DESIGN

ส่อง 7 เรือนเวลาที่เป็นไอคอนของเหล่าสุดยอดไฮเอนด์แบรนด์ชั้นนำ

By: DR.TUI August 19, 2019

สืบเนื่องมาจากภาพของหนึ่งในท่านผู้นำของประเทศละแวกบ้านเราสวมนาฬิกาหรูแบรนด์ไฮเอนด์ที่มีราคาเหยียบหลักล้าน ก็เลยทำให้โลกโซเชียลหันมาให้ความสำคัญกับ นาฬิกาข้อมือ จนกลายเป็นการเปิดหูเปิดตาจนทำให้รู้ว่าโลกของเรานั้นยังมีนาฬิกาที่เป็นไอคอนของแบรนด์และบุคคลอีกมากมายหลายรุ่นไม่ใช่เฉพาะแค่ Rolex อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ เป็นเหมือนนาฬิการุ่นดังที่คนทั่วโลกชื่นชอบและใฝ่ฝัน เรามาดูกันครับว่าส่วนหนึ่งของนาฬิกาที่เป็นไอคอนนั้นมีอะไรกันบ้าง

 

Rolex Submariner & Date Just

เมื่อพูดถึงเครื่องบอกเวลาสุดคลาสสิคก็คงต้องเริ่มด้วย Submariner ที่ Rolex ทำขายครั้งแรกในปี 1954 ถือเป็นรุ่นที่ปฏิวัติวงการนาฬิกาข้อมือทั้งโลกเลยก็ว่าได้ ในตอนแรก Submariner ไม่ได้จัดเป็นไลน์ Luxury แต่อย่างใด ผลิตมาเพื่อตอบโจทย์การดำน้ำโดยเฉพาะ แต่เมื่อนานวันเข้า จากปากต่อปากและไอคอนบนโลกนี้อย่าง Steve McQueen ที่ใส่จนมันกลายเป็นสถานะความเท่บนตัวสุภาพบุรุษ เมื่อมาถึงปลายยุค 80’s ที่ Rolex กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหรามั่งคั่ง รุ่นที่ฮิตที่สุดของพวกเขาก็คือ Submariner นี่ล่ะ เอกลักษณ์ของมันคือความทนทาน และเป็นนาฬิกาทรง Sports ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งดีไซน์และการใช้งาน

ทุกวันนี้รูปทรงของมันก็ยังคงร่วมสมัย มีหน้าปัดขนาด 40มม. ให้เลือกทั้งสีเงิน สีทองและทองขาว 18K ใส่ได้กับผู้ชายทุกสไตล์ (หรือผู้หญิงบางคนก็ใส่ได้เช่นกัน) หาก Submariner คือตัวแทนความสปอร์ตจาก Rolex ฉะนั้น Datejust ก็คงเป็นนาฬิกาที่บ่งบอกความเป็น Rolex ที่สุดแล้ว ด้วยระบบกลไกบอกวันที่ได้ที่ Rolex ใส่ลงไปในนาฬิกาสุดคลาสสิค เริ่มผลิตออกมาในปีค.ศ. 1945 ผลตอบรับก็ดีซะจนผลักดันให้ Rolex เป็นหนึ่งในที่สุดของแบรนด์นาฬิกาข้อมือ Datejust มีให้คุณทั้งดีไซน์ที่เข้ากับเสื้อผ้าลุคไหนก็ได้ รวมถึงระบบการใช้งานที่ตอบโจทย์ในชีวิตประจำวัน

ในปีค.ศ. 2009 พวกเขาเปิดตัวรุ่นหน้าปัดขนาด 41มม. แต่ก่อนหน้านั้น Datejust โดดเด่นด้วยหน้าปัดขนาด 36มม. (สำหรับผู้ชาย) และมีไซส์ผู้หญิงขนาด 26มม. ถ้าถามถึงความเป็นไอคอนของ Datejust คงต้องอธิบายหลายหน้ากระดาษ เพราะมันถูกใส่โดยคนดังของแต่ละยุคมากมาย ตั้งแต่ประธานาธิบดีแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา Dwight Eisenhower และดารา Hollywood อีกมากมาย Datejust เป็นนาฬิกาเข้าได้กับทุกโอกาส แม้จะไม่ใช่ Sports Watch แต่จับคู่กับยีนส์หรือเสื้อยืดขาว ก็ดูดีได้เช่นกัน

 

Omega Speedmaster

สำหรับแฟน ๆ นาฬิการุ่น Sports ของ Omega ที่ตีคู่กันมากับ Rolex Submariner คงต้องขอส่ง Speedmaster เป็นนักชกขึ้นท้าชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าถวิลหาความเท่แบบแมน ๆ แต่ไม่อยากโชว์พาวเวอร์ให้โลกรู้เช่นคาแรคเตอร์ของ Rolex ก็เห็นจะมีแต่ Omega Speedmaster นี่ล่ะที่ตอบโจทย์ที่สุด เพราะโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย(ในขณะนั้น) เจ๋งจน NASA เลือกที่จะนำไปใส่บนข้อมือของ Buzz Aldrin วิศวกรและนักบินอวกาศ ตอนขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ในปีค.ศ. 1969 (คนที่สองต่อจาก Neil Armstrong) ฉะนั้นไม่ต้องถามถึงสรรพคุณการใช้งานของมันให้มากความว่าไว้ใจได้ขนาดไหน

ในปัจจุบันนี้ถ้าคุณเป็นคนชอบความต้นฉบับจะมองหารุ่น 3570.50.00 ที่ยังเป็น Speedmaster รุ่นคลาสสิค หรือจะกระโดดไปหารุ่นที่ทำออกมาใหม่เป็นระบบ Automatic อย่าง Speedmaster 9300 นี่คือนาฬิกาที่มีความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้มากที่สุดเรือนหนึ่งเลยทีเดียว

 

Audemars Piguet Royal Oak

Audemars Piguet แบรนด์จาก Switzerland ก่อตั้งมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1875 และในช่วงที่โลกกำลังให้การต้อนรับกับระบบ Quartz Movement แบบใหม่ ทำเอา AP แทบไปไม่เป็นจนเกือบล้มละลาย แต่เพราะ Royal Oak นี่แหละ ที่เกิดมาเพื่อช่วยต่อลมหายใจให้กับแบรนด์อีกครั้งและคงอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน เพราะ AP เข้าใจและตระหนักดีว่าในขณะนั้นความคลาสสิคของพวกเขากำลังต้องการ “การปรับปรุง” ไม่ใช่ “การเปลี่ยนแปลง”

กลยุทธ์ของ AP คือดึงเอานักออกแบบจากแบรนด์ Gerald Genta มาช่วยวางพิมพ์เขียวของนาฬิกาของตนที่จะทำให้พวกเขาก้าวไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น เกิดเป็น AP Royal Oak ref 5402ST ออกมาตีตลาดในปีค.ศ. 1972 ถือเป็นการเดินหมากที่เดิมพันสูงของพวกเขาเลย เพราะในขณะนั้นโลกของนาฬิกาข้อมือยังไม่เคยเจอกับ Sports Watch ที่เป็น Luxury ขนาดนี้มาก่อน ด้วยวัสดุ Steel ธรรมดา ๆ แต่ราคาดันแซงหน้านาฬิกาทองคำแบรนด์อื่น ๆ แทบทั้งหมด นี่จึงเป็นก้าวกระโดดที่ถ้าข้ามไม่พ้นก็ตกเหวตายกันไปข้างเลยทีเดียว แต่แล้วผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ของ Royal Oak ถูกใจคอนาฬิกาดั่งรักแรกพบ เกิดเป็นไลน์ผลิตใหม่ให้กับแบรนด์อื่น ๆ ที่ผสมผสานเอาความ Luxury และ Sports เข้าไว้ด้วยกัน

 

Jaeger-LeCoultre Reverso

ค.ศ.1931 เป็นปีที่โลกได้รู้จักกับ Reverso การหนึ่งในการร่วมมือกันที่ลงตัวที่สุดในวงการนาฬิกา ระหว่าง Jaeger และ LeCoultre เป้าหมายในตอนแรกนั้นถูกออกแบบมาสำหรับสมาชิกในวงสังคมชั้นสูงในอังกฤษ สำหรับใส่เล่น Polo ในประเทศอินเดียหนึ่งในอาณานิคมของประเทศอังกฤษ สำหรับยุคนี้นาฬิกาที่ตัวเคสสามารถกลับไปมาได้อาจจะไม่น่าแปลกประหลาดใจแต่ถ้าย้อนไปในขณะนั้นมันเป็นสิ่งที่ล้ำสุด ๆ กันเลยทีเดียว ตัวเรือนสี่เหลี่ยมที่แสดงถึงสไตล์ Art Deco ของยุคนั้นได้อย่างชัดเจน ทำให้ในบรรดาชนชั้นสูงในยุโรปตอนนั้นพากันหา Reverso มาใส่กันแพร่หลายและมาหยุดผลิตไปพักใหญ่ จนมาถึงต้นยุค 80’s ที่ Reverso กลับมาทำตลาดอีกครั้งจนปัจจุบัน

 

Tag Heuer Monaco

นาฬิกาในดวงใจของใครหลาย ๆ คน ดีไซน์ของ Tag Heuer ที่เป็นเอกลักษณ์และมีสไตล์ รุ่น Monaco เปิดตัวครั้งแรกในปีค.ศ. 1969 และเป็นนาฬิกาแบบ Automatic Chronographs เรือนแรกที่ทำออกมาบนโลกในตอนนั้น เพราะฉะนั้นชื่อเสียงของมันก็แทบจะไม่ต้องพูดให้มากความ ชื่อรุ่น Monaco นั้น Jack Heuer ตั้งชื่อเป็นเกียรติตาม Monaco GP สนามแข่ง Fomula 1 ชื่อดัง

สิ่งที่ทำให้คนทั้งโลกต้องเหลียวหลังมองนาฬิการุ่นนี้ก็เพราะ Steve McQueen ใส่มันตลอดในหนัง “Le Mans” ทั้งเรื่อง หนังที่ว่าด้วยเรื่องของการแข่งรถทำให้ทั้งตัวนักแสดงและนาฬิการุ่นนี้ดังเป็นพลุแตกจนเป็นที่ใฝ่ฝันของผู้ชายทั้งหลายไปเลยแต่หลังจากนั้นไม่กี่ปี Monaco ก็ถูกเลิกผลิตไป ฟังดูน่าใจหาย แต่นี่คือการบ่มเพาะความขลัง มันถูกนำมาเปิดตัวอีกครั้งในปีค.ศ. 2003 ถึงจะห่างหายไปหลายปีแต่ก็ยังคงสร้างความฮือฮาไม่ต่างจากครั้งก่อน ถ้าไม่ติดว่าต้องเป็นรุ่นแบบวินเทจในปีเก่าแท้ๆ ที่ราคาก็เก๋าพอๆกัน รับประกันเลยว่า Monaco เป็นนาฬิกาที่เป็นตัวอย่างของ Statement Piece บนตัวคนใส่อย่างแท้จริง

 

Cartier Santos

มาถึงนาฬิกาข้อมือที่อาจจะไม่ได้มีระบบซับซ้อนแต่ให้ความรู้สึกดั้งเดิมอย่าง Cartier Santos เรือนนี้กันบ้าง เรื่องราวมันเริ่มจากชาวบราซิลชื่อ Albert Santos-Dumont ผู้เป็นเหมือนมนุษย์คนแรกที่สามารถบินด้วยเครื่องบินแบบ Fixed Wing ในช่วงปีค.ศ. 1906 ขณะที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส เขาได้เล่าให้เพื่อนสนิทผู้เป็นนักออกแบบเครื่องประดับชื่อดังนั่นก็คือ Louis Cartier ฟังว่าการขับเครื่องบิน แล้วต้องหันมาดูนาฬิกาพกที่ต้องหยิบออกมาจากกระเป๋าเสื้อมันช่างลำบากเหลือเกิน ด้วยความเห็นใจทำให้ Cartier ต้องออกแบบนาฬิกาข้อมือให้ Dumont สามารถใส่บนข้อมือเพื่อเช็คเวลาได้ในขณะขับเครื่องบิน จนเกิดเป็นนาฬิกาที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น Pilot Watch (แต่ไม่มีระบบอะไรซับซ้อนเลยนะ) และทำให้เกิดเทรนด์ใหม่ที่ผู้ชายเริ่มใส่นาฬิกาข้อมือกัน จากที่สมัยก่อนเป็นของสำหรับผู้หญิงเท่านั้น

นาฬิกาเป็นตัวเรือนสี่เหลี่ยมจตุรัสแบบโบราณ และบอกตำแหน่งเวลาด้วยตัวเลขโรมัน ถึงทุกวันนี้ Cartier ก็ยังทำขายออกมา แต่เป็นตัวเรือนขนาด 51 x 41.3มม. ถ้าคุณอยากได้ลุคที่ดูคล่องตัวเป็นนาฬิกาใส่ง่าย ๆ แต่มีกลิ่นอายของศตวรรษที่แล้วหลงเหลือมาเต็มเปี่ยมนาฬิกาเรือนนี้เป็นตัวเลือกที่ดีเลย

 

 

Richard Mille RM series

หลังมีภาพนักการเมืองชื่อดังยกมือกันแดดที่ส่องเข้าตา ระหว่างถ่ายภาพหมู่คณะรัฐมนตรีเมื่อประมาณสองปีที่แล้ว ทำให้มองเห็นนาฬิกาข้อมือท่านสวมใส่อยู่ ซึ่งเป็นนาฬิกาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์แบรนด์ Richard Mille หนึ่งในแบรนด์สุดหรูที่เหล่าเซเลบระดับโลก จะนิยมสวมใส่ ซึ่งมีราคาสูงเรือนละตั้งแต่หลักล้านบาท ไปจนถึงเรือนละหลายสิบล้านบาท ทั้งที่ไม่ใช่แบรนด์เก่าแก่แต่ทำไมถึงได้แพงหูฉี่ขนาดนี้ เหตุผลแรกคือความหายาก ผลิตจำนวนจำกัดแค่ 3,000 เรือนต่อปีเท่านั้น ถึงราคาจะแพงขนาดนี้ แต่เมื่อมีการออกรุ่นพิเศษในโอกาสครบรอบแต่ละครั้ง ลูกค้าก็แทบกระโจนเข้าใส่กัน

อีกเหตุผลหนึ่ง ก็คือรูปโฉมเฉพาะตัวของแบรนด์ ตัวเรือนทรงโค้งรูปถังบาร์เรลที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น สามารถบอกได้แต่ไกลว่านั่นคือ Richard Mille และอีกจุดเด่นหนึ่งก็คือหน้าปัดที่เปิดให้เห็นกลไกการทำงานภายใน วัสดุที่ใช้ทำนาฬิกาสุดหรูยี่ห้ออื่นจะใช้เพชร ทอง หรือแพลตตินัมมาทำตัวเรือน แต่ของ Richard Mille โนสนโนแคร์ แต่จะสรรหาวัสดุที่มีความพิเศษและแข็งแรงทนทานเช่น โลหะที่ใช้ในการทำตัวถังรถแข่งF1 และเครื่องบิน อีกวัสดุหนึ่งคือ Carbon Nanotube เป็นเซรามิคที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นให้มีความแข็งแรงเพื่อใช้ในการทำเรือยอร์ช นอกจากนั้นยังมี Silicon Nitride และ Perfluoroelastomer วัสดุแต่ละตัวนั้นหายากและแทบจะไม่พบในนาฬิกายี่ห้ออื่น และถูกนำไปทดสอบกับนักกีฬาจริงในสนามแข่งก่อนผลิตออกขาย อย่างที่ Richard Mille นำไปมอบให้กับ Rafael Nadal ใส่นั่นเอง

 

‘นาฬิกา’ นอกจากจะเป็นเครื่องบ่งบอกเวลาแล้ว ยังสามารถเป็น Statement Piece ได้อีกด้วยและที่สำคัญเมื่อปรากฎอยู่บนตัวเรา มันสามารถบ่งบอกถึงคาแรคเตอร์ รสนิยม และความมั่งคั่ง หากลองสังเกตบรรดาแบรนด์นาฬิกาชั้นนำต่าง ๆ ที่อยู่บนโลกนี้มานาน ส่วนใหญ่แล้วเขาก็ยังคงผลิตโมเดลใหม่ ๆ ของรุ่นดังรุ่นเดิม ๆ ออกมาเสมอ เพราะต้องการรักษาและนำเสนออัตลักษณ์ของตนเองไม่ให้จางหายไป

DR.TUI
WRITER: DR.TUI
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line