590,000,000 (ห้าร้อยเก้าสิบล้าน) บาท นี่ไม่ใช่งบประมาณลับทางทหารของประเทศไทยที่ประชุมกันแบบไม่เปิดเผย แต่นี่คือราคาของรถยนต์ 1 คัน ที่ได้รับตำแหน่ง “แพงที่สุดในโลก” อย่างเป็นทางการ แซงหน้า One-off Rolls-Royce Sweptail รถหรูสั่งทำคันเดียวในโลกที่เคยครองแชมป์ด้วยราคา $13,000,000 (440,000,000 บาท) ไปแบบไม่เห็นฝุ่น นั่นคือ Pagani Zonda HP Barchetta ตำนานสุดพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นมาเพียง 3 คันในโลก มันดีซะจนเจ้าของต้องขอเก็บไว้ใช้เอง 1 คัน เหลือวางขายเพียง 2 คันเท่านั้น ในราคาเลือดตากระเด็น $17,500,000 (590,000,000 บาท) และราคานี้เราคงโดนผู้ใหญ่ดุว่า ซื้อรถทั้งทียังไม่มีหลังคามาให้ซะด้วย หลังผ่านช่วงอายุขัยการผลิตกว่า 18 ปีของ Pagani Zonda และหยุดสายการผลิตไปเมื่อปีที่แล้ว แต่ยังทิ้งตำนานที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ และล่าสุดพึ่งจะเปิดเผยรุ่น Special Edition ทิ้งทวน Zonda series ที่พิเศษถึงขั้นใช้ชื่อย่อของ Horacio Pagani ผู้ก่อตั้งเป็นรหัสใน
ความหล่อของ BMW X5 นั้นเราคงไม่ต้องวิจารณ์อะไรให้มากความ เพราะมันเป็นรถ SUV ขนาดใหญ่ที่ดูป๋าสุด แถมยังพกเทคโนโลยีมาเต็มเปี่ยม ทรงพลังไม่แพ้ใครบนท้องถนน ซึ่งทรง BMW เรียกมันว่า SAV หรือ Sports Activities Vehicle ซึ่งตัวแรงสุดในตระกูลนี้ต้องเป็น BMW X5 M ที่มาพร้อมขุมพลัง 570 แรงม้า ทำเวลา 0 – 100 Km/h ได้ภายใน 4 วินาที ตัวเลขที่คนทั่วไปแค่เห็นก็ถึงกับต้องเกร็งตัวดูเหมือนจะยังไม่พอใจสำนักจูนรถ Auto-Dynamics Vehicle แห่ง Poland มากนัก จึงจับมันมาทำเป็นโปรเจคพิเศษ เสกแรงม้าเพิ่มเข้าไปให้อีก 100 ตัว กลายเป็น BMW X5 M Avalanche รถ SUV ที่ทรงพลังยิ่งกว่า Lamborghini Urus ด้วยตัวเลขแรงม้ามากถึง 670 แรงม้า
ในขณะที่โลกเรากำลังถกเถียงกันว่า AI จะเป็นประโยชน์หรือโทษมหันต์กันแน่? คำตอบที่ Sun Tianqi ผู้หลงใหลในหุ่นยนต์ AI และเป็น CEO บริษัท Vincross ที่มีผลงานเด่นเป็นหุ่นยนต์แมงมุม 6 ขาอารมณ์ดีนามว่า Hexa ได้มอบคำตอบให้เราเรียบร้อยแล้วว่า มันขึ้นอยู่กับการใช้งานสิ่งเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์หรือโทษต่างหาก พร้อมหลักฐานผลงานสร้างสรรค์ในฐานะ Art Project ของตัวเองที่ตั้งชื่ออย่างตรงตัวเข้าใจง่ายว่า “Sharing Human Technology with Plants” ผลงานที่ว่าคือหุ่นยนต์ที่ใช้พื้นฐาน Hexa หุ่นยนต์ชื่อดังของบริษัท Vincross ของตัวเอง ผ่านการนำมา Reprogramming ใหม่ให้รองรับการทำงานร่วมสารพัด Sensors และ Infrared ที่ติดตั้งเข้ามาเพิ่มจาก Hexa เวอร์ชั่นปกติ สำหรับตรวจจับแสงแดด เงา และความชื้นรอบ ๆ พร้อมสิ่งสำคัญคือกระถางต้นไม้บนหัว เมื่อ Hexa รู้สึกว่าต้นไม้ขาดน้ำ จะสามารถแสดงอารมณ์ได้ด้วยการกระทืบเท้าให้เรารับรู้ว่าถึงเวลาต้องรดน้ำ หรือเมื่อต้นไม้ต้องการแสงแดด Hexa สามารถพาตัวเองไปหาแสงแดดได้เองโดยอัตโนมัติ พร้อมกับหมุนตัว 360 องศา เพื่อให้มั่นใจว่าต้นไม้จะได้รับแสงแดดอย่างทั่วถึงทุกซอกทุกใบ
ความเครียดที่เคยตามเราเหมือนเงาไปทุกที่ มันไม่ได้ทิ้งไว้เพียงแค่ความตึงเครียดของความคิดเท่านั้น แต่หลายครั้งมันส่งผลมาถึงกายภาพของเราอีกด้วย ในรูปแบบของความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย หรือแม้แต่ความปวดเมื่อย เป็นอีกหนึ่งร่องรอยที่ความเครียดได้ทิ้งเอาไว้บนร่างกายของเรา ความปวดเมื่อยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย มันไปโผล่ได้ในทุกที่ที่มันอยากไปนั่นแหละ ความซวยจะตกอยู่ที่ใครได้ นอกจากเรานี่แหละ ที่ต้องแบกทั้งความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจเอาไว้ด้วยกัน แค่ฟังก็เจ็บปวดแล้ว แต่เราจะทนอยู่กับความปวดเมื่อยแบบนั้นไปทำไม UNLOCKMEN อยากแนะนำนวัตกรรมเจ๋ง ๆ ที่จะช่วยให้เราหายปวดเมื่อยได้ง่าย ๆ เหมือนมีหมอนวดส่วนตัว (หมอนวดแบบ Literally ไม่ใช่นวดปู๋แต่อย่างใด) ที่ไปกับเราได้ทุกที่ มาดูกันว่ามันคืออะไร Masseuse In Your Wallet! หยิบครีมแก้ปวดกล้ามเนื้อขึ้นมานวดก็เลอะเทอะ กลิ่นแรง คนรอบข้างได้มองกันเป็นแถบแน่ ๆ เก้าอี้นวด เครื่องนวด ก็ไม่ใช่ของที่อยู่ในขนาดที่พกพาได้แบบไม่ขัดเขิน ลองนี่กันหนุ่ม ๆ “Cardlax” มันก็คือเครื่องนวดนี่แหละ แต่มันมาในขนาดพอ ๆ กันนามบัตร เพียง 4.7 mm ประมาณบัตรเครดิตสามใบซ้อนกัน บางซะจนเราเอาใส่ไว้ในกระเป๋าตังได้สบายบรื๋อ นอกจากจะพกพาง่ายแล้ว เวลาหยิบขึ้นมาใช้ช่วยให้ไม่เคอะเขิน ด้วยจุดเด่นที่ขนาดมันเล็กน่ารัก ไม่ว่าจะเมื่อยล้าจากการนั่งทำงาน ขับรถ กิจวัตรประจำวัน
ผู้ชายคนไหนที่ดู Iron Man แล้วรู้สึกว่าทำไมมันเท่จังวะ ทั้งความเป็นซูเปอร์ฮีโร่สุดกวน แล้วไหนจะสารพัดเทคแก็ดเจ็ตคูล ๆ โดยเฉพาะ Jet Suit ที่พาเหาะไปที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้นั่นอีก ถ้าได้มาติดบ้านสักชุดคงจะเหาะหนีรถติดไปแบบคูล ๆ จนคนทั้งประเทศต้องเงยหน้ามองเราแน่ ๆ UNLOCKMEN อยากจะตะโกนบอกว่าการเหาะได้ด้วยแก็ดเจ็ตเท่ ๆ จะไม่ใช่ความฝันอีกต่อไปแล้วโว้ย! UNLOCKMEN ขอแนะนำให้รู้จักกับ GRAVITY Jetpack ที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท GRAVITY Industies ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่ใส่ปุ๊ปก็เหาะเป็น Iron Manอย่างที่เราเคยจินตนาการไว้เลยทีเดียว โครงการ Jet Suit นี้พัฒนามาตั้งแต่ปี 2017 ล่าสุดก็ถูกนำมาบินทดสอบใจกลางกรุงลอนดอนเป็นที่เรียบร้อยโดยผู้ที่บินทดสอบก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล Richard Browning เจ้าของบริษัท GRAVITY Industies นั่นเอง Jet Suit GRAVITY นี้จะประกอบไปด้วยเครื่องยนต์ขนาดเล็กจำนวน 5 เครื่องที่ที่ติดอยู่บนแขนและหลังของผู้ที่สวมใส่ ซึ่งเหตุผลในการออกแบบให้ตัวเครื่องยนต์ของตัว GRAVITY อยู่บริเวณแขนและหลัง เพราะผู้พัฒนาอยากจะมอบความรู้สึกในการบินให้กับผู้สวมใส่ได้สวมบทบาทในการเป็น Iron man
เวลาผ่านไปไวเกิน หรือหน้าตาของ Audi TT / TTS คลาสสิคล้ำสมัยเกินไป ทำให้เราเกือบลืมไปว่ามันกำลังเข้าสู่ช่วงกลางอายุขัยของ Generation ที่ 3 แล้ว และในขณะที่หลายคนกำลังตัดสินใจว่าจะซื้อตอนนี้ หรือจะรอเห็นหน้าตา Facelift version ให้สบายใจก่อน ซึ่งจากแผนเดิมควรจะเปิดตัวช่วงปลายปีนี้ในงาน Paris Auto Show เดือนตุลาคม แต่ดูเหมือนจะไม่ต้องรออีกต่อไปแล้ว เพราะวันนี้เราได้เห็นโฉมหน้าความเปลี่ยนแปลงของ 2018 Audi TT แบบเต็มตาไร้ผ้าคลุม ความเปลี่ยนแปลงของ Audi TT และ TTS Facelift ภายนอกที่สังเกตเห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ดีไซน์ชุดกันชนหน้าและหลังใหม่ โดยกันชนด้านหน้าแบบ 3D singleframe radiator grille มีการเพิ่มช่องดักลมที่เชื่อมต่อกันจากด้านข้างซ้ายและขวาขนาดใหญ่เข้าไป ซึ่งของเดิมไม่มี ทำให้ด้านหน้าของ Audi TT ดูเต็มตา ใหญ่โตมากขึ้น ส่วนกันชนหลังมีการเพิ่มช่องระบายอากาศ และ Air Diffuser บริเวณท่อไอเสียเพิ่มขึ้น สำหรับล้อลายใหม่นั้น เราคิดว่า Audi Thailand
มีภาพยนตร์มากมายที่ใช้รถเป็นตัวหลักของเรื่อง จนทำให้รถคันนั้นดูเด่นพอ ๆ กับนักแสดงนำของเรื่องเสียอีก แม้ว่าปัจจัยหลักส่วนใหญ่เวลาค่ายหนังจะเลือกใช้รถซักคันมักมาจากสปอนเซอร์ แต่ทว่าหนึ่งในยี่ห้อรถที่ถูกนำมาใช้ค่อนข้างมากคือแบรนด์สุดเก๋าอย่าง Ford อาจเพราะพวกเขามีรถให้เลือกใช้หลายประเภทตั้งแต่รถสปอร์ตยันรถกระบะคันใหญ่ ซึ่งส่วนมากหนังจากฮอลลีวูด มักจะเลือกรุ่นสปอร์ตอเมริกันยอดนิยมอย่าง Mustang ดังนั้นวันนี้ UNLOCKMEN จะมาแนะนำรถ Ford 5 คันที่ถูกเลือกนำไปใช้ประกอบหนังจนโด่งดังเป็นพลุแตกให้ได้รับชมกันครับ 1968 Ford Mustang Fastback – BULLITT เริ่มคันแรกกับ 1968 Ford Mustang Fastback สีเขียวเข้ม Dark Highland Green จากหนังไล่ล่าชื่อดังระดับตำนานอย่าง BULLITT ที่นำแสดงโดย Steve McQueen นักแสดงชื่อดังผู้ล่วงลับ ว่าด้วยเรื่องของตัวเอก Frank Bullitt นายตำรวจแห่งเมืองซานฟรานซิสโกผู้ถูกมอบหมายให้คุ้มครองพยานปากเอกคนสำคัญ ซึ่งจะต้องขึ้นให้การกับศาลในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่งานกลับไม่ง่ายอย่างที่คิดเมื่อ Bullitt ค้นพบว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลกับพยานคนนี้ โดย Bullitt ก็ได้ใช้รถ Mustang Fastback ปี 1968 สีเขียวเข้มคันนี้เป็นรถประจำตัวเองอีกด้วย และจุดเด่นของเรื่องนี้คือฉากไล่ล่าระดับตำนานซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังรถยุคใหม่
เจอรถติดใช่มั้ย ไม่เป็นไร เพราะมันไม่ใช่ปัญหาของ taxi คันนี้ (ที่จริงต้องใช้คำว่าลำนี้) ท่ามกลางความเดือดของการแข่งขันด้าน Flying Taxi หรือรถบินได้ ที่มีทั้งบริษัทใน Dubai และทาง Uber ดูจะเป็นผู้นำหน้าเทคโนโลยีอยู่ในขณะนี้ ทางด้าน Rolls-Royce Holdings plc บริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์เครื่องบินชั้นนำของโลกที่เรานั่งโดยสารกันอยู่ในปัจจุบัน (เครือเดียวกับ Rolls-Royce Motor Cars ผู้ผลิตยนตรกรรมสุดหรูราคาแพงระยับจากอังกฤษ) ได้ทำการประกาศศักดาลุยธุรกิจสายใหม่ เปิดตัว Hybrid Flying Taxi ในงาน Farnborough International Airshow 2018 Flying Taxi ลำนี้มีรหัสเรียกขานว่า Electric Vertical Take-off and Landing (EVTOL) หรือ “อากาศยานพลังงานไฟฟ้าที่บินขึ้นลงได้ในแนวดิ่ง” สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 4-5 คน ทำความเร็วได้ประมาณ 400 กม. ต่อชั่วโมง ชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้งสามารถบินได้ไกลราว 800
กี่ Powerbank ก็ไม่เคยพอสำหรับหนุ่ม ๆ อย่างเรา พอกันทีกับเรื่องวนชาร์จแบตเตอรี่ เพราะหนนี้ UNLOCKMEN ขอชวนคุณเดินดิ่งมาตรงนี้เพื่ออัปเดต gadget เฉียบที่ชื่อว่า “Battery Free Phone” โทรศัพท์โคตรมินิมอลสุดกระทัดรัดไว้ใช้ยามจำเป็นแบบไม่ต้องมีเรื่องแบตฯ มาป่วนความสุข เพราะมันทำงานได้โดยไม่ต้องใช้แบตแม้แต่นิดเดียว ความมินิมอลของมันช่างเป็นอะไรที่ได้ใจเราสุด ๆ ตั้งแต่ไซส์ที่แบนกว่าแผ่นขนมปัง หน้าตาเหมือนแกะเอามาเฉพาะแผงเมนบอร์ดเขียว ๆ ติดปุ่มตัวเลขไว้สักหน่อยเผื่อจิ้มและเพิ่มพอร์ตสำหรับหูฟังไว้ให้เสียบด้วยระหว่างคุย บอกตรง ๆ ว่าครั้งแรกที่เห็นข่าวเรายังคิดว่าอาจจะเป็น meme ใหม่ในโลกออนไลน์หรือเปล่า แต่พอสืบไปเรื่อย ๆ ก็เจอว่ามันเป็นเรื่องจริง แถมทีม designer ที่คิดยังเป็นเพียงนักศึกษาอีกด้วย เดี๋ยวนี้ความคิดเด็กรุ่นใหม่ดี ๆ มีให้เห็นเพียบ น่าชื่นชมจริง ๆ ถึงเวลามาไขข้อข้องใจว่า เฮ้ย ไม่มีแบตแล้วจะใช้งานได้อย่างไร เหล่านักประดิษฐ์เขาให้คำตอบว่าแค่ถอดฟังก์ชันอื่นออกให้เรียบ ยกเว้นเรื่องการโทรที่จำเป็น แล้วใช้ประโยชน์จากแสงที่อยู่รอบข้างกับการดึงคลื่นวิทยุที่อยู่ในอากาศมาช่วยในการสื่อสาร แค่นี้ก็เอาอยู่แล้ว วิธีการใช้งานแค่กดปุ่มโทรไม่ต่างจากมือถือทั่วไปที่กดแป้นตัวเลข จากนั้นมันจะส่งต่อไปใช้ Skype เป็นสื่อในการโทรติดต่อโทรศัพท์เครื่องอื่น ๆ อย่างไรก็ตามถึงมันจะดูใช้ง่ายแค่ไหน แต่ด้วยความบางและมินิมอลของมันมีจุดสะดุดเล็กน้อย เพราะเวลาเราจะใช้ไมโครโฟนต้องขอให้กดปุ่มไมค์ค้างไว้หน่อยเพื่อทำงาน (คล้ายพวกวิทยุสื่อสาร) ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันขนทีมกันไปวิจัยเรื่องการใช้เทคโนโลยี gold
เรื่องรักพี่เสียดายน้องมันเป็นของธรรมดา ใจหนึ่งก็ชอบอะไรที่มันคลาสสิค อีกใจหนึ่งก็ถวิลหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ สุดท้ายมาเป๊ะเข้าให้กับรถสปอร์ตระดับไอค่อนอย่าง 1965 Ford Mustang ในเวอร์ชั่นที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ รถสปอร์ตสุดคลาสสิคโมเดลพิเศษนี้ สร้างสรรค์โดย Siemens ที่ผุดไอเดียนำรถคลาสสิคมาผสมผสานกับรถที่มีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ หรือเรียกกันแบบทับศัพท์ได้ว่า autonomous cars และก็ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างมาโชว์เพียงอย่างเดียว แต่รถโมเดลพิเศษไร้คนขับคันนี้จะได้ลงแข่งในรายการ Goodwood Festival of Speed รายการแข่งรถขึ้นเนินเขาชื่อก้องโลกประจำปีนี้ โดยค่ายยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีอธิบายถึงการสร้าง 1965 Ford Mustang เวอร์ชั่นนี้ว่า พวกเขาได้รับการช่วยเหลือจาก Cranfield University มหาวิทยาลัยทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศกรรมในประเทศอังกฤษ ใข้เทคโนโลยีการสแกนตำแหน่งที่ตั้งของ Bentley Systems ที่สามารถสแกนแบบ 3 มิติได้อย่างแม่นยำ ก่อนโหลดข้อมูลลงบนออนบอร์ดคอมพิวเตอร์ของรถ เพื่อคำนวนเส้นทางและลักษณะการขับขี่ต่อไป สิ่งที่ทำให้เจ้า Mustang คันนี้เป็น autonomous car ที่แตกต่างก็คือ ส่วนใหญ่แล้วในรถประเภทเดียวกันจะมาพร้อมกับเรดาร์ขนาดใหญ่ กล้องตัวเป้ง และเซ็นเซอร์ที่ดูโดดเด่นเหลือเกิน แต่สำหรับ Mustang โมเลพิเศษคันนี้ หากดูภายนอกก็แทบจะไม่แตกต่างจากโมเดลดั้งเดิม ติดตั้งเซ็นเซอร์ขนาดกะทัดรัดที่ฝากระโปรงหน้าและฝาประโปรงหลัง อย่างไรก็ตามทาง Siemens ยังไม่เปิดเผยภาพภายในรถแต่อย่างใด ใบ้แค่ว่ารถคันนี้สามารถขับขี่ตามปกติได้ด้วย โดยขุมกำลังของคันนี้ได้จากเครื่องยนต์ V8 ขนาดความจุกระบอกสูบ 4.7 ลิตร จูนแรงม้าได้


