด้านการแสดงของ Ryan ได้อย่างดี และสาว ๆ หลายคนก็ชื่นชอบบทบาทนี้ของเขากันมากเสียด้วย


The Proposal (2009)

กว่าที่ Ryan จะได้สัมผัสรสชาติของการเป็นพระเอกหนังทำเงิน เวลาก็ผ่านมาเนิ่นนานพอสมควร กับหนังรักรอมคอม เรื่องราวของบอสสาวที่มักกดขี่ข่มเหงผู้ช่วยหนุ่ม ซ้ำยังบังคับให้ต้องแต่งงานกันหลอก ๆ เพื่อรองรับใบรับรองการทำงานในอเมริกาได้ (ตลกตรงชีวิตจริง Ryan เป็นคนแคนาดา แต่ต้องมารับบทคนอเมริกานี่แหละ)

ตัวหนังนั้นถือว่าเป็นม้ามืดไม่ใช่น้อย เพราะในตอนต้นเป็นเพียงหนังรอมคอมธรรมดาที่ไม่ได้คาดหวังอะไร แต่เพราะเคมีระหว่าง Ryan และ Sandra Bullock ที่เข้ากันได้อย่างมหัศจรรย์ ทำให้หนังเรื่องนี้ฟาดรายได้ไปกว่า 300 ล้านเหรียญทั่วโลก

แถมความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังกลายเป็นประเด็นซุบซิบในหน้านิตยสาร Gossip มากมาย แต่สุดท้ายทั้ง 2 ก็เป็นเพียงพี่น้องที่ดีต่อกันเท่านั้น (เพราะตอนนั้นเขาคบอยู่กับ Scarlett Johansson) แต่ถึงกระนั้น Ryan ก็กลายเป็นพระเอกชวนฝันที่มหาชนเทใจให้อย่างมากมายในหนังเรื่องนี้เป็นที่เรียบร้อย


Buried (2010)

แล้วก็มีบทสุดยอดแห่งความท้าทายมอบให้กับเขาอีกครั้ง เพราะบทบาทนี้ Ryan ต้องแสดงคนเดียว แถมต้องรับบทในที่แคบ นั่นคือกล่องที่ไม่ต่างกับโลงศพ ที่เขาถูกจับและฝังมันทั้งเป็น Ryan ต้อง ตะเกียกตะกายดิ้นรน เพื่อหาทางรอดจากสถานการณ์สุดระทึกนี้ให้ได้

แม้ผลลัพธ์จะเต็มไปด้วยเสียงชื่นชมในทางบวก ที่ Ryan ได้ฝากฝีไม้ลายมือการแสดงอันแสนเฉียบขาดในฐานะเดอะแบกของหนังที่จำต้องปรากฏบนจอใหญ่ในแบบ 100% แต่ Ryan เองก็พบว่ามีเอฟเฟกต์ติดตามตัวหลังจากถ่ายทำหนังเรื่องนี้จบอย่างไม่ตั้งใจ

“ผมบินเพื่อไปเล่นหนังเรื่องนี้ที่เม็กซิโก อยู่ท่ามกลางสถานที่คับแคบที่ขนาดเท่าโลงศพตลอด 17 วัน มันสั้นมากนะกับกองถ่ายหนังเรื่องนึง แต่สำหรับผม แม่งโคตรยาวนานสัสๆ มีวันหนึ่งหัวใจผมเต้นถี่และแรงจนคนอัดเสียงขอให้หยุดการถ่ายทำไว้ก่อน ไม่งั้นผมอาจจะหัวใจวายได้…และแน่นอนครับ หลังจากหนังเรื่องนี้ ผมก็กลายเป็นโรคกลัวที่แคบในทันที”


The Voices (2014)

ช่วงปี 2014 ถือเป็นช่วงเวลาที่ Ryan ผ่านร้อนผ่านหนาวในฐานะนักแสดงมากมาย แต่ถึงกระนั้นวงการหนังยังกว้างไกลเกินกว่าที่เขาจะคาดถึง เพราะยังมีบทบาทที่เขายังไม่ได้รับ นั่นคือ บทฆาตกรโรคจิตนั่นเอง จนในที่สุดเขาก็ได้รับบทบาทนี้ ไม่ใช่ฆาตกรโรคจิตธรรมดา เพราะเขาสามารถคุยกับหมาและแมวได้ด้วย

The Voices เขารับบทเป็นชายหนุ่มที่ป่วยทางจิต ต้องใช้ยาช่วยระงับอาการเสมอ จนวันหนึ่ง เขาไม่ได้ทานยา และดันเผลอฆ่าคนที่เขาแอบรักตาย ซ้ำร้าย อาการหลอนจากการไม่ทานยา ก็ทำให้เขาสามารถคุยกับหมาและแมวที่เขาเลี้ยง ที่เปรียบดั่ง เทวา กับ ซาตาน ที่มาเตือนสติเขาอีกด้วย

แม้ในช่วงเวลานั้นเขาไต่เต้าจนเป็น A-List ของวงการในการเลือกหนังระดับแมสมาเล่นได้สบาย แต่เขาก็ยังไม่ลืมที่จะแบ่งช่วงเวลาในการรับเล่นหนังอินดี้พล็อตเหนือชั้นแบบนี้

“บางครั้งผมก็ต้องการจะพัฒนาศักยภาพการแสดงด้วยการโดดลงไปเล่นหนังอินดี้ไอเดียแจ่ม ๆ บ้าง มันทำให้เห็นว่าโลกใบนี้ยิ่งกว้างใหญ่ และมีเรื่องไม่คาดคิดให้เราสนุกอยู่เสมอ”


Deadpool, Deadpool 2 (2016, 2018)

แล้วก็มาถึงหนังที่เปลี่ยนชีวิตของเขาโดยสิ้นเชิง นั่นคือซูเปอร์ฮีโร่สุดเกรียนที่เปลี่ยนสถานะของเขาไปตลอดกาล Deadpool นั่นเอง

แต่กว่าที่จะไฟเขียวโปรเจกต์นี้ใช่ว่ามันจะง่าย เพราะภาพซูเปอร์ฮีโร่สายดาร์กเรท R นั่นยังเป็นสิ่งที่สตูดิโอยังไม่กล้าที่จะทำมันนัก รวมไปถึงแผลสดจากหายนะของตารางหนังทำเงินสมัยไปรับเล่นหนังฮีโร่ฝั่ง DC เรื่อง Green Lantern แต่ Ryan ก็ทำทุกทางเพื่อให้ได้ทำหนังในฝันเรื่องนี้ ขนาดลงทุนถ่ายทำบางส่วนเพื่อมัดใจผู้บริหาร แต่ผู้บริหารก็ยังเซย์โนในความรุนแรงเกินพิกัดของหนัง

แต่จู่ ๆ ฟุตเตจบางส่วนก็หลุดไปอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ท และได้รับการตอบรับจากแฟนคลับเดนตายมากๆ สุดท้ายหนังเรื่องนี้ก็ได้รับไฟเขียว แถมยังกระหน่ำความรุนแรงได้อย่างไม่ยั้งจนเป็นหนังเรท R ที่ทำรายได้เดือดจัดระดับ 780 ล้านเหรียญทั่วโลกอีกด้วย จนได้สร้างภาคต่อ และกลายเป็นแฟรนไชส์อันทรงคุณค่าที่ติดตัว Ryan ไปได้ตลอดชีวิตของเขาเลยทีเดียว


Free Guy / Red Notice (2021)

ปี 2021 นับเป็นปีที่พิเศษสุดไม่ใช่น้อย สำหรับแฟน ๆ Ryan Reynolds เพราะคุณได้ดูหนังของเขาแบบเต็ม ๆ ถึง 3 เรื่อง 3 รส ไม่ว่าจะเป็น Hitman’s Wife’s Bodyguard ภาคต่อของหนังแอ๊คชั่นสุดเกรียน ตามมาด้วย Free Guy หนังแฟนตาซีไอเดียเริ่ด เรื่องราวของตัวประกอบในเกมที่ลองออกจากลูปเดิม ๆ ทำให้เกมนั้นต้องพบความปั่นป่วนอย่างไม่น่าเชื่อ หนังค่อย ๆ นำพาคาแรคเตอร์ของ Ryan จากหนุ่มจืดให้กลายเป็นหนุ่มห้าวได้อย่างยอดเยี่ยม

และหนัง Red Notice ที่ประชันทั้ง The Rock Dwayne Johnson และ แม่สาวมหัศจรรรย์ Wonder Woman Gal Gadot ที่ต้องชิงไหวชิงชิงพริบร่วมมือกันกับเจ้าหน้าที่สุดถึกอย่าง The Rock เพื่อหาทางโจรกรรมไข่คลีโอพัตราในมือของทรชนสาวอย่าง Gal ให้ได้ หนังเต็มไปด้วยการหักหลังหักมุมไปมา เต็มไปด้วยความกวนระดับพระกาฬ และการทุ่มทุนอย่างสุดแรงของ Netflix ที่ต้องการยกระดับคุณภาพ Original content ให้ดูในจอที่บ้านให้ใหญ่ระดับ IMAX ยังต้องตะลึง

 

นับตั้งแต่ก้าวแรกจนถึงก้าวปัจจุบัน พูดได้อย่างเต็มปากว่า Ryan Reynolds นั้นพยายามอย่างที่สุดที่จะเสนอมิติทางการแสดงอันหลากหลาย เพื่อให้เขาได้กลายเป็นนักแสดงแถวหน้าของยุคนี้ ซึ่งผลลัพธ์ในความทะเยอทะยานอุตสาหะของเขานั้นก็คือความสนุกความเกรียนที่เราได้รับชมบนจอกันอย่างเต็มเหนี่ยวนั่นเอง

Chaipohn
WRITER: Chaipohn
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line