Longines Legend Diver เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่อยู่ในจุดแปลกแต่น่าสนใจของโลก dive watch มานาน เพราะมันไม่เคยพยายามทำตัวเป็น Submariner killer ไม่ได้อยากเป็น desk diver ที่ใส่สูทแล้วดูแพงอย่างเดียว และก็ไม่ได้พยายามตะโกนความสปอร์ตแบบนาฬิกาดำน้ำยุคใหม่ เสน่ห์ของมันอยู่ตรงความเป็น compressor-style diver ที่ดูเหมือนหลุดมาจากยุค late 1950s เป็นนาฬิกาที่มีความ vintage ชัด แต่ยังมีบุคลิกเฉพาะตัวจาก two crowns, internal rotating bezel และหน้าปัดที่ไม่ได้เดินตามสูตร dive watch ทั่วไป แต่ในช่วงหลัง Legend Diver รุ่น 39mm ที่เปิดตัวในปี 2023 กลายเป็นจุด sweet spot สำหรับนักสะสมจำนวนมาก เพราะขนาดใส่ง่ายกว่าเดิม หน้าปัดสะอาดขึ้น และบาลานซ์โดยรวมเหมาะกับคนยุคนี้มากกว่า ทว่าปัญหาคือมันทำให้ Legend Diver ดู polished ขึ้น เงาขึ้น
หนึ่งในนาฬิกาที่อธิบายคำว่า “old IWC” ได้ชัดที่สุด มันไม่ได้พยายามจะเป็นอะไรเลยนอกจาก pilot chronograph ที่อ่านง่าย ใช้งานได้จริง แข็งแรง ก่อนยุค in-house movement obsession ก่อนยุค oversized case และก่อนยุคที่ pilot watch ต้องดูแพงจนลืมรากของตัวเอง และนั่นแหละคือเหตุผลที่มัน matters Ref. 3706 เปิดตัวในปี 1994 ในฐานะ mechanical Pilot’s Chronograph รุ่นแรกของบ้าน เป็นจุดสำคัญที่ช่วยพา Pilot’s Watches ของ IWC ให้กลับมาอยู่ในบทสนทนาของนักสะสมยุคหลัง quartz crisis ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย หน้าปัดแบบ instrument-inspired, Arabic numerals ชัดเจน, sub-dials วางแบบ Valjoux 7750, day-date aperture, triangle marker ที่ตำแหน่ง
เรื่องราวของนักศึกษาเอกคณิตศาสตร์ ผู้เปลี่ยนหอพักมหาวิทยาลัย NYU ให้กลายเป็นร้านขายเสื้อผ้าของตัวเอง จนโดนไล่ออกจากหอ สู่การผงาดบนรันเวย์ Paris Fashion Week และถูกเชิญให้เป็น Guest Desiner คนแรกของประวัติศาสตร์เพื่อแบบคอลเลกชันให้เมซงระดับตำนานอย่าง Louis Vuitton ตามมาด้วยชื่อเสียงและผลงานระดับโลกอีกมากมาย นี่ไม่ใช่พล็อตหนัง Hollywood แต่คือชีวิตจริงของ Colm Dillane ชายผู้อยู่เบื้องหลัง KidSuper แบรนด์สตรีทแวร์สุดขบถที่บุกไปทลายหอคอยงาช้างของโลกแฟชั่นดั้งเดิมได้สำเร็จ ด้วยปรัชญาโคตรเรียบง่ายที่ว่า “Anything is Possible.” วันนี้เราจะย้อนดูเส้นทางความห่ามของเขาและแบรนด์ KidSuper ไปด้วยกัน พร้อมปิดท้ายด้วยสปอยล์งานคอลแลบเดือดดร็อปล่าสุด Jameson x KidSuper ที่เตรียมมาเขย่ากิเลสสายสตรีทชาวไทยเร็ว ๆ นี้ 𝙄𝙧𝙞𝙨𝙝 𝘽𝙡𝙤𝙤𝙙, 𝘽𝙤𝙧𝙙𝙚𝙧𝙡𝙚𝙨𝙨 𝙔𝙤𝙪𝙩𝙝 : Colm Dillane ลืมตาขึ้นมาดูโลกในนิวยอร์ก แต่มีเลือดผสมไอริช-สเปนไหลเวียนอยู่อย่างเข้มข้น ชีวิตวัยเด็กของเขาคือการเดินทางโยกย้ายถิ่นฐานเป็นกิจวัตร ได้เจอกับประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งการใช้ชีวิตในเม็กซิโกซิตีที่ต้องนั่งรถกลับบ้านโดยมีบอดี้การ์ดติดอาวุธคุ้มกัน สู่การย้ายไปปักหลักที่วิสคอนซินยาวนานถึง 7 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาเรียกว่าวัยเด็กในอุดมคติ ที่นี่เองที่แพสชันต่างขั้วถูกหล่อหลอมขึ้นในตัวเขา คุณแม่ที่เป็นครูสอนภาษาสเปน
MIDO Multifort TV Big Date กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชัน Rose Gold PVD ที่ทำให้นาฬิกาทรง TV shape icon ของแบรนด์ดูคมขึ้นแบบชัดเจน ความเด่นของเรือนนี้อยู่ที่การบาลานซ์ระหว่างความสปอร์ตและความหรูได้ดี หน้าปัดไล่เฉดน้ำเงินไปดำตัดกับตัวเรือนสีโรสโกลด์อย่างลงตัว ขณะที่พื้นผิวขัดลายแนวนอนก็ช่วยให้หน้าปัดมีมิติขึ้นทันทีเมื่MIDO Multifort TV Big Date กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชัน Rose Gold PVD ที่ทำให้นาฬิกาทรง TV shape icon ของแบรนด์ดูคมขึ้นแบบชัดเจน ความเด่นของเรือนนี้อยู่ที่การบาลานซ์ระหว่างความสปอร์ตและความหรูได้ดี หน้าปัดไล่เฉดน้ำเงินไปดำตัดกับตัวเรือนสีโรสโกลด์อย่างลงตัว ขณะที่พื้นผิวขัดลายแนวนอนก็ช่วยให้หน้าปัดมีมิติขึ้นทันทีเมื่อกระทบแสง จุดเด่นสำคัญยังคงเป็นหน้าต่าง Big Date ขนาดใหญ่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ซึ่งเป็น signature ของรุ่นนี้มาตั้งแต่ต้น และเป็นรายละเอียดที่ทำให้ Multifort TV Big Date แตกต่างจากสปอร์ตวอทช์ทรงเหลี่ยมทั่วไป มันไม่ได้เป็นแค่ฟังก์ชันใช้งานที่อ่านค่าง่ายทุกมุมมอง แต่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้ดีไซน์ทั้งเรือนมีคาแรกเตอร์มาตั้งแต่ยุคของ Mido’s original 1973 TV-shaped case
ไม่ได้แค่โชว์ความซับซ้อน แต่เลือกโชว์ให้เราเห็นทุกอย่างแบบตรง ๆ H. Moser & Cie. Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton คือการจับเอาสอง grand complications ที่โหดที่สุดของแบรนด์ ทั้ง minute repeater และ flying tourbillon พร้อม cylindrical hairspring มาเปิดด้านหน้าแบบเต็มระบบในโครงสร้าง skeletonised ตั้งแต่ hammers, gongs, bridges ไปจนถึงโครงสร้างที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับการเปิดเปลือยระดับนี้ หนึ่งในจุดที่น่าสนใจมากคือระบบ minute repeater ซึ่งถูกเปิดโชว์แบบเต็มตา แต่เพราะตำแหน่งของ flying tourbillon กินพื้นที่สำคัญที่ด้านล่าง การวาง gongs จึงต้องถูกคิดใหม่หมด โดย Moser เลือกใช้ gongs แบบโค้ง และจัดให้อยู่บนระนาบเดียวกัน ตัวเรือนทำจาก titanium ขนาด 40 มม.
หลังหายไปนานถึง 14 ปี Cartier ตัดสินใจพา Roadster กลับมาอีกครั้ง พร้อมเปิดตัวถึง 7 เวอร์ชัน ใน 2 ขนาดตัวเรือน โดยยังเก็บ DNA สำคัญของรุ่นนี้ไว้ครบ ทั้งทรง tonneau ที่ลื่นไหลเหมือนตัวถังรถ เส้นวง chapter ring แบบซ้อนชั้นที่ชวนให้นึกถึงมาตรวัดความเร็ว ช่อง date magnifier ที่กลืนไปกับตัวเรือน และเม็ดมะยมที่ให้กลิ่นอายไฟท้ายรถยุค 1950s แบบชัดมาก รุ่น Large Size มาในขนาด 47 x 38 มม. หนา 10.06 มม. กันน้ำ 100 เมตร มีให้เลือกทั้ง steel, two-tone steel and yellow gold, และ yellow gold โดยหน้าปัดมีทั้งโทน
Oris หยิบหนึ่งในนาฬิกาสำคัญของแบรนด์กลับมาอีกครั้งกับ Star Edition ซึ่งเป็นการตีความใหม่ของ Oris Star ปี 1966 รุ่นที่เคยสะท้อนจิตวิญญาณ modernist ของยุคนั้นได้ชัดมาก ทั้งทรง tonneau หรือ barrel-shaped case, เส้นสายยาวเพรียว และภาพลักษณ์ที่ต่างจากนาฬิกาทรงกลมคลาสสิกแบบเดิม ๆ อย่างชัดเจน รุ่นใหม่ยังคงรักษาคาแรกเตอร์เดิมไว้ค่อนข้างครบ ตัวเรือนทำจาก stainless steel ขนาด 35 มม. หนา 11 มม. และมีระยะ lug-to-lug 41.5 มม. ทำให้ใส่ง่ายกับข้อมือส่วนใหญ่ ทรงเคสมีความโค้งพุ่งและลากต่อกับ lugs แบบ integrated ดูลื่นตาและมีกลิ่นอาย space-age ชัดเจน ผิวตัวเรือนเน้น vertical satin-brushed finish ตัดกับ polished bevels กว้าง ๆ เพื่อดึงรูปทรงให้เด่นขึ้น ขอบ bezel
ถ้าพูดถึงนาฬิกาที่ไม่เดินตามกติกาเดิมของโลก watchmaking ชื่อของ Ulysse Nardin Freak คือหนึ่งในตัวจริงมาตลอด และในวาระครบรอบ 25 ปี แบรนด์ก็ปล่อยของด้วย Super Freak รุ่นใหม่ ที่ถูกวางให้เป็น flagship ของตระกูลทันที พร้อมเคลมแบบไม่เขินว่าเป็น “the most complicated time-only watch ever created” ตัวเรือนมาใน white gold ขนาด 44 มม. ซึ่งเล็กลงเล็กน้อยจาก Freak S ขนาด 45 มม. แต่ข้างในกลับซับซ้อนขึ้นอีกระดับ โครงสร้างของนาฬิกาถูกสร้างแบบ seven-plane architecture ทำให้เกิดมิติความลึกแบบสุด ๆ มองผ่านหน้าปัดแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองลงไปในเครื่องจักรหลายชั้น ตาม DNA ของ Freak ตัว movement คือสิ่งที่ใช้บอกเวลาอยู่แล้ว แต่ใน Super Freak แนวคิดนี้ถูกผลักไปไกลกว่าเดิมมาก
Panerai เปิดตัว Luminor 31 Giorni PAM01631 ในงาน Watches and Wonders 2026 พร้อมยกระดับจุดแข็งเรื่อง long power reserve ของแบรนด์ไปอีกขั้น เพราะนี่คือ Luminor รุ่นแรก ที่เดินได้นานถึง 31 วันเต็มจากการไขลานครั้งเดียว ไม่ใช่แค่ 8 วันหรือ 10 วันแบบที่แฟน Panerai คุ้นเคยกันมาก่อน ตัวเรือนมาในขนาด 44 มม. ผลิตจาก Goldtech™ วัสดุเฉพาะของ Panerai ที่เป็นทองผสม copper เพื่อให้โทนสีอุ่นเข้ม และเติม platinum เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ตัวเรือนใช้ผิว brushed ตัดกับ polished bezel มาพร้อมกระจก sapphire ทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบ screwed caseback และกันน้ำได้ 100 เมตร
Patek Philippe ขยับ Cubitus ไปอีกระดับด้วย Cubitus Perpetual Calendar 5840P-001 ซึ่งเป็น Grand Complication รุ่นแรก ของคอลเล็กชัน และยังเป็น Cubitus รุ่นแรกที่ใช้ shaped movement ตามรูปทรงของตัวเรือน ไม่ใช่กลไกทรงกลมแบบรุ่นก่อนหน้า ตัวเรือนยังคงมาในขนาด 45 มม. แบบ platinum case และเพิ่มความหนาจากรุ่น platinum เดิมเพียงเล็กน้อยเป็น 10 มม.จากเดิม 9.6 มม. ตามธรรมเนียมของ Patek ตัวเรือนแพลทินัมจะมี diamond ฝังที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาบน bezel ซึ่งรุ่นนี้ใช้เป็น baguette-cut diamond หน้าปัดยังคงโทน blue and platinum แต่เปลี่ยนบุคลิกชัดเจนด้วยงาน skeletonized dial ที่ตัดลาย ribbed pattern


