บางครั้งการซื้อนาฬิกาไม่ได้จบแค่ “ได้เรือนใหม่” แต่คือการได้เข้าไปอยู่ในโลกของแบรนด์จริง ๆ ปีนี้ Panerai ยกระดับแนวคิดนั้นอีกขั้นกับเซ็ตพิเศษ Radiomir “Viaggio Nel Tempo” Experience Set ที่ไม่ได้ขายแค่นาฬิกา แต่ขาย “ประสบการณ์” สำหรับนักสะสมระดับจริงจัง ผู้ซื้อทั้งสองเรือนจะได้ร่วมทริปพิเศษตามรอยประวัติศาสตร์ของ Panerai ตั้งแต่บูติกดั้งเดิมใน Florence ไปจนถึงฐานทัพนักดำน้ำของกองทัพอิตาลี COMSUBIN (Divers and Raiders Group Command “Teseo Tesei”) พร้อมกิจกรรมดำน้ำและ yacht tour ตามแนวชายฝั่ง Ligurian แต่ถ้าตัดเรื่องทริปออกไป นาฬิกาในเซ็ตนี้ก็ยังน่าสนใจในฐานะ Radiomir รุ่นพิเศษที่เล่นกับวัสดุและกลไกระดับ collector piece อย่างชัดเจน เซ็ตนี้ประกอบด้วยสองเรือน Radiomir PAM01729 และ Radiomir PAM01730 ทั้งคู่ใช้เคส Radiomir ขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม 47 มม. พร้อมกระจก domed
สำหรับผู้ชายอย่างเรา ๆ การแต่งห้องหรือการสร้าง Vibe ในบ้าน ไม่ได้จบแค่การเลือกโซฟาหนังเท่ ๆ หรือจัดแสงไฟให้ได้มู้ด แต่มันรวมถึง “เสียง” ที่สะท้อนรสนิยมของเราด้วย ลำโพงสักตัวจึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่มอบความบันเทิง แต่ยังเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกที่บอกเล่าตัวตนและไลฟ์สไตล์ของเจ้าของห้อง ซึ่งหากพูดถึงแบรนด์ที่เข้าใจสมการระหว่าง ‘สุนทรียภาพแห่งดีไซน์’ และ ‘คุณภาพเสียง’ อย่างถ่องแท้ ชื่อแรก ๆ ที่มักจะปรากฏขึ้นมาเสมอคือ Harman Kardon และเรื่องราวที่ทำให้แบรนด์นี้มีเสน่ห์ก็คือ ในขณะที่บางแบรนด์เครื่องเสียงอาจเริ่มต้นจากแผนธุรกิจบนกระดานบอร์ดบริหาร แต่ไม่ใช่กับ Harman Kardon เพราะแบรนด์นี้เกิดจากอุดมการณ์ของนักฟิสิกส์นามว่า Sidney Harman ชายผู้เชื่อหมดใจว่า “เทคโนโลยีที่ดี ต้องเข้ามาทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ใช่ซับซ้อนขึ้น” 1953 คือปีที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งตำนาน เมื่อ Sidney Harman และวิศวกรคู่คิด Bernard Kardon ทุบกระปุกรวมเงินกันได้ 10,000 ดอลลาร์ เพื่อก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ในยุคที่การฟังเพลงจากวิทยุคือความวุ่นวาย คุณต้องต่อสายไฟระโยงระยางและใช้เครื่องหลายชิ้น แต่พวกเขามองเห็นต่างออกไป… ทั้งคู่ออกแบบอุปกรณ์ที่รวมทุกอย่างไว้ในกล่องเดียวและตั้งชื่อมันว่า “Receiver” นวัตกรรมชิ้นนี้เปรียบเสมือนตัวปลดล็อกวงการ และกลายเป็นมาตรฐานของเครื่องเสียงสมัยใหม่ในเวลาต่อมา แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
IWC ปล่อยของแบบไม่รอ Watches & Wonders ด้วย Portugieser Chronograph เวอร์ชันใหม่ที่พลิกคาแรกเตอร์จาก “dress chronograph” สุดเนี้ยบ ให้กลายเป็นนาฬิกาสาย stealth สีดำทั้งเรือน ด้วยวัสดุ Ceratanium อันเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ ตัวเรือนขนาด 41 มม. หนา 13.1 มม. ยังคงสัดส่วนคลาสสิกของ Portugieser แต่เปลี่ยนบุคลิกไปแทบทั้งหมด เพราะทั้งตัวเรือน เม็ดมะยม และปุ่มกดโครโนกราฟถูกทำเป็นผิว matte black ไร้เงา ไม่มีการขัดเงาแบบรุ่น dress เลยแม้แต่นิดเดียว Ceratanium ไม่ใช่การเคลือบผิว แต่คือไทเทเนียมอัลลอยพิเศษที่ผ่านกระบวนการเผาอุณหภูมิสูงจนผิวโลหะเกิดการเปลี่ยนเฟส กลายเป็นชั้นเซรามิกบนพื้นผิวจริง ๆ ผลลัพธ์คือได้ความทนรอยแบบ ceramic แต่ไม่เปราะแตกง่ายแบบตัวเรือน ceramic ล้วน น้ำหนักก็ยังเบาแบบ titanium หน้าปัดมาในโทน monochrome stealth คล้าย Pilot’s Watch Top
ก่อนที่โลกจะรู้จัก AMG, Mercedes-Benz ได้สร้างรถสองคันที่นิยามแนวคิด performance luxury ขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ปลายยุค 60s เป็นรถหรูที่พร้อมสวนรถซิ่งบน Autobahn ได้แบบไม่เห็นฝุ่น 300 SEL 6.3 (W109) หมาป่าในสูทผู้ดี ก่อนโลกจะรู้จักคำว่า Super Sedan ปี 1968 ที่ Geneva Motor Show Mercedes-Benz ปล่อยรถซีดานหน้าตาธรรมดาคันหนึ่งออกมาเงียบ ๆ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ฝากระโปรงคือหัวใจจาก limousine ระดับผู้นำประเทศ เครื่อง V8 ขนาด 6.3 ลิตร M100 จาก 600 Pullman ที่ถูกยัดลงในตัวถัง W109 แบบแทบไม่เปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกเลย ผลลัพธ์คือรถที่ดูเหมือนรถผู้บริหารธรรมดา แต่เร็วระดับรถสปอร์ตตัวจริงของยุคนั้น 0–100 km/h ราว 6.5 วินาที ความเร็วปลายประมาณ 220 km/h ตัวเลขที่ในปลายยุค 60s
CLA รุ่นใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ “CLA เก่าใส่มอเตอร์ไฟฟ้า” แต่คือการรีเซ็ตภาพรถคอมแพกต์หรูของ Mercedes-Benz ใหม่ทั้งหมด เหมือนเอาเทคโนโลยีจากรถระดับ flagship ย่อส่วนลงมาใส่ใน sedan ทรงสวยที่ขับได้จริงทุกวัน หัวใจสำคัญคือระยะทางวิ่งที่ไกลเกินคลาส ด้วยตัวเลขสูงสุดประมาณ 792 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ทำให้มันไม่ใช่ EV ที่เหมาะแค่ขับในเมือง แต่เป็นรถ EV ที่พร้อมออกทริปยาวได้แบบไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จตลอดทาง ใช้งานสะดวกเหมือนรถสันดาปที่เติมน้ำมันครั้งเดียวจบ ระบบไฟ 800-volt รุ่นใหม่ทำให้การชาร์จเร็วกลายเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ตัวเลขในโบรชัวร์ สามารถเพิ่มระยะทางได้ราว 325 กิโลเมตรในเวลาแค่ประมาณ 10 นาที เทียบได้กับการแวะซื้อกาแฟหนึ่งแก้วแล้วพร้อมเดินทางต่อทันที สิ่งที่น่าสนใจคือเกียร์ไฟฟ้าแบบสองสปีด ซึ่งไม่เคยมีในรถ EV ทั่วไป เกียร์แรกเน้นอัตราเร่ง ส่วนเกียร์สองช่วยให้ประหยัดและนิ่งตอนวิ่งทางไกล ทำให้รถคันนี้ทั้งออกตัวแรงและกินไฟน้อยบนความเร็วสูงในคันเดียว ดีไซน์ภายนอกยังคง DNA ความหรูแบบ Mercedes-Benz เพิ่มความ futuristic ด้วยกระจังหน้าที่มีไฟรูปดาว 142 จุดที่สามารถแสดงแอนิเมชันได้ รวมถึงไฟท้ายทรงดาวที่กลายเป็นลายเซ็นใหม่ของรถไฟฟ้ารุ่นต่อไปของแบรนด์ และยังเป็นครั้งแรกที่ CLA มี frunk
ใหม่ ชื่อ “SL” หรือ Sport Leicht ไม่ได้เป็นเพียงรหัสของ Mercedes-Benz แต่มันคือสายเลือดของความงาม วิศวกรรม และสถานะที่เดินทางข้ามเวลากว่าเจ็ดทศวรรษโดยไม่เคยสูญเสียตัวตน ต้นทางของตำนานตระกูล SL Legacy เริ่มที่ 190 SL W121 (1957) รถที่ทำให้คำว่า Luxury Roadster กลายเป็นจริง มันไม่ได้ดิบแบบ 300 SL Gullwing ไม่ได้เกิดมาเพื่อสนามแข่ง แต่มันถูกออกแบบให้เป็นรถเปิดประทุนสำหรับการเดินทางอย่างมีสไตล์ เครื่องยนต์ 4 สูบ 1.9 ลิตรอาจไม่เร้าใจนัก แต่เส้นสายที่ได้แรงบันดาลใจจาก Gullwing เส้นโค้งมน ไฟหน้ากลมขนาดใหญ่ กระจังหน้าทรงตั้ง และโครเมียมที่สะท้อนแสงแดดเหมือนเครื่องประดับบนตัวถัง ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในรถที่สวยที่สุดของยุค 50s จนถึงปัจจุบัน ต่อมาในปี 1963 โลกได้รู้จัก 230/250/280 SL “Pagoda” (W113) รถที่นิยามคำว่า Mercedes ร่วมสมัยเป็นครั้งแรก วิศวกรพยายามสร้างรถสปอร์ตที่ “ปลอดภัย
นี่คือการรวมพลังครั้งประวัติศาสตร์ของสองแบรนด์นาฬิกาอิสระระดับตำนานแห่งสวิส Ulysse Nardin และ URWERK แม้จะมีสไตล์ต่างกันสุดขั้ว แต่ทั้งคู่ต่างยึดมั่นในจุดร่วมเดียวกัน นั่นคือความ “อิสระ” โดย URWERK เลือกที่จะกล้าฉีกกฏในทุกการสร้างสรรค์ ขณะที่ Ulysse Nardin เน้นทุ่มเทให้กับการพัฒนาเทคนิคและกลไกที่น่าทึ่ง และผลลัพธ์ของการร่วมมือครั้งนี้คือผลงานรุ่นพิเศษอย่าง UR-FREAK ที่ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือน แน่นอนว่านี่ไม่ใช่แค่การแปะโลโก้คู่กัน แต่เป็นการผนึกกำลังทางเทคนิคที่แท้จริง กับการนำ DNA ที่ชัดเจนของทั้งสองแบรนด์มาต่อยอดให้สุดยิ่งกว่า โดยการนำระบบ Wandering Hour Satellite เอกลักษณ์ของ URWERK มาผสานเข้ากับ Freak ไอคอนคลาสสิกของ Ulysse Nardin สู่จุดเริ่มต้นในการพัฒนากลไกอินเฮาส์รุ่นใหม่ระดับปฏิวัติวงการอย่าง Caliber UN-241 ที่หลอมรวมระบบคารูเซลแบบหมุน 3 ชั่วโมงเข้ากับระบบแสดงเวลาชั่วโมงแบบ Satellite ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เรียกได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์กลไกที่สมดุลและนำเสนอการแสดงเวลาที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร จนได้รับการยกย่องจากเหล่าคนรักนาฬิกาทั่วโลกว่านี่คือหนึ่งในผลงานร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส นอกจากนวัตกรรมเชิงกลไกแล้ว UR-FREAK ยังจัดเต็มที่สุดแห่งเทคโนโลยีของ Ulysse Nardin ที่เป็นผู้ริเริ่มนำมาใช้ในโลกนาฬิกาตั้งแต่ปี 2001 กับเทคโนโลยีซิลิคอน
หลังจากผ่านเวลามา 20 ปี นับตั้งแต่การถือกำเนิดของ Planet Ocean รุ่นแรก จนมาถึงในปีนี้ OMEGA พร้อมแล้วที่จะพาทุกคนดำดิ่งสู่ตำนานบทใหม่ของ Planet Ocean เจเนอเรชั่นที่ 4 กับการยกเครื่องครั้งใหญ่ ทั้งงานดีไซน์ และการอัปเกรดเทคนิคให้เหนือชั้นกว่าเดิม แต่ยังคงไว้ซึ่ง DNA แห่งการสำรวจมหาสมุทรอันเป็นเอกลักษณ์จาก Seamaster พร้อมถ่ายทอดผ่าน 3 สีหลัก 7 รุ่น ทั้งสี ส้ม ดำ น้ำเงิน ที่สามารถเลือกแมทช์สไตล์ได้ทั้งสายสเตนเลสสตีลและสายยาง และต้องบอกว่าความยิ่งใหญ่ของการปรับโฉมครั้งนี้ คือจุดเริ่มต้นแห่งการเฉลิมฉลองอย่างอลังการ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Yifang ที่นครฉงชิ่ง ประเทศจีน สถานที่ซึ่งผสมผสานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้ากับเสน่ห์ของสายน้ำ สะท้อนถึงคอนเซ็ปต์ของ Planet Ocean ออกมาได้อย่างชัดเจน งานเปิดฉากขึ้นพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ทอแสงสีทองกระทบกับผิวน้ำ สะท้อนสู่งานเฉลิมฉลองที่อาบไล้ไปด้วยประกายสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์ของ OMEGA และตอกย้ำถึงธีมสีของคอลเลคชั่นใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่การสะท้อนความงามของ Planet Ocean รุ่นหน้าปัดสีส้มที่มาพร้อมหลักเลขอารบิกสีส้มด้านและขอบตัวเรือนเซรามิก สุดไอคอนิกเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นการคารวะต่อมรดกด้านการสำรวจมหาสมุทรที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของ OMEGA ด้วยเช่นกัน
Multifort TV Big Date Special Edition S01E02 การกลับมาอีกครั้งของซีรีส์เรือนเวลาที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความครีเอทีฟเหนือจินตนาการ ผลงานล่าสุดจากแบรนด์นาฬิกา Swiss made ชื่อดังอย่าง MIDO สำหรับ Multifort TV Big Date Special Edition S01E02 เรือนนี้ พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยหน้าปัดสีสันสดใส ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคลื่นสัญญาณรบกวนหลากสี ชวนให้หวนคิดถึงยุคทองของโทรทัศน์ ถูกถ่ายทอดอย่างพิถีพิถันลงบนตัวเรือนทรงทีวีขนาด 40 มม.สุดคลาสสิก โดดเด่นสะดุดตากับมิติความลึกของชิ้นงาน ด้วยลวดลายที่ใช้เทคนิคขึ้นรูปนูน มีช่องแสดงวันที่ขนาดใหญ่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ใช้ตัวเลขสีขาวบนพื้นดำพร้อมเสริมขอบแสดงนาทีด้านในหน้าปัด ช่วยให้อ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจน และถือเป็นครั้งแรกของตระกูล Multifort TV ที่ใช้วัสดุตัวเรือนสเตนเลสสตีลเคลือบพีวีดีสีเทาขัดซาตินสุดเรียบหรู มาพร้อมสายนาฬิกา 3 สไตล์ที่ไปกันได้กับทุกลุค ไม่ว่าจะเป็นสายสายสเตนเลสสตีลขัดเงาบริเวณข้อตรงกลางให้ลุคเรียบหรูดูสุขุม เติมเต็มความสดใสด้วยสายนาฬิกายาง 2 เฉดสีที่มีดีไซน์ปั๊มลวดลายนูน ทั้งสีน้ำเงินสดเติมความเท่แบบโมเดิร์น และสีเหลืองสดที่ช่วยเพิ่มความสนุกสนานให้กับวันสบาย ๆ ฝาหลังของ Multifort TV Big Date Special
เมื่อการเปิดประทุนมันธรรมดาเกินไป ในปี 2005 Lamborghini เลยเปิดตัวรถต้นแบบสุดโหดชื่อว่า Concept S หน้าตาเหมือน Gallardo เปิดประทุน แต่ไม่ใช่แบบที่เราเคยเห็น เพราะมัน “แยก cockpit” ฝั่งคนขับกับฝั่งคนนั่งเหมือนรถแข่ง single-seater เริ่มจากรถ prototype โชว์ใน Geneva ตอนนั้นยังเป็นเพียงรถโชว์คาร์ที่ขับไม่ได้ (Static model) เอาไว้อวดดีไซน์เฉย ๆ แต่กระแสตอบรับมันแรงมาก จน Lamborghini ตัดสินใจทำเวอร์ชัน ที่ขับได้จริง (Functional version) ขึ้นมาอีกคันในปี 2006 ใช้พื้นฐานจาก Gallardo เครื่อง V10 5.0L 520 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ คันนี้ถูกทำขึ้นแค่คันเดียวในโลก จากแผนตอนแรกที่จะผลิต 100 คัน สำหรับลูกค้า VIP แต่สุดท้ายแผนก็ถูกพับไป เพราะต้นทุนผลิตมันสูงเกินไป และดีไซน์ซับซ้อนจนดูยังไงก็ไม่น่าจะกำไรได้ โชคดีที่มีลูกค้าคนนึง วางจองไปแล้วก่อนโปรเจกต์จะยกเลิก


