CARS

THE ICONIC CARS: CHEVLOLET CAMARO มัสเซิลคาร์ตัวกลั่นกับเรื่องราวที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน!

By: SPLESS March 27, 2020

ในช่วงกลางยุค 60’s ถือเป็นจุดเริ่มต้นความรุ่งเรืองของรถยนต์ “อเมริกันมัสเซิลคาร์” หนึ่งในนั้นมีชื่อรถยนต์ที่ผู้ชายอย่างเราคุ้นหูกันอย่าง Chevrolet Camaro ที่ได้สร้างตำนานและยังคงสายการผลิตยาวนานมาถึงปัจจุบัน แต่ตลอดระยะเวลา 54 ที่ผ่านมารถยนต์คันนี้จะมีวิวัฒนาการที่น่าสนใจอะไรบ้าง มาทำความรู้จักไปพร้อมกัน

หลายคนทราบดีว่า Chevrolet Camaro ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นคู่แข่งของ Ford Mustang ซึ่งในเวลานั้นเป็นอเมริกันมัสเซิลคาร์ที่ทำกำไรให้ฟอร์ดได้แบบเป็นกอบเป็นกำด้วยยอดขาย 2 ล้านคันใน 1 ปี เมื่อเจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือ GM เห็นค่ายคู่แข่งร่วมเมืองฟันกำไรได้จากรถยนต์สไตล์ Pony Cars พวกเขาก็ไม่รอช้าที่จะสร้างรถยนต์ของตัวเองในสไตล์เดียวกันออกมา

maxresdefault

แต่ก่อนจะเปิดตัวในชื่อ Chevrolet Camaro รถยนต์คันนี้เกือบได้ชื่อว่า Panther เสียแล้ว เพราะเป็นชื่อที่เตรียมไว้ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นโปรเจกต์ในปี 1965 แต่ไม่กี่สัปดาห์ก่อนการเปิดตัวทีมงานทั้งหมดก็ต้องหารือกันใหม่ เพราะเบื้องบนของ Chevrolet ต้องการให้ชื่อขึ้นต้นนำหน้าด้วยอักษร “C” เหมือนในรุ่น Corvette, Chevelle และ Corvair

ในที่สุดพวกเขาก็ได้ชื่อ Camaro มาเป็นชื่อของรถยนต์ โดยการเปิดตัวในปี 1966 พวกเขาอ้างวันมันคือคำที่ดัดแปลงมาจากคำศัพท์แสลงภาษาฝรั่งเศสเก่าแก่ หมายถึงมิตรภาพและความสนิทสนม

แต่สิ่งที่ทำให้อเมริกันมัสเซิลคาร์คันนี้ได้รับความนิยมไปทั่วเมืองลุงแซม ไม่ได้มาจากชื่อเสียงเรียงนามแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะ Chevrolet Camaro เป็น Pony Car ที่มาพร้อมงานดีไซน์อันดุดันซึ่งเปลี่ยนจากแพลตฟอร์มรถเดิมที่เคยใช้ร่วมกันกับ Pontiac Firebird สู่แพลตฟอร์ม F-Body สไตล์ Coupe ที่สร้างมาเพื่อใช้กับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลังโดยเฉพาะ ที่สำคัญคือทางเลือกเครื่องยนต์ที่มีให้มากกว่า 7 รูปแบบในเจเนอเรชันแรก

uniquecarsandparts

ได้ยินไม่ผิดครับ 7 ออปชันเครื่องยนต์ของ Chevrolet Camaro เจนแรกมีให้ตั้งแต่เครื่องยนต์ 230 CID ให้กำลัง 140 แรงม้าก่อนจะระดับความแรงไปที่เครื่อง 250 CID พลัง 155 แรงม้าต่อด้วยเครื่องแบบ Small Block อย่าง 327 CID 275 แรงม้า, 350 CID 295 แรงม้า และ 302 CID 290 แรงม้า ก่อนจะเพิ่มพลังไปอีกระดับกับเครื่อง 396 CID ที่ให้พลังเกือบ 400 แรงม้า แต่นอกจากความหลากหลายของขุมพลังอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รถยนต์รุ่นนี้เข้าถึงผู้คนมากขึ้นไปอีกคือเรื่องของราคาค่าครอบครองนั่นเอง

Chevrolet Camaro เจนแรกเปิดตัวในราคา 2,572 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 84,000 บาท เพื่อแข่งกับ Ford Mustang ที่มีราคาใกล้เคียงกันหรือต่ำกว่าเล็กน้อย อย่างไรก็ตามรถยนต์ทั้ง 2 คันถือเป็นรถที่มีราคาจับต้องได้เพราะค่าของชีพของคนสหรัฐอเมริกาในปี 1967 มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 7,300 ดอลลาร์สหรัฐหรือ 238,000 ต่อปี และรถเจเนอเรชันแรกได้สร้างแนวทางของ Z28 รุ่น Super Sport รุ่น Rally Sport ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ในช่วงท้ายของสายการผลิตซึ่งมีเลือกทั้งแบบ Coupe และ Convertible

uniquecarsandparts1

ต่อมาในปี 1970 Chevrolet สานต่อความสำเร็จด้วยการเปิดตัว Camaro เจเนอเรชันที่ 2 ที่ว่ากันว่าดีไซน์เนอร์ของ GM ผู้ออกแบบรถคันนี้ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากสุดยอดรถยนต์แห่งยุคอย่าง Ferrari 250 GT Lusso ซึ่งในเวลานั้นเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่เร็วที่สุด มาพร้อมเครื่องยนต์ “Colombo” V12 ขนาด 3.0 ลิตรที่ทำให้มีอัตราเร่ง 0-100 ในเวลา 7 วินาทีและผลิตเพียง 350 คันเท่านั้น

Ferrari 250 GT Lusso ภาพจาก Amalgam Collection

งานดีไซน์ดังกล่าวถูกดัดแปลงให้ลงตัวกับ Pony Car และพัฒนาออกมาเป็นอเมริกันมัสเซิลคาร์ที่มีงานดีไซน์สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น รวมถึงเครื่องยนต์ V8 ที่ถูกปรับจูนเพิ่มความแรงให้มีพลังมากกว่าเดิม ความนิยมของ Camaro เจเนอเรชันที่ 2 ชัดเจนขึ้นในช่วยปลายยุค 70’s โดยในปี 1979 สามารถทำยอดขายได้ถึง 282,572 คัน โดดเด่นมากที่สุดเป็นรุ่น Z/28 ที่ทำยอดในปีเดียวไป 85,000 คัน

Amalgam Collection

Chevrolet Camaro Z/28 รุ่นปี 1979 เป็นรถคูเป้ขับเคลื่อนล้อหลังมาพร้อมเครื่อง 350 Cubic ให้พลัง 170 แรงม้าและแรงบิดที่ 263 ปอนด์-ฟุตซึ่งอัตราเร่ง 0-100 ใน 9.4 วินาที ถือเป็นเจเนอเรชันที่หลายคนคุ้นตาเพราะเป็นรถรุ่นเดียวกันกับตัวละคร Bumble Bee ในภาพยนตร์ทรานฟอร์เมอร์ซึ่งคันดังกล่าวเป็นรุ่นปี 1976

ปี 1982 Chevrolet Camaro เดินทางเข้าสู่เจอที่ 3 ในยุคนี้ถือรถยนต์อเมริกันมัสเซิลคาร์จากหลายค่ายต้องปรับตัวตามกฎหมายควบคุมมลพิษซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบการผลิตเครื่องยนต์ อเมริกันมัสเซิลคาร์ในยุคนั้นจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสมัยมากขึ้น โดย Chevrolet Camaro ก็เปลี่ยนงานออกแบบใหม่ด้วยการซ่อนไฟหน้าเอาไว้ในและดีไซน์ที่ดูมีความเป็นสปอร์ตมากกว่าเดิม

อย่างไรก็ตามด้วยสมรรถนะที่เร็วและแรง จนสามารถปรับแต่งเป็นรถแข่งอินดี้ 500 ได้ รวมถึงการปล่อยตัวแรงอย่าง Chevrolet Camaro IROC-Z ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V-8 ขนาด 5.0 ลิตรซึ่งกลายมาเป็นขวัญใจของขาซิ่งเมืองลุงแซมในยุคนั้น ทำให้ GM ยังคงรักษายอดขายที่สม่ำเสมอของ Pony Car คันนี้เอาไว้ได้

Chevrolet Camaro IROC-Z

ปี 1993 Chevrolet Camaro เดินทางเข้าสู่เจเนอเรชันที่ 4 บนแพลตฟอร์ม F-body ที่ถูกปรับให้เหมือนกับรถในปี 1967 โดยเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าด้วยรถยนต์สไตล์ Coupe, T-Top และ Convertible และออปชันเครื่องยนต์ทั้งแบบ 6 สูบและ 8 สูบ

อย่างไรก็ตามค่ายรถยนต์ทั่วโลกระหว่างปี 1990-2000 การแข่งขันของตลาดรถสปอร์ตสูงขึ้นส่วนทางกับความต้องการในตลาดที่ลดลงถึง 53 เปอร์เซ็นต์ หลายแบรนด์หยุดสายการผลิตของตัวเองลงรวมถึง Chevrolet Camaro ที่ประกาศหยุดสายการผลิตในปี 2002 แต่มันก็ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในไอคอนของอเมริกันมัสเซิลคาร์จากยุค 60’s-80’s

จนกระทั่งปี 2006 Chevrolet เรียกเสียงฮือฮาจากสาวกทั่วโลกด้วย Chevrolet Camaro Concept ที่ Re-Design ใหม่ตั้งแต่หัวจรดท้าย Camaro คันนี้มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ทันสมัยขึ้น บึกบึนขึ้นโดยตั้งใจสร้างขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับ Dodge Challenger Concept ที่ปล่อยออกมาในเวลาไล่เรี่ยกัน รวมถึงสานต่อสงครามกับ Ford Mustang เพิ่งเปลี่ยนงานดีไซน์ใหม่เช่นกัน

แต่ต้องรอจนถึงปี 2010 กันเลยทีเดียวกว่าเจเนอเรชันที่ 5 ของ Chevrolet Camaro จะกลับมาสู่วงการรถยนต์อีกครั้งบนแพลตฟอร์มตัวถังแบบ Zeta โดยรุ่นที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดคือตัว ZL1s เทอร์โบชาร์จรุ่นปี 2012-2015 ที่มาพร้อมขุมพลัง 580 แรงม้า

ปี 2016 Chevrolet พัฒนา Camaro ต่อเนื่องเข้าสู่เจเนอเรชันที่ 6 ซึ่งเป็นเจเนอเรชันปัจจุบัน มาพร้อมตัวถังแบบ Alpha Platform ซึ่งทำให้ Camaro รุ่นตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมามีน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 91 กิโลกรัม

Grandprix Online

ในเวลาเดียวกันขุมพลังใต้ฝากระโปรงก็ถูกปรับจูนโหดมากขึ้น โดย Chevrolet Camaro รุ่นปี 2018 มาพร้อม Zl1 1LE Package มีน้ำหนักเบาขึ้นอีก 60 กิโลกรัม มาพร้อมเครื่องยนต์ ZL1 Supercharged ที่ให้พลังถึง 650 แรงม้า อย่างไรก็ตามตำนานยังคงดำเนินต่อไปสู่ Chevrolet Camaro รุ่นปี 2020 ตัวปัจจุบันที่มาพร้อมขุมพลัง 650 แรงม้าและ 650 แรงบิดแบบไม่ต้องปรับจูน

Chevrolet Camaro Zl1 1LE

ตลอดระยะเวลา 54 ปีของ Chevrolet Camaro ถ้าเปรียบเป็นชีวิตก็คงเรียกได้ว่ามีครบทุกรสทั้งกราฟขึ้น-ลงสัมผัสจุดสูงสุดและต่ำสุด รวมถึงมีช่วงเวลาหยุดพักก่อนจะคืนชีพกลับมาสานต่อตำนานให้วิ่งต่อไปอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามไม่ว่ารถยนต์ที่เริ่มต้นจากเป็น “อเมริกันมัสเซิลคาร์” คันนี้จะถูกพัฒนาต่อไปในรูปแบบไหน แต่เรื่องราวบนท้องถนนและความแรงที่เคยสร้างชื่อไว้ในยุคคลาสสิกและยุคปัจจุบันของมันจะยังคงถูกพูดถึงต่อไปในฐานะ ICONIC CARS แห่งยุคสมัยหนึ่ง และมาดูกันว่าข่าวลือที่ว่า GM จะยกเลิกสายการผลิตของ Chevrolet Camaro ในปี 2023 จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป

Chevrolet Camaro 2020 ภาพจาก THE DRIVE

SOURCE: 1/2/3/4 /5

SPLESS
WRITER: SPLESS
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line