ถ้าพูดถึงนาฬิกาที่ไม่เดินตามกติกาเดิมของโลก watchmaking ชื่อของ Ulysse Nardin Freak คือหนึ่งในตัวจริงมาตลอด และในวาระครบรอบ 25 ปี แบรนด์ก็ปล่อยของด้วย Super Freak รุ่นใหม่ ที่ถูกวางให้เป็น flagship ของตระกูลทันที พร้อมเคลมแบบไม่เขินว่าเป็น “the most complicated time-only watch ever created” ตัวเรือนมาใน white gold ขนาด 44 มม. ซึ่งเล็กลงเล็กน้อยจาก Freak S ขนาด 45 มม. แต่ข้างในกลับซับซ้อนขึ้นอีกระดับ โครงสร้างของนาฬิกาถูกสร้างแบบ seven-plane architecture ทำให้เกิดมิติความลึกแบบสุด ๆ มองผ่านหน้าปัดแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองลงไปในเครื่องจักรหลายชั้น ตาม DNA ของ Freak ตัว movement คือสิ่งที่ใช้บอกเวลาอยู่แล้ว แต่ใน Super Freak แนวคิดนี้ถูกผลักไปไกลกว่าเดิมมาก
Panerai เปิดตัว Luminor 31 Giorni PAM01631 ในงาน Watches and Wonders 2026 พร้อมยกระดับจุดแข็งเรื่อง long power reserve ของแบรนด์ไปอีกขั้น เพราะนี่คือ Luminor รุ่นแรก ที่เดินได้นานถึง 31 วันเต็มจากการไขลานครั้งเดียว ไม่ใช่แค่ 8 วันหรือ 10 วันแบบที่แฟน Panerai คุ้นเคยกันมาก่อน ตัวเรือนมาในขนาด 44 มม. ผลิตจาก Goldtech™ วัสดุเฉพาะของ Panerai ที่เป็นทองผสม copper เพื่อให้โทนสีอุ่นเข้ม และเติม platinum เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ตัวเรือนใช้ผิว brushed ตัดกับ polished bezel มาพร้อมกระจก sapphire ทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบ screwed caseback และกันน้ำได้ 100 เมตร
Patek Philippe ขยับ Cubitus ไปอีกระดับด้วย Cubitus Perpetual Calendar 5840P-001 ซึ่งเป็น Grand Complication รุ่นแรก ของคอลเล็กชัน และยังเป็น Cubitus รุ่นแรกที่ใช้ shaped movement ตามรูปทรงของตัวเรือน ไม่ใช่กลไกทรงกลมแบบรุ่นก่อนหน้า ตัวเรือนยังคงมาในขนาด 45 มม. แบบ platinum case และเพิ่มความหนาจากรุ่น platinum เดิมเพียงเล็กน้อยเป็น 10 มม.จากเดิม 9.6 มม. ตามธรรมเนียมของ Patek ตัวเรือนแพลทินัมจะมี diamond ฝังที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาบน bezel ซึ่งรุ่นนี้ใช้เป็น baguette-cut diamond หน้าปัดยังคงโทน blue and platinum แต่เปลี่ยนบุคลิกชัดเจนด้วยงาน skeletonized dial ที่ตัดลาย ribbed pattern
จุดเริ่มต้นของ Black Bay Ceramic ไม่ได้มาจากรุ่นขายจริงทันที แต่มาจาก Black Bay Ceramic “One” ที่ทำขึ้นสำหรับงาน Only Watch 2019 ก่อนที่ Tudor จะต่อยอดแนวคิดนี้ออกมาเป็นรุ่นโปรดักชันจริงในปี 2021 พร้อมสถานะสำคัญในประวัติศาสตร์แบรนด์ ในฐานะ Tudor รุ่นแรกที่ผ่านการรับรอง METAS Master Chronometer พอมาถึง Watches and Wonders 2026 Tudor ก็ขยับเกมอีกครั้ง ด้วยการพา Black Bay Ceramic ไปให้สุดกว่าเดิมกับเวอร์ชัน full ceramic ที่คราวนี้ไม่ได้หยุดแค่ตัวเรือน แต่เพิ่ม ceramic bracelet แบบเข้าชุด มาให้เป็นครั้งแรก ทำให้ภาพรวมของนาฬิกาเรือนนี้ complete กว่าที่เคย และยิ่งตอกย้ำความเป็น monochrome stealth watch แบบเต็มตัว ตัวเรือนยังคงขนาด 41
ชื่อ Monarch ไม่ใช่ชื่อที่แฟนนาฬิกายุคนี้นึกถึงก่อนเวลาเอ่ยคำว่า Tudor เพราะภาพจำของแบรนด์ในช่วงสิบกว่าปีหลังถูกยึดโดย Black Bay และ Pelagos ไปหมดแล้ว แต่ในวาระครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ Tudor เลือกปลุกชื่อนี้กลับมาใหม่ และครั้งนี้มันไม่ได้มาในฐานะ reissue ของเก่า แต่มาในฐานะนาฬิกาที่ดู refined, dressier และแพงขึ้นกว่าที่เราคุ้นกับ Tudor มาก Monarch รุ่นใหม่มาในตัวเรือน stainless steel ขนาด 39 มม. หนา 11.9 มม. ระยะ lug-to-lug 46.2 มม. ทรง case มีความ faceted คม ๆ ผสมผิว satin และ polished ให้ลุคกึ่งสปอร์ตกึ่ง elegant แบบชัดเจน กันน้ำ 100 เมตร ใช้
สำหรับคนที่ไม่ได้เล่นนาฬิกาลึกมาก การเรียก Rolex รุ่นหนึ่งว่า “Pepsi” อาจฟังเหมือนชื่อเล่นเท่ ๆ จากวงการนักสะสม แต่จริง ๆ แล้วนี่คือหนึ่งในรหัสสีที่สำคัญที่สุดของ GMT-Master เพราะต้นทางของมันย้อนกลับไปถึง ref. 6542 ในปี 1954 รุ่นที่สร้างขึ้นมาเพื่อการเดินทางข้าม time zone โดยเฉพาะ ขอบ แดง-น้ำเงิน 24 ชั่วโมง ไม่ได้มีไว้แค่ให้เด่น แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อแยกช่วงกลางวันและกลางคืนให้คนใช้งานอ่านเวลาอีกประเทศได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ GMT-Master ถูกพัฒนามาเพื่อโลกของนักบิน Pan Am และการบินระยะไกลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นั่นคือเหตุผลว่าทำไม Pepsi ถึงไม่ใช่แค่ “สีหนึ่งของ Rolex” แต่มันคือ visual identity ที่ฝังอยู่ในประวัติศาสตร์ของแบรนด์แบบลึกมาก เห็น bezel แดง-น้ำเงินเมื่อไร คนที่รู้เรื่องก็ดูออกทันทีว่านี่คือหนึ่งในตระกูล tool watch ที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20 และยิ่งในช่วงประมาณปี 2007 ถึง 2014 ที่
ถ้าปกติ Daytona เหล็กคือของที่โลกคุ้นเคยกับสูตรเดิมมาตลอด ระหว่างหน้าขาวตัดดำหรือหน้าดำตัดขาว รุ่นใหม่รหัส 126502 คือจังหวะที่ Rolex ตัดสินใจเขย่าเกมแบบเงียบ ๆ แต่แรงมาก เพราะนี่คือ Cosmograph Daytona เวอร์ชัน Rolesium ที่จับคู่ Oystersteel กับ platinum แล้วใส่ของที่ไม่ค่อยมีใครคิดว่าจะได้เห็นใน Daytona สาย “เข้าถึงได้กว่า precious metal” ไม่ว่าจะเป็น white enamel dial, bezel สี anthracite เทาเข้มที่มีกลิ่นอายวินเทจ, และที่สำคัญคือ open caseback ให้เห็นเครื่องข้างในแบบเต็มตา พื้นฐานของนาฬิกาเรือนนี้ยังยืนอยู่บนแพลตฟอร์ม Daytona รุ่นล่าสุดแบบเดียวกับ 126500LN ดังนั้นสัดส่วนหลักยังเป็นทรงที่แฟน Rolex คุ้นมือ คุ้นตา ตัวเรือนขนาด 40 มม. กันน้ำ 100 เมตร ใช้กระจก sapphire พร้อมเม็ดมะยมและปุ่มกดจับเวลาแบบขันเกลียวตามสูตรเดิมของ
ถ้าพูดถึงชื่อ Honda Cub ภาพแรกที่โผล่มาในหัวคนส่วนใหญ่คือรถมอเตอร์ไซค์เล็ก ๆ ที่เปลี่ยนโลกของการเดินทางในยุคหลังสงคราม รถที่ทำให้คนธรรมดาเข้าถึงการขี่สองล้อได้จริงเป็นครั้งแรก และกลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมยานยนต์ โลกทั้งโลกวันนี้มี Cub วิ่งอยู่มากกว่า 100 ล้านคัน แต่ในประวัติศาสตร์ของตระกูล Cub มีรุ่นหนึ่งที่แทบไม่มีใครพูดถึง ทั้งที่มันเป็นหนึ่งใน Honda ที่แปลกและสนุกที่สุดที่เคยถูกสร้างขึ้นมา มันคือ Honda EZ-9 หรือ EZ90 รถคันนี้เปิดตัวครั้งแรกที่ Tokyo Motor Show ปี 1990 และแค่เห็นหน้าตาก็รู้ทันทีว่า Honda กำลังทำอะไรที่ไม่เหมือนใครอีกแล้ว ตัวรถดูเหมือนของเล่นจากอนาคต เป็นการผสมกันระหว่าง mini motocross กับ scooter พลาสติกสีสันจัดจ้านแบบ Honda racing tricolour แดง ขาว น้ำเงิน มันไม่ใช่ commuter bike และไม่เคยถูกออกแบบมาให้เป็นรถใช้งานในเมืองด้วยซ้ำ จริง ๆ แล้ว Honda ตั้งใจให้มันเป็นรถสำหรับ
OTSUKA LŌTEC แบรนด์นาฬิกา independent watchmaking กลับมาอีกครั้งกับ No.8 ผลงานล่าสุดจาก Jiro Katayama ช่างนาฬิกาชาวญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องการเอาเครื่องจักร analog ยุคเก่ามาแปลงเป็นภาษาการออกแบบของนาฬิกา Otsuka Lōtec No.8 โมเดลใหม่ที่ยังคง DNA แบบ mechanical instrument ไว้เต็ม ๆ แต่ครั้งนี้แรงบันดาลใจไม่ได้มาจากมิเตอร์ไฟฟ้าหรือเครื่องวัดแรงดันเหมือนรุ่นก่อน มันมาจาก mixing console ในห้องอัดเพลง โดยเฉพาะ REDD.37 tube mixing console ที่ใช้ใน Abbey Road Studios ช่วงยุค The Beatles ซึ่งมีดีไซน์ industrial แบบเครื่องมือวิศวกรรมยุคอนาล็อกที่ Katayama ชื่นชอบมาตลอด เหมือนกับหลายรุ่นของ Otsuka Lōtec Display System ใน No.8 ไม่ใช้เข็มแบบนาฬิกาปกติ Dial Architecture
HARLEY-DAVIDSON RCMR CONCEPT โปรเจกต์ one-off จากทีม Design Department ที่หยิบเอา DNA ของ café racer ยุคปลาย 70s กลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง แรงบันดาลใจมาจาก Harley-Davidson XLCR โมเดลในตำนานที่ครั้งหนึ่งเคยขายในจำนวนไม่ถึง 2,000 คัน ทำให้วันนี้มันกลายเป็น cult classic ที่นักสะสมตามล่ากันในตลาด collector RCMR ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของเครื่องยนต์ 1,250 cc Revolution Max V-twin เครื่องบล็อกเดียวกับที่ใช้ใน Harley รุ่น performance generation ใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้มันต่างออกไปคือการลดน้ำหนักด้วย carbon fiber แทบทั้งคัน ตั้งแต่แฟริ่งไปจนถึงชิ้นส่วนตัวถัง ทำให้คาแรกเตอร์ของรถเปลี่ยนจาก cruiser หนัก ๆ กลายเป็น café racer ที่ดู aggressive และ


