เวลาผ่านไปไวเกิน หรือหน้าตาของ Audi TT / TTS คลาสสิคล้ำสมัยเกินไป ทำให้เราเกือบลืมไปว่ามันกำลังเข้าสู่ช่วงกลางอายุขัยของ Generation ที่ 3 แล้ว และในขณะที่หลายคนกำลังตัดสินใจว่าจะซื้อตอนนี้ หรือจะรอเห็นหน้าตา Facelift version ให้สบายใจก่อน ซึ่งจากแผนเดิมควรจะเปิดตัวช่วงปลายปีนี้ในงาน Paris Auto Show เดือนตุลาคม แต่ดูเหมือนจะไม่ต้องรออีกต่อไปแล้ว เพราะวันนี้เราได้เห็นโฉมหน้าความเปลี่ยนแปลงของ 2018 Audi TT แบบเต็มตาไร้ผ้าคลุม ความเปลี่ยนแปลงของ Audi TT และ TTS Facelift ภายนอกที่สังเกตเห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ดีไซน์ชุดกันชนหน้าและหลังใหม่ โดยกันชนด้านหน้าแบบ 3D singleframe radiator grille มีการเพิ่มช่องดักลมที่เชื่อมต่อกันจากด้านข้างซ้ายและขวาขนาดใหญ่เข้าไป ซึ่งของเดิมไม่มี ทำให้ด้านหน้าของ Audi TT ดูเต็มตา ใหญ่โตมากขึ้น ส่วนกันชนหลังมีการเพิ่มช่องระบายอากาศ และ Air Diffuser บริเวณท่อไอเสียเพิ่มขึ้น สำหรับล้อลายใหม่นั้น เราคิดว่า Audi Thailand
มีภาพยนตร์มากมายที่ใช้รถเป็นตัวหลักของเรื่อง จนทำให้รถคันนั้นดูเด่นพอ ๆ กับนักแสดงนำของเรื่องเสียอีก แม้ว่าปัจจัยหลักส่วนใหญ่เวลาค่ายหนังจะเลือกใช้รถซักคันมักมาจากสปอนเซอร์ แต่ทว่าหนึ่งในยี่ห้อรถที่ถูกนำมาใช้ค่อนข้างมากคือแบรนด์สุดเก๋าอย่าง Ford อาจเพราะพวกเขามีรถให้เลือกใช้หลายประเภทตั้งแต่รถสปอร์ตยันรถกระบะคันใหญ่ ซึ่งส่วนมากหนังจากฮอลลีวูด มักจะเลือกรุ่นสปอร์ตอเมริกันยอดนิยมอย่าง Mustang ดังนั้นวันนี้ UNLOCKMEN จะมาแนะนำรถ Ford 5 คันที่ถูกเลือกนำไปใช้ประกอบหนังจนโด่งดังเป็นพลุแตกให้ได้รับชมกันครับ 1968 Ford Mustang Fastback – BULLITT เริ่มคันแรกกับ 1968 Ford Mustang Fastback สีเขียวเข้ม Dark Highland Green จากหนังไล่ล่าชื่อดังระดับตำนานอย่าง BULLITT ที่นำแสดงโดย Steve McQueen นักแสดงชื่อดังผู้ล่วงลับ ว่าด้วยเรื่องของตัวเอก Frank Bullitt นายตำรวจแห่งเมืองซานฟรานซิสโกผู้ถูกมอบหมายให้คุ้มครองพยานปากเอกคนสำคัญ ซึ่งจะต้องขึ้นให้การกับศาลในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่งานกลับไม่ง่ายอย่างที่คิดเมื่อ Bullitt ค้นพบว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลกับพยานคนนี้ โดย Bullitt ก็ได้ใช้รถ Mustang Fastback ปี 1968 สีเขียวเข้มคันนี้เป็นรถประจำตัวเองอีกด้วย และจุดเด่นของเรื่องนี้คือฉากไล่ล่าระดับตำนานซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังรถยุคใหม่
เจอรถติดใช่มั้ย ไม่เป็นไร เพราะมันไม่ใช่ปัญหาของ taxi คันนี้ (ที่จริงต้องใช้คำว่าลำนี้) ท่ามกลางความเดือดของการแข่งขันด้าน Flying Taxi หรือรถบินได้ ที่มีทั้งบริษัทใน Dubai และทาง Uber ดูจะเป็นผู้นำหน้าเทคโนโลยีอยู่ในขณะนี้ ทางด้าน Rolls-Royce Holdings plc บริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์เครื่องบินชั้นนำของโลกที่เรานั่งโดยสารกันอยู่ในปัจจุบัน (เครือเดียวกับ Rolls-Royce Motor Cars ผู้ผลิตยนตรกรรมสุดหรูราคาแพงระยับจากอังกฤษ) ได้ทำการประกาศศักดาลุยธุรกิจสายใหม่ เปิดตัว Hybrid Flying Taxi ในงาน Farnborough International Airshow 2018 Flying Taxi ลำนี้มีรหัสเรียกขานว่า Electric Vertical Take-off and Landing (EVTOL) หรือ “อากาศยานพลังงานไฟฟ้าที่บินขึ้นลงได้ในแนวดิ่ง” สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 4-5 คน ทำความเร็วได้ประมาณ 400 กม. ต่อชั่วโมง ชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้งสามารถบินได้ไกลราว 800
กี่ Powerbank ก็ไม่เคยพอสำหรับหนุ่ม ๆ อย่างเรา พอกันทีกับเรื่องวนชาร์จแบตเตอรี่ เพราะหนนี้ UNLOCKMEN ขอชวนคุณเดินดิ่งมาตรงนี้เพื่ออัปเดต gadget เฉียบที่ชื่อว่า “Battery Free Phone” โทรศัพท์โคตรมินิมอลสุดกระทัดรัดไว้ใช้ยามจำเป็นแบบไม่ต้องมีเรื่องแบตฯ มาป่วนความสุข เพราะมันทำงานได้โดยไม่ต้องใช้แบตแม้แต่นิดเดียว ความมินิมอลของมันช่างเป็นอะไรที่ได้ใจเราสุด ๆ ตั้งแต่ไซส์ที่แบนกว่าแผ่นขนมปัง หน้าตาเหมือนแกะเอามาเฉพาะแผงเมนบอร์ดเขียว ๆ ติดปุ่มตัวเลขไว้สักหน่อยเผื่อจิ้มและเพิ่มพอร์ตสำหรับหูฟังไว้ให้เสียบด้วยระหว่างคุย บอกตรง ๆ ว่าครั้งแรกที่เห็นข่าวเรายังคิดว่าอาจจะเป็น meme ใหม่ในโลกออนไลน์หรือเปล่า แต่พอสืบไปเรื่อย ๆ ก็เจอว่ามันเป็นเรื่องจริง แถมทีม designer ที่คิดยังเป็นเพียงนักศึกษาอีกด้วย เดี๋ยวนี้ความคิดเด็กรุ่นใหม่ดี ๆ มีให้เห็นเพียบ น่าชื่นชมจริง ๆ ถึงเวลามาไขข้อข้องใจว่า เฮ้ย ไม่มีแบตแล้วจะใช้งานได้อย่างไร เหล่านักประดิษฐ์เขาให้คำตอบว่าแค่ถอดฟังก์ชันอื่นออกให้เรียบ ยกเว้นเรื่องการโทรที่จำเป็น แล้วใช้ประโยชน์จากแสงที่อยู่รอบข้างกับการดึงคลื่นวิทยุที่อยู่ในอากาศมาช่วยในการสื่อสาร แค่นี้ก็เอาอยู่แล้ว วิธีการใช้งานแค่กดปุ่มโทรไม่ต่างจากมือถือทั่วไปที่กดแป้นตัวเลข จากนั้นมันจะส่งต่อไปใช้ Skype เป็นสื่อในการโทรติดต่อโทรศัพท์เครื่องอื่น ๆ อย่างไรก็ตามถึงมันจะดูใช้ง่ายแค่ไหน แต่ด้วยความบางและมินิมอลของมันมีจุดสะดุดเล็กน้อย เพราะเวลาเราจะใช้ไมโครโฟนต้องขอให้กดปุ่มไมค์ค้างไว้หน่อยเพื่อทำงาน (คล้ายพวกวิทยุสื่อสาร) ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันขนทีมกันไปวิจัยเรื่องการใช้เทคโนโลยี gold
เรื่องรักพี่เสียดายน้องมันเป็นของธรรมดา ใจหนึ่งก็ชอบอะไรที่มันคลาสสิค อีกใจหนึ่งก็ถวิลหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ สุดท้ายมาเป๊ะเข้าให้กับรถสปอร์ตระดับไอค่อนอย่าง 1965 Ford Mustang ในเวอร์ชั่นที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ รถสปอร์ตสุดคลาสสิคโมเดลพิเศษนี้ สร้างสรรค์โดย Siemens ที่ผุดไอเดียนำรถคลาสสิคมาผสมผสานกับรถที่มีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ หรือเรียกกันแบบทับศัพท์ได้ว่า autonomous cars และก็ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างมาโชว์เพียงอย่างเดียว แต่รถโมเดลพิเศษไร้คนขับคันนี้จะได้ลงแข่งในรายการ Goodwood Festival of Speed รายการแข่งรถขึ้นเนินเขาชื่อก้องโลกประจำปีนี้ โดยค่ายยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีอธิบายถึงการสร้าง 1965 Ford Mustang เวอร์ชั่นนี้ว่า พวกเขาได้รับการช่วยเหลือจาก Cranfield University มหาวิทยาลัยทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศกรรมในประเทศอังกฤษ ใข้เทคโนโลยีการสแกนตำแหน่งที่ตั้งของ Bentley Systems ที่สามารถสแกนแบบ 3 มิติได้อย่างแม่นยำ ก่อนโหลดข้อมูลลงบนออนบอร์ดคอมพิวเตอร์ของรถ เพื่อคำนวนเส้นทางและลักษณะการขับขี่ต่อไป สิ่งที่ทำให้เจ้า Mustang คันนี้เป็น autonomous car ที่แตกต่างก็คือ ส่วนใหญ่แล้วในรถประเภทเดียวกันจะมาพร้อมกับเรดาร์ขนาดใหญ่ กล้องตัวเป้ง และเซ็นเซอร์ที่ดูโดดเด่นเหลือเกิน แต่สำหรับ Mustang โมเลพิเศษคันนี้ หากดูภายนอกก็แทบจะไม่แตกต่างจากโมเดลดั้งเดิม ติดตั้งเซ็นเซอร์ขนาดกะทัดรัดที่ฝากระโปรงหน้าและฝาประโปรงหลัง อย่างไรก็ตามทาง Siemens ยังไม่เปิดเผยภาพภายในรถแต่อย่างใด ใบ้แค่ว่ารถคันนี้สามารถขับขี่ตามปกติได้ด้วย โดยขุมกำลังของคันนี้ได้จากเครื่องยนต์ V8 ขนาดความจุกระบอกสูบ 4.7 ลิตร จูนแรงม้าได้
ผู้ชายทุกคนที่ถือสมาร์ตโฟนในมือคงรู้ดีว่าต่อให้ใช้กระจกสุดอึดหรือเคสราคาแพงแค่ไหน สุดท้ายพอหลุดมือกระแทกลงพื้น หน้าจอก็มีสิทธิร้าวอยู่ดี พวกเราทีมงาน UNLOCKMEN เองก็เจอปัญหานี้บ่อยแต่ยังแก้ไม่ตก ที่สำคัญพอมันร้าวเริ่มเยอะ ไอ้ครั้นจะทนใช้ไปก่อนก็กลัวบาดใบหน้าหล่อ ๆ ตอนแนบใช้งาน เลยต้องยอมจำนนเสียเงินเปลี่ยนเครื่องใหม่อย่างไม่รู้จบ ท่ามกลางความรู้สึกช้ำใจที่ต้องเสียสองทางทั้งเงินทั้งของ นักศึกษาหนุ่มคณะวิศวะจากแดนเบียร์ที่ชื่อ Philip Frenzel ที่เจอปัญหาไม่ต่างจากเราก็คิดค้นเคส airbag อัจฉริยะขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้ และผลงานของเขายังได้รับรางวัลชนะเลิศจาก German Society for Mechatronics ซึ่งเป็นรางวัลที่คัดเลือกโปรเจ็กต์น่าสนใจจากเด็กนักเรียนทั้งประเทศด้วย ตัวอย่างผลงานถ้ามองจากด้านข้างหลายคนคงมองภาพไม่ออกว่ามันใช้ยังไงและดีแค่ไหน เพราะหน้าตามันช่างเหมือนโต๊ะกินข้าวขนาดย่อม ๆ เหลือเกินดูยังไงก็ไม่อยากใช้ แต่ถ้ามองจากภาพมุมท็อปขณะปล่อยมือถือให้หลุดมือไปแล้วล่ะก็ รับรองว่าคุณต้องมองมันด้วยตาลุกวาวเหมือนเราแน่นอน เพราะว่าเจ้าเคสชิ้นนี้มันมีเซ็นเซอร์กางโลหะที่เคยแบนราบติดอยู่บริเวณมุมทั้งสี่ของสมาร์ตโฟนให้ออกมาเป็นรูปร่างโค้งทั้งด้านบนและด้านล่าง 8 ชิ้น ทำหน้าที่ดุจสปริงดีดตัวกันกระแทกก่อนจะ landing ลงพื้นทำให้ไม่ได้รับรอยขีดข่วนสักแอะ หลังกางแล้วถ้าอยากใช้สมาร์ตโฟนตามปกติอีกครั้ง วิธีใช้งานแค่พับสปริงกลับเข้าไปในซองหนังเพื่อล็อกก็เรียบร้อย อย่างไรก็ตามนวัตกรรมชิ้นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงเรื่องตัวแปรอื่น ๆ ที่อาจมีผลกับการใช้งาน ทั้งเรื่องระดับความสูงที่เซ็นเซอร์ทำงาน หรือความเลวร้ายถ้าเกิดจู่ ๆ มันดันกางทั้งที่เราไม่ได้อยากให้กางตอนอยู่ในกระเป๋าคงเป็นภาพที่ดูไม่คูลเสียเลย เพิ่มดอกจันไว้ว่าเจ้า airbag ชิ้นนี้เป็น Prototype เท่านั้นยังไม่ได้ผลิตออกมาขาย แต่ผลตอบรับที่ดีเกินคาดก็ทำให้น้องเขาวิ่งไปจดสิทธิบัตรกันก๊อปเรียบร้อยแล้ว ส่วนอนาคตอันใกล้เชื่อว่าผลงานชิ้นนี้ของเขาจะไปโผล่ในรายการระดมทุนเพื่อประดิษฐ์ใน kickstarter ต่อไป ยังไงก็ต้องไปติดตามฟังข่าวดีกันอีกที
เป็นความบังเอิญที่สวยงาม เมื่อป้าย GT-R และสำนักออกแบบ Italdesign มีอายุครบ 50 ปี พร้อมกันพอดิบพอดี เพื่อเป็นการสร้างความทรงจำดี ๆ ร่วมกัน ทั้งสองบริษัทจึงคิดว่าน่าจะสร้างผลงาน Masterpiece ขึ้นมาสักชิ้นนึง และรถโมเดลที่เหมาะจะนำมาปั้นเฉลิมฉลองครั้งนี้ จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก NISMO GT-R กลายเป็นผลงาน Collaboration ที่โหดสุดในชื่อรหัส Nissan GT-R50 by Italdesign Nissan GT-R50 by Italdesign ถูกสร้างขึ้นมาแบบ One-off เพียงคันเดียวในโลก Italdesign ได้ทำการออกแบบ GT-R ขึ้นมาใหม่ โดยใช้พื้นฐานจากความเป็น Iconic ของ GT-R ดั้งเดิมเอาไว้จะเหมาะสมกว่า รถคันนี้ถูกนำเสนอในโทนสีเทาใหม่ “Liquid Kinetic Gray” ที่ดูดุดันน่าเกรงขาม ตัดลวดลายด้วยโทนสีทอง “Energetic Sigma Gold” สร้างคาแรคเตอร์ที่น่าสนใจ นำเสนออารมณ์ได้ทั้งความเก๋า ความดุ และความหรูหราที่ลงตัว ลวดลายสีทองถูกเติมเข้าไปในตำแหน่งที่เหมาะเจาะมาก เริ่มจากกระจังด้านหน้าบริเวณช่องดักอากาศ ช่องระบายอากาศบนฝากระโปรงมีการเจาะรูที่ชัดเจนขึ้นในโทนสีทองเช่นกัน
ถ้าเราบอกคุณว่า “อีกไม่กี่ปีข้างหน้าพวกเราอาจต้องเป็นทาส AI” คุณจะเชื่อมันไหม จะรู้สึกยังไง โกรธที่เราพูดแบบนี้ ท้อแท้ใจ หรือบ่นงึมงำในลำคอว่า UNLOCKMEN เชียร์ AI เก่งเหลือเกิน แต่ไม่ว่าคุณจะคิดแบบไหนก็ตามความก้าวหน้าที่กำลังจะได้เห็นต่อจากนี้มันคงไม่มีวันถอยหลังอย่างแน่นอน ทีนี้มันก็อยู่ที่ว่าพวกเราจะยอมแพ้ให้กับสิ่งที่เห็นไหม หรือฮึดลุกขึ้นมองหาลู่ทางอื่น และพยายามหาทางหวดคืนเพื่อก้าวเหนือมันให้ได้ Why AI might takes all? “จะเก่งแค่ไหนกันเชียว มันก็เป็นแค่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น?” อย่าเพิ่งพูดประโยคนี้ถ้าคุณไม่รู้ว่าวันนี้บรรดาสมองกลทั้งหลายทำอะไรได้บ้าง เรื่องแรก AI ไม่ได้เป็นแค่โค้ดลาย ๆ ในจอคอมพิวเตอร์ที่คอยดูดข้อมูลเราไปประมวลผลหรือแข่งขันเรื่องคำนวณเท่านั้น หลังตัดสายสะดือจากจอปุ๊ป มันจะกลายเป็นรูปแบบไหนก็ได้ชนิดที่เราคาดไม่ถึงทันที เรื่องที่สองเมื่อ AI โดดออกมาจากจอมันไม่ใช่หุ่นกระป๋องต๊อกต๋อยรูปทรงสี่เหลี่ยมอีกต่อไป และเรื่องที่สามอย่าประเมินต่ำว่า AI จะไม่มีวันเลื่อยขาเก้าอี้ของเราได้ เพราะเราไม่ได้ทำงานในอุตสาหกรรมประเภทโรงงาน แล้ววันนี้อาชีพที่ AI จะเข้าไป take over ได้เพิ่มเติมจากอาชีพที่เราเคยรู้คืออะไรกันบ้างมาเช็กดู HELLO INFLUENCER, HELLO STRANGER เชื่อว่าผู้ชายทุกคนต้องมีคนดังในใจที่เราคอยตาม follow กัน แต่แน่ใจได้จริงเหรอว่าคนในหน้าจอที่เราเห็นคือมนุษย์ตัวจริง ไม่ใช่กราฟฟิกสวมวิญญาณจากสิ่งแปลกปลอมอื่น เมื่อล่าสุดผลงานของ Hakuhodo Tokyo
เชื่อว่าหนุ่มชาว UNLOCKMEN หลายคนคงต้องเคยมีประสบการณ์ Party pool หรือการดื่มเล่นสุดเหวี่ยงริมสระน้ำกันสักครั้งในชีวิต หากการ PLAY ของเรากลับมีจุดสะดุดตรงที่ เวลาดื่มแต่ละทีเราทำได้แค่นั่งริมขอบสระเอาเท้าแช่น้ำทุกครั้งไป หรืออย่างดีถ้าเอาตัวลงไปในสระก็ต้องคอยระวังไม่ให้เครื่องดื่มกระฉอกลงน้ำ ครั้นถ้าแก้ปัญหาให้ไปโดดขึ้นห่วงยางสีหวานที่สาว ๆ เอาไว้ใช้เซลฟี่ พวกเราน่าจะคิดเหมือนกันว่า ‘ไม่ไหว มันไม่คูล’ แล้วกลับไปใช้วิถีเดิมดีกว่า “ถ้ามีอุปกรณ์สักอันที่ทำให้เราตีขาในน้ำตัวลอย มือว่าง ๆ ชนแก้วหรือกดสมาร์ทโฟนได้คงดี” กำลังรำพันแบบนี้อยู่ จู่ ๆ ก็เจอ GADGET เตะตาชิ้นนี้เข้า มันชื่อว่า Floating pant หรือการเกงลอยน้ำเข้า วิถีการลอยของมันจะเป็นแบบเดียวกับชูชีพ แต่ใส่ไว้ที่ท่อนล่าง ติดด้วยแป๊กแน่นหนาแบบเดียวกันรับรองได้ว่าไม่หลุดไปไหน คำถามคือถ้ามันยกตัวเราลอยขึ้นแบบชูชีพ แล้วทำไมเราถึงไม่คว่ำ เหตุผลหลักมันอยู่ที่ดีไซน์ที่เขาออกแบบให้มีด้านหน้าสั้นกว่าด้านหลัง เพื่อให้ด้านหลังสามารถพยุงหลังเราไว้ให้รู้สึกสบาย ด้วยศูนย์ถ่วงที่วางไว้เลยทำให้การลอยนั้นพยุงครึ่งบนของเราให้ลอยได้สบาย ๆ ขณะที่ด้านล่างยังคงสามารถเป็นอิสระตีขา และมือเราก็พร้อมจะถืออะไรก็ได้ Floating pant ผลิตจากไนลอนกันน้ำรั่วซึมได้ดี ด้านในมีสัมผัสนุ่มสบายก้นไม่รู้สึกรำคาญ มีให้เลือกถึง 7 แบบตามความชอบด้านล่าง แต่ถ้าอยากได้มู้ดแมน ๆ กวนใช่ย่อย 3 ลายที่แนะนำด้านล่างกำลังดี เหมาะกับหนุ่ม
ในชีวิตผู้ชาย มีไม่กี่โอกาสที่ทำให้เรามีความสุขที่สุด เช่น เรียนจบ ได้งาน มีลูก และที่สำคัญคือ โอกาสตอนกำลังเลือกรถคู่ใจคันใหม่ ช่วงนั้นเราจะเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เลือดสูบฉีดตลอดเวลาที่ได้หาข้อมูล เปรียบเทียบสเปคกับรถยนต์ราคาใกล้เคียงกัน แต่ละวันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ในโอกาสแห่งความสุข ก็มักจะแฝงไว้ด้วยความน่าปวดหัวเมื่อใกล้เวลาต้องตัดสินใจว่าเอาคันไหนดี เราต้องเจอห้วงเวลาที่หนักใจว่า คันนั้นก็ดี คันนี้ก็เหมาะ ปัญหาโลกแตกคือ เรามักจะอยากได้รถที่ให้อารมณ์สปอร์ต เท่ หรูหรา สง่างาม เพื่อความภูมิใจทุกครั้งที่ได้เห็นรถตัวเองจอดอยู่ เรียกว่าแค่เห็นรถตัวเองจากเงาสะท้อนกระจก ที่ทำงานมาเหนื่อย ๆ ก็ถึงกับหายได้เป็นปลิดทิ้ง ในขณะเดียวกัน เราก็อยากได้รถที่มีระบบความปลอดภัยสูง เพราะชีวิตของทุกคนในรถของเราล้วนมีค่า เพราะเราคงไม่อยากเสียเวลาไปกับอุบัติเหตุกวนใจในการจราจรร้อนแรงของเมืองหลวงแน่นอน และสุดท้าย เรามักจะมีต่อมกังวล ว่ารถที่ซื้อมาทั้งที มันมีพื้นที่ให้ใช้งานได้เพียงพอในทุกสถานการณ์หรือไม่ ถ้าต้องรับคุณพ่อ คุณแม่ และแฟนสาวไปทานข้าวพร้อมกัน จะนั่งกันพอมั้ย ถ้าต้องขนของไปด้วยอีกล่ะ จะทำยังไง ถ้าให้กำหนดงบประมาณสำหรับรถคันใหม่อยู่ราว ๆ 1,000,000 บาท ซึ่งเป็นช่วงราคาที่คนทำงานผ่อนได้สบายไม่เหนื่อย แต่ขอให้ตอบโจทย์ทุกข้อที่ว่ามา ทั้งมีความสปอร์ตสุดเท่ หรูหรา ระบบความปลอดภัยสูง และมีความเอนกประสงค์พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ เรียกว่าจ่ายเงินแล้วจบได้ในคันเดียว เราทำการบ้านคัดสรรมาให้เรียบร้อยแล้ว และคันแรกที่เราจะแนะนำซึ่งชนะผ่านเข้ารอบ Requirement ของเราครั้งนี้คือ New


