Advertisement
Entertainment

Star of the Month – Scarlett Johansson จากสาวน้อยขี้เหงา สู่การเป็นสายลับแห่งจักรวาล Avengers

By: Chaipohn October 22, 2021

จากสาวเนิร์ดขวางโลก ที่แจ้งเกิดในหนังอินดี้ Scarlett Johansson เป็นที่จดจำมากมายในฐานะนักแสดงสาวที่สร้างความน่าทึ่งผ่านบทบาทอันหลากหลาย ทั้งบทดราม่า ไปจนถึงหนังแอ๊คชั่นไซไฟ เรามาทำความรู้จักตัวตนของเธอ ผ่าน 10 หนังน่าจดจำ ที่คุณจะหลงรักเธอมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม

“Ghost World” (2001)

“ตัวละครใน ‘Ghost World’ นั้นยอดเยี่ยมและหายากในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่หนังวัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่มีความลึกของตัวละคร”

Scarlett Johansson เข้าสู่วงการภาพยนตร์มาตั้งแต่ปี 1994 จากหนังเรื่องแรก North ในตอนนั้นเธออายุเพียงแค่ 9 ขวบเท่านั้น

หลังจากนั้นก็ได้รับแต่บทตัวประกอบที่ไม่ได้ฉายแววอะไรมากมายนัก แถมหนังที่เธอเล่นก็ไม่ได้โด่งดังอะไร (หนึ่งในนั้นคือหนัง Home Alone 3 ที่คุณภาพเลวร้ายมาก)

ผ่านไปหลายปี ก่อนที่เธอจะกลายเป็นนักแสดงที่ถูกลืมเลือนไป โชคก็เข้าข้างให้เธอได้เล่นหนังอินดี้ที่สร้างจาก Underground Comic เรื่องดัง เรื่องราวของ 2 เพื่อนซี้นอกคอกขวางโลก ที่หนึ่งในนั้นกำลังจะสานสัมพันธ์กับชายแก่คราวพ่อเพื่อกลั่นแกล้ง แต่เมื่อได้รู้ความข่มขื่นของชายวัยกลางคน มุมมองชีวิตก็ค่อยๆเปลี่ยนไป

แม้ว่า Scarlett จะรับเพียงบทสมทบที่ไม่หวือหวา แถมหนังเรื่องนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนักเมื่อออกฉาย แต่มันก็ค่อย ๆ สะสมแฟนหนังเดนตายจนกลายเป็นหนังคัลท์แห่งยุคไปในทันที ซึ่ง Scarlett มีความชอบหนังสือเรื่องนี้อยู่แล้ว และมีความเบื่อหน่ายในหนังวัยรุ่นที่ย่ำอยู่กับที่ ถึงแม้บทบาทของเธอจะไม่เป็นที่กล่าวถึงมากนักจากหนังเรื่องนี้ แต่ก็เป็นประตูบานแรกที่เปิดต้อนรับนักแสดงมากบทบาท ที่สามารถแตกแถวเลือกแสดงแต่หนังเจ๋ง ๆ ได้ในอนาคต


“Lost in Translation” (2003)

“มันเต็มไปด้วยความประหม่า ฉันต้องแสดงคู่กับนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง Bill Murray ในหนังที่ถ่ายทำนอกประเทศ และฉันเพิ่งอายุ 17 ตอนที่แสดง ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะลงเลยเป็นหนังแบบไหน”

แล้วก็ถึงเวลาผลงานที่แจ้งเกิดตัวเธอเต็ม ๆ ในหนังสุดเหงากลางเมืองแปลกถิ่นที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร นำพาคนเหงา 2 คน พบเจอ สนุกสุดเหวี่ยง ซาบซึ้ง และพลัดพราก Scarlett รับบทเป็น Charlotte หญิงสาวที่ติดสอยห้อยตามแฟนมาทำงานที่โตเกียว จนความเหงาที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวเพราะแฟนหนุ่มมัวแต่ทำงาน ทำให้เธอได้เจอกับ Bob Harris (รับบทโดย Bill Murray) นักแสดงที่มาทำงานที่โตเกียวเช่นเดียวกัน ความโดดเดี่ยวในสถานที่แปลกถิ่น นำพาให้ทั้งคู่ได้มีช่วงเวลาที่ดีร่วมกัน ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองใหญ่อย่างโตเกียว

Lost in Translation คือหนังที่เป็นขวัญใจของคนดูตั้งแต่วันที่ออกฉายจนถึงในยุคปัจจุบัน เพราะหนังสะท้อนความโดดเดี่ยวได้แสนเท่และมีมนต์ขลัง ซึ่งการแสดงของ Scarlett ก็เติมเต็มชีวิตชีวาให้เนื้อเรื่องได้อย่างงดงามและมหัศจรรย์ ทำให้นักดูหนังได้จดจำชื่อในฐานะนักแสดงคุณภาพได้อย่างดี ทั้งที่ในตอนนั้นเธอมีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น


“Girl with a Pearl Earring” (2003)

“ในบทบาทนี้ฉันรู้สึกว่ามันเกินวัยกว่าตัวของฉันมาก แต่ผู้กำกับบอกกับฉันว่า “Scarlett เธอคือเจ้าของรูปภาพอมตะนั้นที่กลับชาติมาเกิด”…ใครจะไม่อยากรับบทบาทนี้ล่ะ”

หลังจากที่เธอแจ้งเกิดในหนัง Lost in Translation หนังที่ถ่ายทำในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็ออกฉายต่อเพื่อโชว์ศักยภาพการแสดงของเธออย่างต่อเนื่อง ในหนังย้อนยุคที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพศิลปะอันงดงามเหนือกาลเวลาอย่าง “Girl with a Pearl Earring” ที่ Johannes Vermeer ได้รังสรรค์เอาไว้

โดย Scarlett รับบทเป็นสาวน้อยที่เป็นทั้งแบบภาพวาดอันแสนคลาสสิคนี้ และเป็นที่คนที่ตกอยู่ในสายสัมพันธ์อันแสนซับซ้อนศิลปินผู้วาดอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

Scarlett งดงามมากในฐานะเจ้าของภาพสาวน้อยต่างหูมุก และมอบการแสดงอันแสนซับซ้อนในห้วงอารมณ์ปรารถนาได้อย่างยอดเยี่ยม และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่เธอได้แสดงฝีไม้ลายมือทางการแสดงอันแสนไม่ธรรมดานี้อีกครั้ง นำพาให้เธอได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำในสาขานักแสดงนำหญิงสายดราม่าจากเรื่องนี้และ Lost in Translation ในปีเดียวกัน


“Match Point” (2005)

“ตอนแรกฉันคิดว่าตัวละครตัวนี้เป็นเพียงหญิงสาวเซ็กซี่และมีความมั่นใจ ฉันไม่คิดว่าฉันจะได้รับบทบาทเป็นสาวร้ายที่ทำลายชีวิตคู่รักที่แต่งงานแล้ว มันท้าทายในการแสดง แต่มันก็สิ้นหวังและน่าเห็นใจไม่ใช่น้อยกับตัวละครในหนังเรื่องนี้”

ไฟปรารถนาที่นำพาให้ความสัมพันธ์ต้องห้าม ข้ามขั้นสู่โศกนาฏกรรมและหายนะของชีวิต Scarlett ได้ร่วมงานกับผู้กำกับในตำนาน (ที่ยังไม่โดนข้อหาสุดอื้อฉาวดังเช่นปัจจุบัน) อย่าง Woody Allen ที่ดึงศักยภาพของเธออีกขั้น ในบทสาวผู้ตกอยู่ในห้วงเสน่หา เมื่อเธอหลงรักกับครูสอนเทนนิสหนุ่มที่มีคนรักอยู่แล้ว นำพาให้เธอต้องกลายเป็นหญิงร้าย และลงเอยสู่เรื่องราวไม่คาดฝัน จากความรักและความแค้น

นับเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญในฐานะสาวเซ็กซี่ผู้เร่าร้อน ที่เต็มไปด้วยความปรารถนาเกินต้าน ทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำอีกครั้ง ในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม


“Her” (2013)

“แม้ว่าหนังเรื่องนี้ จะเป็นเรื่องราวในอนาคต และตัว Samantha ก็ไม่ใช่มนุษย์ แต่หนังเรื่องนี้ก็เข้าใจในเรื่องความสัมพันธ์อันแสนโรแมนติกที่นำเสนอได้อย่างน่าทึ่งมากๆ เมื่อความผูกพันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์เริ่มพังทลายลง ก็ไม่แปลกอะไรที่คนเราจะเริ่มพูดคุยกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต”

หลังจากนั้น Scarlett ก็รับบทบาทอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการลองพาตัวเองสู่บทบาทของหนังแอ๊คชั่นแบบเต็มตัว อย่าง The Island (2005) ของ Michael Bay หรือหนังทริลเลอร์ในบรรยากาศย้อนยุคอย่าง The Black Dahlia (2006) ของ Brian De Palma The Prestige (2006) ของ Christopher Nolan จนกระทั่งเธอประเดิมรับบทบาท Natasha Romanoff ใน The Iron Man 2 ที่เปลี่ยนสถานะนักแสดงของเธอไปตลอดกาล จนคิดว่าเธอคงอยู่ในโลกแอ๊คชั่นฮีโรมาร์เวล จนไม่กลับมาเล่นหนังเล็กๆในช่วงเริ่มเข้าวงการอีกแล้ว

แต่แล้วเธอก็ได้ปรากฏตัวในหนังคนเหงาแห่งทศวรรษใหม่ จะเรียกว่าปรากฏตัวก็ไม่เชิง เพราะเธอปรากฏตัวเพียงแค่เสียงเท่านั้น ในหนังเรื่อง Her นั่นเอง โดย Scarlett รับบทเป็น Samantha จักรกลอัจฉริยะ ที่คลายเหงาให้กับชายหนุ่มรักสันโดษอย่าง Theodore ที่รับบทโดย Joaquin Phoenix

แม้เธอจะออกมาเพียงแค่เสียง แต่ด้วยน้ำเสียงอันเป็นมิตรและตราตรึงหัวใจ เพียงแค่เสียงก็ทำให้เธอคว้ารางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์ และเทศกาลหนังหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Austin Film Critics Association, Detroit Film Critics Society , Rome Film Festival และ Saturn Awards


“Under the Skin” (2014)

“นี่คือบทบาทที่ท้าทายที่สุดของฉัน เพราะนอกจากต้องทำใจกับการไม่ใส่อะไรเลย Laura ตัวละครของฉันก็ต้องแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการ ที่เริ่มต้นจากการแตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง จนเธอค่อย ๆ ซึมซับถึงความรู้สึกต่าง ๆ ทั้งอารมณ์ ความเกลียดชัง และความรัก ซึ่งทั้งหมดก็ถูกถ่ายทอดผ่านดวงตาและการกระทำ มันเป็นบทที่ทั้งยากและท้าทาย แต่ก็ช่วยให้ฉันเติบโตอย่างมากกับการแสดง”

Scarlett รับบทบาทอันแสนท้าทาย และชวนเปลืองเนื้อเปลืองตัวที่สุดอีกครั้ง ในบทบาทของเอเลี่ยนที่สูบเลือดกินเนื้อผู้ชาย ก่อนความรู้สึกและรสสัมผัสในความเป็นมนุษย์ค่อย ๆ ทำให้มนุษย์ต่างดาวอย่างเธอเข้าใจสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้มากยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ

หนังไซไฟที่พาคนดูเข้าไปสู่บรรยากาศเคว้งคว้างล่องลอยชวนจิตตกนี้ สร้างความท้าทายทั้งคนดู และคนแสดงอย่าง Scarlett ที่ต้องพัฒนาตัวเองจากเอเลี่ยนที่เปลือยเปล่า ค่อย ๆ ซึมซับความรู้สึกนึกคิดและความเป็นมนุษย์อย่างช้า ๆ ที่ทั้งลึกลับและชวนสยองในคราวเดียวกันได้อย่างยอดเยี่ยม


“Lucy” (2014)

“มันเป็นบทที่ท้าทายมากๆ เพราะ Lucy เริ่มต้นจากการเป็นหญิงสาวธรรมดา และเปลี่ยนไปเป็นคนเหนือมนุษย์ ดังนั้นเธอต้องผ่านอะไรมาเยอะมาก และฉันเชื่อในวิสัยทัศน์ของตัวผู้กำกับที่จะทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ธรรมดา””

แม้บทบาทของ Scarlett ในช่วงหลังมักจะถูกผูกติดอยู่กับหนังแอ๊คชั่นที่อวดทรวดทรงอันทะมัดทะแมง เช่นหนังที่รีเมคจากแอนิเมชั่นอย่าง Ghost in the Shell (2017) แต่สำหรับ Lucy ที่ภายนอกดูเหมือนหนังแอ๊คชั่นไซไฟทั่วไป กลับเนื้อหาข้างในกลับไม่ใช่หนังธรรมดาเหมือนที่หลายคนคิด

เรื่องราวของสาวผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกมาเฟียฉีดสารกระตุ้นทำให้เธอกลายเป็นคนเหนือมนุษย์ แม้ครึ่งเรื่องแรกจะเล่าถึงการล้างแค้นของสาวมิวแทนท์ที่ได้รับพลังพิเศษ แต่ครึ่งเรื่องหลังหนังกลับทะลุเพดานด้วยการเล่าถึงอภิปรัชญาชีวิต ไปจนถึงการความลับของการก่อกำเนิดมนุษย์กันเลยทีเดียว

โดย Luc Besson ได้แรงบันดาลใจจากชื่อ Lucy ที่ว่ากันว่าเป็นมนุษย์คนแรกของโลกใบนี้ และ Scarlett ก็ไม่ทำให้คนดูผิดหวังในบทบาทของสาวผู้คนหาคำตอบของการมีชีวิตผ่านอำนาจพิเศษได้อย่างเหลือเชื่อ (แต่บางคนก็เข้าขั้นเหวอไปเลย)


“Marriage Story” (2019)

“เมื่อคุณจำต้องเลิกรากับคนที่คุณเคยรัก ไม่ว่ามันจะจบด้วยดีหรือไม่ก็ตาม คุณจะตั้งคำถามกับสิ่งที่คุณเลือกและทำลงไป ว่าหลังจากนี้ฉันจะต้องทำอะไรในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยวหรือในฐานะสาวโสด เราต่างไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้ล้วนกระตุ้นความกังวลของฉันตลอดการถ่ายทำหนังเรื่องนี้”

ปี 2019 นับเป็นอีก 1 ปี ที่เราได้สัมผัสการแสดงอันหลากหลาย ทั้งการสั่งลาอย่างงดงามในหนังซูเปอร์ฮีโร่ Avengers: Endgame และหนังเกี่ยวกับชีวิตคู่อันล่มสลายเรื่องนี้

“Marriage Story” หนังเด็ดจาก Netflix ที่เล่าถึงคู่รักที่ความสัมพันธ์ขาดสะบั้นจนยากที่จะสมานให้เหมือนดังเดิม โดย Scarlett รับบทเป็นอดีตภรรยาของ Adam Driver ทั้ง 2 ต้องต่อสู้เพื่อแย่งชิงลูกน้อยของตน จากที่คิดว่า “การจากกันด้วยดี” นั้นมีจริง ก็ค่อยดำดิ่งสู่การระเบิดอารมณ์แบบรุนแรง

ในช่วงเวลานั้น ชีวิตจริงของ Scarlett ก็เพิ่งเผชิญปัญหาการหย่าร้างครั้งที่ 2 ระหว่างเธอกับ Romain Dauriac นักข่าวจากประเทศฝรั่งเศสหลังคบหาดูใจกันมากว่า 3 ปี ยิ่งผลักดันพลังภายในของเธอในการสร้างตัวละครที่แบกความช้ำตรมของชีวิตคู่ได้อย่างยอดเยี่ยมและทรงพลัง


“Jojo Rabbit” (2019)

“แม้ว่าในชีวิตจริงของฉันเพิ่งจะมีลูกที่อายุยังไม่เท่ากับในหนัง แต่ฉันคิดว่าสำหรับนักแสดง แน่นอนว่าต้องหาวิธีที่เข้าถึงบทบาทที่ตัวเองไม่เคยสัมผัสให้ได้ สำหรับหนังเรื่องนี้ ฉันนึกไปถึงพ่อและแม่ของฉัน ว่าท่านเลี้ยงดูฉันอย่างไร ฉันก็จะเพิ่มสิ่ง ๆ นั้นลงไปในหนังอีกเท่าตัว บทแม่เรื่องนี้จึงเป็นตัวละครที่อบอุ่น น่ารัก และทำให้ฉันรู้สึกสบายใจและผ่อนคลายตลอดการถ่ายทำหนังเรื่องนี้”

และอีกเรื่องที่โดดเด่นในปี 2019 ในชีวิตการแสดงของเธอ คือการรับบทแม่ของเด็กน้อยยุวชนนาซี ที่แอบต่อต้านนาซีด้วยการซ่อนสาวชาวยิวไว้ในบ้านของเธอเอง แม้ว่าบทบาทของเธอจะไม่มากนัก แต่เธอก็สามารถรับบทคุณแม่ต้นแบบที่เป็นตัวอย่างให้กับลูกน้อยที่กำลังอยู่ในช่วงสับสนของชีวิต

และด้วยบทบาทอันน่าทึ่งนี้เอง ทำให้ Scarlett ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งแรกซึ่งมาทีเดียวพร้อมกันทั้ง 2 เรื่องเลย ทั้งเรื่องนี้ และ Marriage Story ถึงแม้จะพลาดรางวัลไป แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอได้มอบบทบาทอันยอดเยี่ยมและทำให้หนังทั้ง 2 เรื่อง มีความพิเศษและเป็นที่จดจำสำหรับนักดูหนังไปอีกนาน


“Black Widow” (2021)

“ฉันอยากจะร่วมงานกับมาร์เวลต่อไปโดยไม่จำกัดอยู่เพียงบทของ Natasha เท่านั้น ฉันคิดว่ามันยังมีเรื่องราวอีกมาก และฉันคิดว่ามันมีโอกาสอยู่อีกมากมาย ที่จะบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ ในทิศทางที่ต่างออกไป”

จากบทบาทของสาวสายลับ ที่ปรากฏบนจอตั้งแต่ Iron Man 2 เหล่าแฟน ๆ มาร์เวลต่างรอคอยที่จะได้เห็นการฉายเดี่ยวของ Natasha Romanoff ในที่สุดก็สมหวังเสียทีหลังจากรอคอยมานานร่วม 11 ปี กับ Black Widow เรื่องราวที่เล่าคาบเกี่ยวตั้งแต่อดีตที่เธอถูกฝึกมาเป็นสายลับ และช่วงเวลาจากเหตุการณ์ใน Captain America: Civil War (2016) จนมาถึง Avengers: Endgame (2019) ซึ่งเราจะได้เห็นเธออย่างเต็มจอเต็มอารมณ์ และถือเป็นการอำลาบทบาท Black Widow ที่แฟน ๆ มาร์เวลทุกคนต้องประทับใจในบทบาทของเธออย่างแน่นอน

และนี่คือ 10 บทบาทอันน่าจดจำตลอดการแสดงของ Scarlett Johansson ที่หลังจากนี้น่าจับตาว่าเมื่อเธอแขวนนวมในฐานะซูเปอร์ฮีโร่สาวแล้ว มีบทบาทอะไรที่ท้าทายตัวเธอบ้าง

Chaipohn
WRITER: Chaipohn
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line