Advertisement
Entertainment

THE REAL : “เอ๋ EBOLA” ชีวิตที่ต้อง SURVIVOR ต้องสู้! ต้องรอด! บนเส้นทางในสิ่งที่ฉันเป็น

By: JEDDY January 4, 2022

หากจะย้อนไปพูดถึงวงร็อกที่ได้รับความนิยมในช่วงยุค 2000’s ที่โดดเด่นมากมายหลายสิบวง หนึ่งในวงเหล่านั้นต้องยกให้ Ebola วงที่นำเสนอความหนักหน่วงที่ติดพ่วงมาตั้งแต่สมัยอันเดอร์กราวน์ ก่อนจะปรับเปลี่ยนซาวด์เพื่อการเติบโตในวงการดนตรีไทย และอีกสิ่งที่ทุกคนต่างพูดถึง ก็คือเสียงสำรอกสุดทรงพลังของชายที่ชื่อว่า  “เอ๋ กิตติศักดิ์ บัวพันธุ์” หรือ “เอ๋ Ebola” ชายผู้ไล่ตามความฝันบนเส้นทางสุดเกรี้ยวกราดของดนตรีมาโดยตลอด ชายผู้ตัดสินใจไปทำงานร้านขายซีดีตามไอดอล และยังเป็นชายที่รวบรวมสมาชิกวงร็อกชื่อดังให้เกิดขึ้นมาจนโด่งดังไปทั่วประเทศ

เรามาทำความรู้จักผู้ชายคนนี้ให้มากขึ้น กับมุมมองที่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนกันครับ


กลับสู่จุดเริ่มต้นกับชีวิตวัยเยาว์

“เท่าที่จำได้เป็นเด็กทั่ว ๆ ไป ครับ เรียนหนังสือใช้ชีวิตปกติ เราจะใช้ชีวิตเรียบง่าย คุณพ่อผมชอบร้องเพลงมาก เขาจะมีวงที่โรงพยาบาลของเขา ชอบซ้อมดนตรีกัน ผมก็ได้ไปกับพ่อบ่อย ๆ ก็อาจจะได้ซึมซับการเป็นนักร้องจากคุณพ่อมาก็ได้ แล้วคุณพ่อชอบเก็บแผ่นเสียง เช่นพวกวง The Beatles, Led Zeppelin วงสมัยก่อนที่เขาฟังกัน ส่วนวงไทยก็เยอะหน่อยพวกเทปคาสเซตเช่น บรั่นดี, คีรีบูน แต่คุณพ่อจะชอบร้องเสียงแบบ คุณลุงธานินทร์ อินทรเทพ มันก็อาจจะกลายเป็นความชอบติดตัวมาในความเป็นนักร้องครับ”

“ส่วนช่วงเรียนที่ผมชอบที่สุดคือการเป็นนักฟุตบอล ผมชอบการ์ตูนเรื่องซึบาสะมาก อินจนแบบว่าทุกเช้าวันเสาร์อาทิตย์ผมกับน้องชาย (โอ๋ มือกีตาร์ Ebola) จะถือลูกบอลไปเตะกันสนุกสนาน จนมาวันหนึ่งเราไปสมัครเป็นนักฟุตบอลโรงเรียนช่วงม.3 ได้มีโอกาสไปเล่นกีฬาภายในเครืออัสสัมชัญด้วยกัน ช่วงนั้นเตะบอลอย่างเดียว ไม่ได้สนใจเรียนเลย สุดท้ายเกรดไม่ถึงก็ต้องออกไปเรียนต่อที่อื่น”

“แล้วก็ได้มีโอกาสไปคัดเลือกนักฟุตบอลที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ตอนนั้นไปเจอคนที่ชื่อว่า ‘อาทิตย์ ธนูศร’ อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติไทย ตอนนั้นเราเล่นเป็นผู้รักษาประตู คือเราชอบอะไรที่มันเป็นฟรอนต์แมนตั้งแต่เด็ก ๆ  แล้วผู้รักษาประตูมันเท่ มันแต่งตัวเด่นกว่าคนอื่น ฮ่า ๆๆๆ สุดท้ายคัดไม่ผ่านก็เลยจบเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลเอาไว้ตรงนั้น”

“ผมก็ได้ไปเรียนต่ออีกโรงเรียนหนึ่งตอนม.4 เรียนสายศิลป์-ภาษาเยอรมัน จริง ๆ เราไม่ได้ชอบทางนี้เพราะที่บ้านอยากส่งเรียนนายร้อย เราก็เลยไม่ได้สนใจเรียน เอาแต่เตะตะกร้ออย่างเดียว จนกระทั่งโอ๋ น้องชายไปสอบเข้าเสาวภา แม่ก็เลยให้ผมไปสอบด้วยเพราะที่บ้านจะสอนว่าเป็นพี่ชายคนโตต้องดูแลน้อง ๆ ปรากฎว่าสอบติด มันก็เลยจุดประกายความฝันในเรื่องของการวาดรูปขึ้นมา ต้องย้อนกลับไปนิดนึงตอนเด็ก ๆ ผมชอบดูการ์ตูนแล้วชอบวาดรูปตามตลอด ก็เป็นความฝันอีกแบบนอกจากนักกีฬา “

“จนสุดท้ายผมตัดสินใจลาออกจากม.4 ไปเรียนเสาวภา สาขาวิจิตรศิลป์ ยอมเรียนซ้ำชั้น ตอนนั้นน้องเรียนรอบบ่าย ส่วนผมเรียนรอบเช้า กลายเป็นว่าผมก็ต้องรอจนถึงค่ำ ๆ เพื่อพาน้องกลับบ้านด้วย แต่พอเราเรียนซ้ำชั้นที่บ้านก็เลยอยากให้ไปลองสอบเทียบดูให้ทันเพื่อน ๆ”

“จำได้ว่าช่วงปีสองเริ่มไม่ค่อยสนใจเรียนเท่าไหร่เพราะติดแฟน ฮ่า ๆๆๆ แล้วก็ลาออกมาอีกเพราะเราสอบเทียบได้ ก็เลยมาเตรียมตัวเอนทรานซ์แทน ตอนนั้นเลือกไว้มหาวิทยาลัยทั้งศิลปากร จุฬา แต่สุดท้ายก็ไม่ติดเลยได้มาเรียนที่ราชภัฎธนบุรีแทนเพราะมีคณะศิลปกรรมเหมือนกัน แล้วที่นี่สมาชิกวง Ebola ก็อยู่ด้วยกันหมดยกเว้นพี่พัน มือกลอง ชีวิตวัยเรียนที่ประมาณนี้ครับ”


วีรกรรมสุดขั้วช่วงวัยเด็ก

“มีวันหนึ่งช่วงปิดเทอม ผมกับน้องก็ตามคุณแม่ไปที่ทำงานคือโรงพยาบาลกลาง มีเหตุการณ์หนึ่งผมไปดาดฟ้า ที่โรงพยาบาลจะมีถาดข้าวให้นกพิราบกิน ผมกับน้องก็อยากทำหิมะก็เลยเอาข้าวมาปาใส่กันสนุกสนาน แต่มันมีบางส่วนที่ตกไปด้านล่างตึกไปโดนคนอื่นด้วย แล้วแทนที่เราจะสลดกลับสนุกกันใหญ่ เอาข้าวมาปาใส่คนเดินผ่านไปผ่านมาด้านล่างจนไปโดนหัวหน้าพยาบาล สุดท้ายก็โดนแม่ตีครับ ฮ่า ๆๆๆ”

“อีกเหตุการณ์หนึ่งตอนเด็ก ๆ เราไปบ้านญาติกัน แล้วน้าเขาตากฟูกเอาไว้ตรงโอ่ง ผมกับน้องมองเห็นแล้วรู้สึกว่ามันเหมือนกับสะพานก็เลยขึ้นไปวิ่งกัน สุดท้ายฟูกจมแทนที่จะแห้งก็ต้องกลับมาเปียกเหมือนเดิม โดนน้าด่ายับเลย น้าด่าว่าทำไมพวกมึงซนกันขนาดนี้ ฮ่า ๆๆๆ”


ทางเลือกของชีวิตกับการทำงานร้านขายซีดี

“จริง ๆ ก็สนใจดนตรีตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว พอเริ่มโตขึ้นมาเราก็เริ่มเก็บเงินซื้อซีดี เราก็จะทำงานพิเศษหาเงินมาซื้อซีดีเอง จนมีเพื่อนชื่อกุ้งชวนไปสมัครงานที่ Tower Records เราก็ผ่านการคัดเลือกได้เข้าไปทำงาน ส่วนสิ่งที่มันทำให้ผมอยากทำงานที่นี่คือจำได้ว่า Chino Moreno นักร้องนำวง Deftones เคยทำงานที่ Tower Records มาก่อน เขาเป็นไอดอลสำหรับผมมาโดยตลอด เราก็อยากเป็นอย่างเขา”

“การทำงานที่ Tower Records ทำให้เราได้ซึมซับความเป็นมิวสิคเลิฟเวอร์อย่างเต็มตัว เราได้ฟังเพลงเยอะแยะไปหมด ได้ฟังทุกอย่างที่อยากฟัง ได้เจอเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ฟังเพลงหลากหลาย ได้แลกเปลี่ยนความคิดกัน ได้ไปเจอกับลูกค้าที่เป็นกูรูอย่างพี่มาโนช พุฒตาล, พี่อารี แท่นคำ, พี่โป่ง หินเหล็กไฟ การได้มาทำงานที่นี่ช่วยเปิดโลกให้ตัวเองมาก ๆ ทำให้เรารู้ว่าโลกใบนี้มันยิ่งใหญ่จริง ๆ”

“ผมได้มีโอกาสเจอเมเนเจอร์ที่เป็นฝรั่ง เขาบอกว่าดนตรีมันเกิดขึ้นใหม่ทุกวัน ทุกแนว ถ้าคุณรัก ถ้าคุณชอบมัน ก็ให้ศึกษามันไป ดนตรีมันคือการศึกษา ผมก็รู้สึกว่ามันจริง แล้วมันก็ไม่ต่างจากคนที่ชอบดูภาพยนตร์เลย ในพาร์ตของการทำงานเราก็ไม่รู้เลยว่าจะเจอลูกค้าแบบไหนบ้าง ถ้าเรามีความรู้เราก็จะตอบคำถามของเขาได้ นอกจากความชอบเราก็ต้องศึกษาในสิ่งที่เราชอบมากขึ้นเพื่อพัฒนาความรู้ของเราเอง”

“ผมโชคดีที่ได้เจอลูกค้าที่เป็นศิลปินหลาย ๆ คน เช่น เต๋า Sweet Mullet, แบงค์ Clash, กวาง AB Normal, บอล Annalynn มันทำให้เรารู้สึกว่าที่นี่มันเปิดชีวิตผมไปเลย ทำให้ผมรักดนตรีมาโดยตลอดครับ”


EBOLA กับวิถีทางยุคอันเดอร์กราวน์

“สมัยนั้น Ebola จะเริ่มต้นจากคัฟเวอร์ Sepultura จนคนจำได้ว่าต้องเล่นเพลงวงนี้ แต่ช่วงแรกก็ไปขอเล่นซะมากกว่าเพราะยังไม่มีคนรู้จัก สมัยก่อนจะมีวงหลักอย่าง มักกะโรนี, Dezember กับ Heretic Angels เราก็ไปขอเล่นเป็นวงเปิด เล่นไม่ได้เงินนะ แต่ได้ข้าวกล่องมาทานแทน บางงานไปเล่นได้มาร้อยยี่สิบ แค่ค่ารถก็หมดแล้ว ด้วยความเป็นเด็กวัยรุ่นเราขอให้ได้เล่นก็พอแล้ว

จนอยู่ดี ๆ ก็เริ่มรู้สึกว่ามีคนติดตามวงมากขึ้น มันอาจจะมาจากการเล่นสดของเรา ทำให้ได้เล่นตามงานอันเดอร์กราวน์เกือบทุกเวที ไปเล่นต่างจังหวัดกับวงพล่าน เล่นบนถนนข้าวสาร เล่นงานปิดถนนสีลม เล่นที่ About Cafe งานแสดงศิลปะ สนุกมาก ๆ ช่วงนั้น”

“เราก็ได้เจออะไรที่ไม่คิดจะได้เจอ ได้ไปเล่นบนเวทีเดียวกับทีโบน ได้ไปเล่นงาน Otop กับวง Tazzmanian มีลุง ๆ ป้า ๆ มาเดินซื้อของกัน พอถึงเวลาโชว์ก็มีแต่ลุง ๆ ป้า ๆ มาดูกัน เขาก็ตกใจกันไป ฮ่า ๆๆๆ

แต่นี่มันก็คือชีวิตมันก็ต้องเริ่มต้นแบบนี้ มันจะทำให้เราแข็งแกร่ง ถ้าเราไม่มีตรงนี้พอเจอปัญหาเราก็ต้องยอมแพ้กับมันไป ผมเคยเจอวงดนตรีในยุคผมหลาย ๆ วงก็คงมีพื้นฐานที่ต่างกัน ผมเข้าใจนะเพราะสุดท้ายเขาก็เลิกรากันไป แต่เราต้องอยู่ให้ได้ เราต้องไปให้ได้ ต้องสู้ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม”


ฝึกร้องสำรอกตามคำแนะนำของโต SILLY FOOLS

“สมัยก่อนเราไม่มีครูสอนครับ เราแค่ฟังแล้วร้องตามในสิ่งที่เราชอบ สมัยก่อน Ebola เคยไปประกวดดนตรีเล่นเพลงหินเหล็กไฟกัน แต่ผมไม่ได้ร้องนะเพราะเสียงพี่โป่งสูงมาก ๆ ฮ่า ๆๆๆ

ช่วงนั้นเล่นคัฟเวอร์กันหลากหลายมากทั้ง Metallica, Skid Row, Oasis แม้กระทั่ง Manic Street Preachers ส่วน Ebola ตั้งขึ้นตอนเรียนเสาวภาเพราะเห็นรุ่นพี่เล่นดนตรีกัน เราก็รู้สึกว่าชอบ พี่ ๆ เขาเท่มาก ก็เลยตั้งวงกัน แต่ยังไม่ได้ยึดแนวอะไรจริงจังกัน”

“จนมีอยู่วันหนึ่งผมกับน้องชายไปร้านเทปที่คลองสานกัน ไปซื้อเทป Heretic Angels, ดอนผีบิน แล้วพี่ที่ร้านขายเทปเอาวง Sepultura อัลบั้ม Chaos A.D.ให้มาลองฟัง พอมาฟังแล้วแบบชอบเลย มันใช่เสียงในหัวเราเลย ก็เลยเอาไปให้เพื่อน ๆ ในวงฟัง สุดท้ายก็เลยเอามาแกะเล่นกัน แล้วเสียงร้องผมมันก็คล้ายกับ Max Cavalera นักร้องนำด้วย แล้วมาเจออัลบั้ม Roots อีก ยิ่งชอบเขาไปใหญ่ กลายเป็นว่า Ebola จะเล่นเพลงจากอัลบั้ม Roots เป็นหลักช่วงที่เล่นอันเดอร์กราวน์กัน แต่ช่วงแรกร้องแล้วเจ็บคอ ไม่รู้วิธีร้องที่ถูกต้อง”

“ช่วงนั้นมันตรงกับที่ผมชอบไปร้านเมทัลโซนกับร็อกผับ โชคดีที่ได้ดูวง Silly Fools (ตอนนั้นใช้ชื่อวงว่า Silly Foolish) สมัยเล่นเพลงหนัก ๆ อยู่ ก็ไปตามดูตลอด ผมก็มีโอกาสได้คุยกับพี่โตที่ยุคนั้นยังร้องสำรอกอยู่ ขอคำแนะนำวิธีร้องมา พี่โตก็สอนให้ผมปั้นน้ำลายในคอ เราก็เลยมาฝึกดูก็กลายเป็นว่าเราทำได้ ร้องไม่เจ็บคอ เสียงออกมาแบบเต็ม จนกลายมาเป็นคาแรคเตอร์การร้องของเรา”


GET OUT สู่ค่ายเพลง

“จุดเริ่มต้นคือพี่รัตน์ มือกลอง Silly Fools (อดีตมือกลอง Dezember) แกเป็นคนดูแลพวกเรามาตั้งแต่วันที่เราเริ่มเล่นดนตรี วันหนึ่งแกพา ‘พี่ภาส’ เจ้าของค่ายจุติภูติ มาดูพวกเราเล่น ทำให้ Ebola ได้มีโอกาสอัด EP. 97 ที่ห้องอัดของพี่ภาส ตอนนั้นทำออกมาร้อยม้วนขายที่งานเดโมนิก ปรากฎว่าขายหมดเลยภายในวันเดียว”

“หลังจากนั้นก็ต่อยอดมาทำอัลบั้ม In My Hate พี่รัตน์ก็มาแนะนำให้รู้จักกับพี่โจ้ เขาก็เป็นคงมาลงทุนทำอัลบั้มให้กับ Ebola จนได้มาเจอพี่เอฟวงพล่าน ได้แนะนำให้รู้จักกับค่าย Justice Music ได้ทำอัลบั้ม Satisfy พอวงเราเริ่มรู้จักมากขึ้น พี่ธเนศเจ้าของค่ายก็เอาศิลปินในค่ายที่มีทั้ง กล้วยไทย, Dezember, พล่าน, อะลาดิน ลองเอาวงไปเสนอกับทาง Warner Music ตอนนั้นคุณโจ ที่ปัจจุบันอยู่แอร์ เอเชีย เป็นผู้บริหารอยู่”

“ช่วงนั้นทาง Warner กำลังพยายามปั้นศิลปินไทยอยู่ ก็เลยกลายเป็นโปรเจกต์ขึ้นมา เป็นการรวบรวมศิลปินในค่าย Justice มาอยู่ในอัลบั้มเดียวกัน เขาก็จะมาดูว่าวงไหนกระแสดีก็จะได้ทำอัลบั้ม แล้ว Ebola ก็โชคดีที่ได้ทำอัลบั้มจนกลายเป็นอัลบั้ม Live ออกมา เป็นอัลบั้มที่รวมบันทึกการแสดงสดจากหลาย ๆ ที่ ทำให้คนได้รู้จักมากขึ้นไปอีก ได้พิสูจน์ให้ทางผู้บริหารเห็นว่าวงเราไปต่อได้”

“จนได้มาทำอัลบั้ม Pole การทำงานก็เติบโตขึ้น มีทีมงานมาช่วยดูแล มีโปรดิวซ์เซอร์ ทางค่ายก็อยากให้พวกเราโตขึ้น ผมก็ถูกส่งไปเรียนร้องเพลงกับพี่อิน บูโดกัน ตอนนั้นให้หัวคือกูจะไม่ร้องเพลงมีเมโลดี้เด็ดขาด ค่ายส่งไปเรียนสิบครั้งแต่ผมไปแค่ห้าครั้งเอง ฮ่า ๆๆๆ คือจริง ๆ แล้วบ้านผมไกลจากที่เรียนมาก ต้องนั่งรถเมล์ต่อเรือต่อรถเมล์อีกรอบหลายต่อมาก ฮ่า ๆๆๆ แต่ก็เป็นอัลบั้ม Pole นี่แหละที่ทำให้คนรู้จัก Ebola มากขึ้น เพลงก็ได้เปิดตามวิทยุมากขึ้น”

“จนมาอัลบั้มที่พีคที่สุดคือ Enlighten ผมก็โดนส่งไปเรียนร้องเพลงกับครูโรจน์อีก ซึ่งแกเก่งมาก เป็นคนสอนร้องเพลงให้พี่เบิร์ด พี่ป็อด สอนคนเก่ง ๆ เยอะมาก ผมชอบแกที่บอกว่าเราไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองหรอก แต่เอาความถนัดของเราเอาออกมาใช้ให้ได้มากที่สุด ผมก็เข้าใจวิธีการร้องมากยิ่งขึ้น”


แต่ดีกว่าต้องทรมาน กับสิ่งที่ฉันเป็น

“ตอนนั้นทางค่ายก็อยากให้ร้องเพลงช้าที่มีเมโลดี้ ก็ได้มาอัดเพลงสิ่งที่ฉันเป็น มันเป็นครั้งแรกที่ต้องอัดร้องเพลงกับเสียงกีตาร์โปร่ง ซึ่งมันยากมากสำหรับคนที่ร้องเพลงเมทัลที่ใช้เสียงสำรอกมาโดยตลอด คุมน้ำหนักการร้องยากมากจริง ๆ ต้องขอบคุณคุณจ๊อด เซเว่นดอกส์ ที่ช่วยขัดเกลาให้เพลงมันสมบูรณ์แบบ หลังจากนั้นผมได้เจอกับ ‘ต้า บาร์บี้’ (รูปประกอบด้านล่าง) ผมก็เลยได้ชวนเขามาเล่นเอมวีสิ่งที่ฉันเป็น ทางค่ายก็เลยไปดีลต่อให้มาร่วมงาน”

“ตอนแรกเพลงมันยังไม่ค่อยดัง จนภาพยนตร์ Me Myself เลือกเพลงนี้ไปใช้ อนันดาเป็นคนเล่น แถมเพลงยังลงถูกซีนอีก ทุกอย่างลงตัวมาก ทำให้เพลงดังไปทั่วประเทศ ทำให้วงได้ออกทัวร์ไปเล่นทุก ๆ ที่ ทุกเทศกาลดนตรีต้องมีชื่อวง Ebola หลังจากนั้นก็ทำอัลบั้มทำผลงานเพลงกันมาจนถึงทุกวันนี้”

“แต่ตอนเพลงดังใหม่ ๆ ช่วงแรกก็มีท้อเพราะ Ebola ถูกมองว่าเปลี่ยนแนว ถูกตราหน้าว่าขายวิญญาณ ไม่มีตัวตน กลืนน้ำลายตัวเอง ซึ่งเราไม่ได้มาโทษค่ายนะครับ เรารู้สึกว่าค่ายเขาก็หวังดี เพราะเขาก็ลงทุนมาแล้ว

ผมเคยได้ยินน้องคนหนึ่งพูดกับผมว่าถ้าเรามาอยู่ตรงนี้แล้วเราจะเล่นแบบเดิมไปทำไม มันทำให้ผมรู้สึกว่านี่มันคือเป็นการพัฒนาตัวเองมากกว่า มันเหมือนกับวง Metallica ตอนเปลี่ยนแนวแบบใน Black Album ทำให้มียอดขายถล่มทลาย” 

“ผมว่าเราทุกคนเคยมีช่วงเวลาที่เริ่มต้นดนตรีแล้วรู้สึกว่ามันคือชีวิต มันคือตัวตน มันคือตัวเรา แต่พอเราโตขึ้นเราก็ต้องเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนการฟังเพลง มันพัฒนาขึ้น แต่ดีเอนเอซาวด์ของ Ebola มันก็ยังอยู่ ผมก็ยังตะโกนเหมือนเดิม อาจจะแค่ลดระดับความหนักลง ส่วนตัวผมก็ไม่ได้ชอบ ณ เวลานั้น แต่ต้องทำเพราะผมต้องมองเพื่อน ๆ มองความเป็นจริงรอบ ๆ ตัวเรา ต้องแคร์คนรอบข้าง”

“อย่างเนื้อเพลงสิ่งที่ฉันเป็น มันเป็นสิ่งที่บอกชัดเจนที่สุด ผมเคยไปแคมปัสทัวร์ไปเจอวงบอดี้สแลม ลาบานูน ผมได้มีโอกาสเจอ ‘พี่อ๊อฟ Big Ass’ ด้วย ก็เลยได้ชวนมาร่วมทำงานเพลงกัน ซึ่งมี ‘พี่กบ Big Ass’ ด้วย และพี่กบก็เป็นคนเขียนเพลงนี้ขึ้นมาโดยถามพวกเราว่า

‘ถ้าวันหนึ่งพวกมึงเปลี่ยนไป แฟนเพลงจะรับกันได้หรือเปล่า?’

ตรงกับในท่อน ‘ขอบคุณที่ครั้งหนึ่งเคยผูกพันธ์ ได้ร่วมทางกันจนสุดหนทาง’

มันเป็นเพลงที่ทั้งทำให้ Ebola มีวันนี้ ทำให้คนเกลียด Ebola ด้วยเช่นกัน ซึ่งถ้าใครไม่เข้าใจก็ต้องปล่อยเขาไป แต่ใครที่รักเราก็จะเดินไปพร้อม ๆ กับเรา ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีแฟนเพลง Ebola จากยุคแรกที่ยังอยู่กับเรา ต้องขอบคุณมาก ๆ ดนตรีมันจะสกรีนคนที่เข้ามาหาเราเองครับ แต่เราก็เข้าใจกับคนที่ไม่เข้าใจ ไม่ได้ไปโกรธไปเกลียดอะไรเขาครับ”


ความเป็นไปในการรับมือกับชื่อเสียง

“ชื่อเสียงที่เข้ามา เอาตรง ๆ ก็มีบางช่วงที่เรารับมือกับมันไม่ได้ เรามาเป็นแบบนี้ได้ยังไงวะ มีอยู่ตอนหนึ่งช่วงที่ทำงาน Tower Records ก่อนจะมีเพลงสิ่งที่ฉันเป็น จำได้ว่ามีลูกค้ากับเด็ก ๆ อยากมาเจอเราทุกวัน ตอนนั้นเราเหลิงเลยคิดว่าเราดังแล้ว รู้สึกว่ามีสาวกเต็มเลย มีแฟนเพลงมาขอนั่งกินข้าวด้วย แต่สุดท้ายทุก ๆ อย่างก็สอนเราให้เติบโตมากขึ้น เข้าใจมากขึ้น”

“มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทัวร์คอนเสิร์ตหนัก ๆ ก็ใช้ชีวิตแบบร็อกสตาร์หลังจบโชว์กัน ปาร์ตี้กันเต็มที่ มันเป็นช่วงที่ไปไหนมาไหนมีแต่คนรู้จัก มาขอถ่ายรูป เคยเอาแต่ใจ อยากทำอะไรก็ไม่ฟังเพื่อน ๆ แต่ด้วยความเป็นเพื่อนที่เข้าใจ มองเรื่องงานเป็นหลัก ทำให้เราผ่านเวลาแบบนั้นมาได้ ต้องขอบคุณเพื่อน ๆ มาก ๆ ครับ นี่คือสิ่งที่ทำให้ Ebola ยืนมาได้จนทุกวันนี้ครับ”

“ก็อยากจะเตือนน้อง ๆ เราต้องเป็นพยายามเข้าใจวิถีของชื่อเสียงด้วยวว่ามันไม่ได้อยู่กับเราตลอด มันผ่านเข้ามาแล้วก็จะจากไป ต้องรับมือกับมันให้ได้ แล้วอย่าลืมหันมามองคนรอบข้างด้วยครับ”


SURVIVOR บทเพลงที่สร้างกำลังใจให้กับตัวเองและแฟนเพลง

“ผมชอบเพลง ‘Survivor’ ครับ เป็นเพลงที่ไม่ได้อยู่ในอัลบั้มไหนเลย (เป็นเพลงพิเศษในอัลบั้ม Enlighten แบบ Special Edition) พ่อผมเคยเล่าให้ฟังว่าไปเจอคนในต่างจังหวัดทำนาทำไร่ทำสวนกัน กำลังฟังเพลงนี้ผ่านทรานซิสเตอร์ ผมก็ตกใจมากที่มันไปถึงตรงนั้น แล้วผมจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้ร้องเพลงนี้ แฟนเพลงก็จะเฮตามที่ได้ฟังเพลงนี้ แล้วชีวิตผมมันก็เป็นแบบนี้จริง ๆ ต้องสู้ ต้องรอด มาโดยตลอด ถ้ากูไม่สู้ ก็คงไม่มีวันนี้ มันเป็นเพลงที่เติมพลัง เติมกำลังใจให้ผมตลอด

ยิ่งในช่วงโควิด เพลงนี้ทำให้ผมมันผ่านพ้นมาได้ มีแฟนเพลงหลาย ๆ คนที่บอกว่าเพลงนี้ได้ช่วยชีวิตของเขาไว้ด้วยเหมือนกัน มันยิ่งทำให้ยอมแพ้ไม่ได้เพราะผมเป็นคนที่ทำให้คนอื่น ๆ ไม่ยอมแพ้ครับ


โมเมนต์จดจำทำให้เกิดวง SWEET MULLET

“มันเกิดขึ้นเพราะว่าตอนที่ผมทำ Tower Records ผมอยากจะทำอะไรที่ไม่ใช่อีโบล่า อยากทำอะไรที่มันแตกต่าง ช่วงนั้นบ้าฟังสายอินดรัสเตียล เมทัล เช่น Marilyn Manson, Nine Inch Nails, KMFDM ช่วงนั้นมันเป็นช่วงของพวก The Prodigy กับ The Chemical Brothers ด้วย จนได้มาเจอกับ ‘น้องวีน’ มือกีตาร์คนแรกของ Sweet Mullet น้องก็เป็นลูกค้าประจำนี่แหละ นอกจากนั้นก็จะมีเด็ก ๆ เข้ามาบ่อย ๆ หนึ่งในนั้นคือ ‘เต๋า’ ที่ชอบมาฟังเพลง”

“ผมก็เลยได้ไอเดียรวมเด็ก ๆ พวกนี้มาทำวงเลยดีกว่า แต่ผมไม่เล่นนะ แค่ช่วยดูช่วยโปรดิวซ์ให้ แล้วแต่ละคนก็มีเพื่อน ๆ ดึง ๆ ตามกันมาเล่น รวมตัวกันไปซ้อม คอยเอาเพลงที่ทำมาให้ผมฟัง แต่ช่วงหลังผมก็ไม่ได้เข้าไปแตะเลยครับ ฮ่า ๆๆๆ ตอนแรกน้อง ๆ ก็ยังไม่ได้ใช้ชื่อวงแบบนี้นะ จนเวลาผ่านไป Sweet Mullet ได้ไปร่วมโปรเจกต์โชว์รูมกับทาง genie records เราก็ได้ฟังเพลง ‘ตอบ’ มันคืออีโมในยุคนั้น เราก็รู้สึกว่าพวกมึงเจ๋ง จนทุกวันนี้น้อง ๆ ก็ประสบความสำเร็จจนโด่งดังแซงผมไปแล้ว ฮ่า ๆๆๆ”


วินาทีประวัติศาสตร์กับวง LINKIN PARK
และ CHESTER BENNINGTON

“เราไม่คิดว่าจะได้ไป เพราะเรารู้สึกว่าเป็นวงที่มีชื่อเสียงน้อยสุดในวงเปิด ตอนนั้นก็จะมีวง Scrubb ไปเล่นด้วย แล้วเราเป็นวงสุดท้ายก่อน Linkin Park ขึ้นเล่น จำได้ตอนซาวด์เช็กโดนฝรั่งด่าด้วยโคตรฮา แบบ อะไรวะ ฟังไม่รู้เรื่อง เร่งเวลาเราเหลือเกิน ฮ่า ๆ แต่มันเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เราไม่คิดว่าจะได้เล่นคอนเสิร์ตใหญ่ระดับคนดู 35,000 คน ยังขนลุกมาจนทุกวันนี้ เราเคยเล่นแต่คนดูน้อย ๆ  ตอนนั้นก็พูดอะไรไม่ออก แต่พอดนตรีเริ่มรัน มันก็ไปตามฟีลลิ่ง ไปตามความรู้สึกของเรา”

“พอลงมาจากเวทีก็ดีใจฉลองกัน แล้วทีนี้ผู้จัดการก็เดินมาบอกว่าวง Linkin Park อยากเจอ ทางทีม Warner ก็เลยพาไป ก็เลยได้คุยกัน เราไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เจอสตาร์ระดับนั้น พวกเขาเป็นกันเองมาก เขาชื่นชมเพราะไม่คิดว่าที่ไทยจะมีวงแนวนี้ ถ้ามีโอกาสก็อยากเชิญไปเล่นวงเปิดอีก ไปทัวร์เอเชียด้วยกัน ตอนนั้นเรายังเด็กน้อยก็เลยไม่กล้าไปกัน” 

“แล้วจำได้ว่าด้วยความที่เราดูฟุตบอลมาก่อนก็เลยแลกเสื้อกับ Chester เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก ตอนนั้นมันตื่นเต้นมาก ๆ  ทุกวันนี้ผมเก็บเสื้อตัวนี้ได้เป็นอย่างดี ในวันที่ Chester เสียชีวิตผมรู้สึกเหมือนสูญเสียคนที่เรารักมากไปคนหนึ่ง เราเสียใจมาก น้ำตาไหลเลย ทุกครั้งที่ครบรอบวันเสียชีวิตของ Chester ก็จะหยิบเสื้อของเขามาดูเสมอครับ”


ความสำคัญของการค้นพบตัวตนในความเป็นคน

“มันสำคัญมากกับการทำวงดนตรี อย่างน้อยมันก็บอกกับคนฟังได้ว่านี่คือตัวตนของเรา นี่คือสิ่งที่เราเป็น ถ้าเราเล่นคัฟเวอร์ไปเรื่อย ๆ คุณก็จะไม่รู้ว่าตัวตนของคุณเป็นอย่างไร คุณจะตอบคำถามกับแฟนเพลงอย่างไร แม้กระทั่งการทำเพลงในยุคนี้ก็จะมีแบบเสียงร้องที่ออกมาเป็นแบบนี้ คอร์ดกีตาร์เป็นแบบนี้เพื่อให้แฟนเพลงจดจำคุณได้

เพราะฉะนั้นไม่ว่าการทำงานหรือการทำดนตรี ก็ต้องมีตัวตนที่ทำให้คนจำได้ อาจจะมีการปรับเปลี่ยนได้ แต่จะต้องมีแกนหลักที่ทำห้คุณจดจำได้เสมอด้วยครับ”


มุมมองต่อวงการเพลงร็อก

“กระแสดนตรีร็อกในอนาคตมันคาดเดาไม่ออกจริง ๆ นะครับ ตั้งแต่ที่ผมโตมา เพลงร็อกมันเปลี่ยนไปเยอะมาก ถ้าไล่จริง ๆ ก็ตั้งแต่ยุคเฮฟวี่ เมทัล ยุคแฮร์แบนด์ ยุคอัลเทอร์เนทีฟ มันเปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่ในอนาคตผมก็ยังหวังว่าอยากให้ดนตรีหนัก ๆ ได้กลับมา ผมเชื่อว่าจะต้องมีวงซักวงที่โดดเด่นขึ้นมา เหมือนอย่างตอนที่ Linkin Park ทำให้นูเมทัลดัง หรือ Retrospect ที่ทำให้ดนตรีแนวหนัก ๆ ดังใบบ้านเรา”


ฝากผลงาน

“สำหรับอีโบล่าปีหน้าน่าจะมีซิงเกิ้ลใหม่สองเพลง ตอนนี้กำลังเข้าห้องอัดกันอยู่ ถ้าเป็นไปได้น่าจะรวบรวมเพลงทำอีพีอัลบั้มกับทาง Me Records แล้วก็มีอัลบั้ม ‘Enlighten’ ที่รีมาสเตอร์ออกมาใหม่วางจำหน่ายแล้วด้วยครับ

ส่วนตัวผมก็จะมีแบรนด์ Speaker Warg เครื่องดื่มสปีคอัพ รวมถึงจะมีโปรเจกต์อื่น ๆ กับพี่น้องในวงการด้วยครับ ก็ฝากติดตามด้วยนะครับ”


ทาง UNLOCKMEN ต้องขอขอบคุณพี่เอ๋ ที่สละเวลามานั่งพูดคุยกับเราอย่างเป็นกันเอง ขอบพระคุณพี่หมี ผู้จัดการวง Ebola ที่ช่วยประสานงาน และขอบคุณร้าน Hai Hai สำหรับสถานที่ในการถ่ายทำด้วยครับ

JEDDY
WRITER: JEDDY
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line