Entertainment

ตำนาน The Texas Chainsaw Massacre จากเรื่องจริงของฆาตกรหนังมนุษย์ สู่ที่สุดของต้นขั้วหนังสิงหาสับ

By: Chaipohn February 20, 2022

ภาพความโหดเหี้ยมของฆาตกรที่ใส่หน้ากากที่ทำมาจากหนังมนุษย์ เผยความเหี้ยมโหดผ่านอาวุธอย่างเลื่อยไฟฟ้า และโลดแล่นไล่ฆ่าบนจอมาแล้วถึง 48 ปีในหนัง The Texas Chainsaw Massacre หรือในชื่อภาษาไทยว่า “สิงหาสับ” นั่นเอง

จากเวอร์ชั่นต้นฉบับในปี 1974 จนถึงเวอร์ชั่นล่าสุดปี 2022 ที่แม้จะย้ายความสยองจากจอใหญ่ลงมาสู่สตรีมมิ่งอย่าง Netflix แต่ดีกรีความสยองยังคงไม่ลดราวาศอกเช่นเดิม

แต่ใครจะรู้ว่า ภายใต้หน้ากากอัปลักษณ์ที่เต็มไปด้วยความวิปริตนี้ กลับสร้างขึ้นจากเรื่องจริงสุดสยอง ของฆาตกรต่อเนื่องที่ลือลั่นและสร้างความหวาดผวา เรามาทำความรู้จักตำนานที่แท้จริงของฆาตกรผู้เป็นต้นแบบของหนังสิงหาสับด้วยกัน


ย้อนกลับไปในยุค 1950s โลกเพิ่งฟื้นคืนความสงบสุขจากสภาวะสงครามโลกที่ยืดเยื้อและยาวนาน อเมริกายังยังอยู่ในช่วงฟื้นฟูจิตใจ โลกของอเมริกันดรีมยังเต็มไปด้วยความสวยงามและความหวัง แต่ใครจะรู้ว่า ภายใต้ความสวยงามนั้น มีคดีสะเทือนขวัญที่กลายเป็นฝันร้ายต่อเหยื่อผู้ตาย แม้กระทั่งวันนี้ คดีนี้ยังเป็นคดีที่โหดเหี้ยมทารุณที่สุดในประวัติศาสตร์อาชญากรรมจวบจนปัจจุบัน

Edward Theodore Gein เกิดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 1906 ในเมืองลาครอส รัฐวิสคอนซิน เขาเกิดในครอบครัวที่เคร่งศาสนาที่พ่อแม่แยกทางกัน โดยมีแม่บงการชีวิตเขามาตั้งแต่เยาว์วัย Edward จึงเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยวและเค้วงคว้าง จากความผิดเพียงเล็กน้อยก็ถูกลงโทษราวกับเขาไปฆ่าใคร ทำให้วัยเด็กของ Edward มักจะใช้ชีวิตด้วยการถูกขังอยู่ในโรงนาเน่าๆกับพี่ชาย และกลายเป็นคนที่ไม่สังคมกับใครเนื่องจากแม่ของเขามักจะหยิบพระคัมภีร์มาอ่านให้เขาฟัง และกรอกหูเขาโดยตลอดว่า “โลกใบนี้มีแต่คนชั่วช้า หญิงสาวส่วนใหญ่คืออีตัว และเหล้าสุราคือเครื่องมือของเหล่ามารที่จะชักจูงให้ผู้คนเสื่อมศีลธรรม”

เมื่อ Ed เข้าสู่วัยศึกษา เขาก็กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมในห้องเรียน ความประหลาดเกิดขึ้นกับตัว Ed เสมอ ในห้องเขาเป็นคนขี้อายทำตัวเงียบๆ แต่จู่ๆ เขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นห้องออกมาแบบไม่มีปีมีขลุ่ย พฤติกรรมแปลกๆของเขา ยิ่งผลักดันให้เขาตีตัวออกห่างจากเพื่อนฝูงไปโดยอัตโนมัติ แต่ Ed ก็อยากมีเพื่อนเหมือนเด็กๆทั่วไป แม่ของเขาต่างหากที่กีดกันไม่ให้เขายุ่งเกี่ยวกับใคร ทำให้ความสามารถในการอ่านเขียนของเขาถูกปิดกั้นลง เมื่อในที่สุด แม่ของ Ed ตัดสินใจให้เขาทำงานที่ฟาร์มหลังจากนั้น Ed ก็ไม่ได้เจอเพื่อนฝูงอีกเลย

Ed มีเพียง Harry พี่ชายของเขาเป็นเพื่อนที่พอจะระบายสารทุกข์สุกดิบร่วมกันได้ เขาและพี่ชายไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด กระทั่งทำงานในฟาร์มของพวกเขาก็ยังไปทำงานด้วยกัน แม้ในระยะหลังๆ พี่ชายของเขากำลังมีความรักกับม่ายสาว ทำให้ Ed รู้สึกว่าเขาเป็นส่วนเกินจากความสัมพันธ์ของเขากับพี่ชาย

กระทั่งในปี 1944 ระหว่างที่ Ed และพี่ชายของเขา กำลังเผาวัชพืชในฟาร์มตามปกติ แต่วันนั้นไฟไหม้ลุกลามหนักเกินกว่าที่ Ed จะต้านไหว เขาโทรเรียกพนักงานดับเพลิงเพื่อมาดับไฟที่ลุกลามใหญ่โต จนเมื่อไฟสงบ เขาพบร่างของพี่ชายนอนแน่นิ่งคว่ำหน้าที่หนองน้ำใกล้ๆ แม้เจ้าหน้าที่จะเคลือบแคลงการตายเนื่องจากพบรอยฟกช้ำตรงศรีษะอยู่หลายจุด แต่ก็ไม่กล้าคาดเดาว่า Ed เป็นคนลงมือฆ่า เนื่องจาก Ed รักพี่ชายคนนี้มาก และไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าเขาคือฆาตกร อย่างไรก็ดี ศพพี่ชายของเขาคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Ed ที่เปลี่ยนแปลงตัวเขาไปตลอดกาล

จากไปของพี่ชาย ทำให้ Ed กลับมาใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอีกครั้ง ไม่นานนักแม่เขาก็จากไปอีกคน ทำให้ Ed อยู่อย่างโดดเดี่ยวในไร่ที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา บ้านหลังใหญ่ค่อยๆทรุดโทรมลง เพราะ Ed เลือกนอนขดในห้องครัวอย่างเดียวดาย ในขณะห้องอื่นๆถูกปล่อยอย่างรกร้าง จะมีอีกห้องที่ Ed ชอบไปใช้ชีวิตในนั้นเสมอ นั่นก็คือห้องแม่ของเขานั่นเอง

วันๆของ Ed จมปรักอยู่กับการนั่งอ่านนิตยสารอาชญากรรม รวมไปถึงเรื่องราวสยองขวัญ และลัทธิความตาย อย่างโดดเดี่ยว ดูเหมือนเขาเตรียมการจะทำอะไรบางอย่างในอนาคต

จนกระทั่งปี 1957 พบการหายตัวไปอย่างเป็นปริศนาของเจ้าของร้านอุปกรณ์การช่าง พบเครื่องเก็บเงินที่เปิดอยู่และคราบเลือดตรงแคชเชียร์ โดยมีพยานรู้เห็นว่าคนสุดท้ายในร้านคือ Ed นั่นเอง โดย Ed เข้าร้านไปเพื่อซื่อสารป้องกันการแข็งตัว หรือ Antifreeze นั่นเอง

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรุดไปยังบ้านของ Ed แล้วพวกเขาก็ต้องตะลึง เมื่อพบว่า ในบ้านของเขาคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่า และเมื่อเข้าไปในห้องครัวก็ต้องช็อคสุดชีวิต เมื่อพบโครงกระดูกทั้งแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทั้งกระโหลกที่เสียบอยู่บนหัวเตียง ทั้งอุปกรณ์เครื่องครัวที่ทำมาจากกระโหลกและหนังของมนุษย์ และเมื่อค้นทั่วบ้านก็พบว่า ชิ้นส่วนของมนุษย์ถูกนำไปทำทั้งเฟอร์นิเจอร์ ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ที่หุ้มด้วยผิวหนัง / ถังขยะที่ทำมาจากผิวหนัง หรือเครื่องประดับ ทั้งกางเกงเลกกิ้งที่ถลกหนังของหญิงสาวมาทำ / เข็มขัดที่เย็บจากจากหน้าอกหญิงสาว ริมฝีปาก ไปจนถึงอวัยวะเพศ หากมันยังช็อคไม่พอ เจ้าหน้าที่พบร่างไร้วิญญาณของหญิงสาว 2 ศพ นั่นคือ Bernice Worden ในสภาพหัวขาด โดยถูกชำแหละไว้หัวไปทาง หัวใจไปทาง ส่วนร่างกายถูกพันธนาการประดุจสัตว์ที่ถูกล่าและถูกนำมาสตาฟฟ์ไว้ ส่วนหญิงผู้โชคร้ายอีกคน Mary Hogan ก็ถูกหั่นชิ้นส่วน

เจ้าหน้าที่จัดการจับกุม Ed ทันที แต่เมื่อสืบสวนสอบสวน Ed กลับสารภาพว่าฆ่าเพียง 2 ศพ ส่วนชิ้นส่วนต่างๆที่เห็นในบ้านนั้น ล้วนแล้วแต่มาจากการเดินทางไปขุดตามสุสานถึง 40 แห่ง แต่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากมีการรับแจ้งผุ้สูญหายไปถึง 9 ราย จึงคาดเดาว่า Ed ไม่ได้จัดการเหยื่อเพียงแค่ 2 ศพ อย่างแน่นอน

แม้จะให้การปฏิเสธในจำนวนศพยังคงคลุมเครือ แต่เหตุจูงใจสำคัญที่ทำให้ Ed ลงมือฆ่า รวมไปถึงเอาชิ้นส่วนมนุษย์มาทำสิ่งต่างๆนั้น แรงจูงใจสำคัญของเขานั้นมาจาก “แม่” นั่นเอง

หลังจากที่แม่ของเขาได้จากไป เขาพยายามหาหญิงสาวเพื่อที่จะสร้างตัวตนของแม่ผ่านอวัยวะของศพมากมาย แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอชิ้นส่วนที่เขาต้องการ เขาจึงลงมือฆ่าสดๆ เพื่อหวังว่าอวัยวะชิ้นนั้นจะประกอบเป็นแม่ของเขาได้ โดย Ed หวังจะนำผิวหนังของหญิงสาวเคราะร้ายตัดเย็บเพื่อที่เขาจะสวมใส่ “ชุดคุณแม่” เพื่อเป็นการระลึกถึง และสวมทับบทบาทของผู้เป็นแม่นั่นเอง

สุดท้ายความป่วยทางจิตก็ทำให้เข้าพ้นโทษประหารชีวิต และความวิกลจริตก็ทำให้เขาไม่ถูกจองจำอยู่ในคุก แต่เขารับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลที่เซ็นทรัลสเตจจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

นักอาชญาวิทยาต่างใช้กรณีศึกษาของ Ed Gein ในการศึกษาถึงแรงจูงใจในการก่ออาชญากรรม ไปจนถึงมูลเหตุที่มาจากตัวครอบครัว ความกดดันที่แม่มีต่อเขาก่อตัวจากเด็กน้อยที่มีแววในการศึกษาปิดกั้นเขาจนกลายเป็นฆาตกรโรคจิตสุดวิปริต และเป็นตำนานของต้นขั้วแห่งหนังแนว Slasher ในกาลต่อมา


และความวิปริตสุดขีดคลั่งของ Ed Gein ก็กลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีของนักทำหนังตั้งแต่ทศวรรษที่ 60s เมื่อราชาแห่งหนังกระตุกขวัญ Alfred Hitchcock หยิบปมของแม่ที่หลอกหลอนชีวิตจนเปลี่ยนชายหนุ่มสุดแสนซื่อให้กลายเป็นฆาตกรในหนัง Thriller สุดคลาสสิค Psycho ซึ่งถือเป็นความบังเอิญอย่างมากที่ตัวตนของ Norman Bates นั้น มีความคล้ายคลึงกับตัวตนของ Ed Gein ราวกับเขียนขึ้นมาจากชีวิตของเขา เพราะ Robert Bloch เจ้าของนิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นมาในปี 1959 ซึ่งเรื่องราวปมแม่ของ Ed นั้นถูกเปิดเผยขึ้นมาในตอนหลังนั่นเอง

แต่ที่เห็นภาพชัดเจนว่าเป็นแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้านั่นคือหนังเรื่อง The Texas Chainsaw Massacre โดย Toby Hooper ซึ่งในขณะนั้น ยังทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับและมีแนวคิดต่อสังคมบ้านเมืองที่แปรผันอย่างสุดโต่ง ความรุนแรงที่ค่อยๆคืบคลานเข้ามาสู่สังคม ความขัดแย้งที่ทวีความเดือดดาล ทั้งด้านการบริหารบ้านเมืองสุดห่วยแตกของรัฐบาลยุคนั้น ทั้งการส่งคนไปตายในสมรภูมิเวียดนาม ทั้งคดีวอเตอร์เกตสุดอื้อฉาว ทำให้เขาเขียนเรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องที่ไล่ล่าฆ่าคนในเมืองเท็กซัสเอาไว้ จนได้อ่านข่าวของฆาตกร Ed Gein เขาจึงดัดแปลงตัวฆาตกรให้ใส่หน้ากากหนังมนุษย์เพื่ออำพรางความโหดร้ายเอาไว้ ส่วนเลื่อยไฟฟ้านั้นเกิดขึ้นจากจินตนาการของเขาในวันหนึ่งที่เขาอยู่ในแผนกเครื่องมือช่างในห้างสรรพสินค้าที่เต็มไปด้วยผู้คนวุ่นวายพลุกพล่าน จนเขาเผลอคิดว่าถ้ามีคนคลั่งหยิบเลื่อยไฟฟ้ามาไล่ฆ่าคนจะเกิดอะไรขึ้น

และด้วยความที่หนังทุนแสนต่ำ งบประมาณ 80,000 – 140,000 เหรียญ ทำให้หนังเรื่องนี้เสนอภาพความโหดดิบได้อย่างถึงเลือดถึงเนื้อ จนทำให้ The Texas Chainsaw Massacre เปิดศักราชความโหดบนจอหนังที่เปรอะไปด้วยเลือด เดือดไปด้วยความรุนแรง จนกลายเป็นต้นธารแห่งหนังฆาตกรโรคจิต และทำให้ภาพความรุนแรงบนจอกลายเป็นความน่าพิศมัยของนักดูหนังระดับฮาร์ดคอร์ในที่สุด

และเรื่องราวของไอ้หน้ากากหนังมนุษย์ก็ถูกนำมาเล่าต่ออีกหลายภาค จนล่าสุดได้มาฉายให้ชมทาง Netflix ซึ่งแน่นอนยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศสุดหลอน และการฆ่าอย่างถึงเลือดถึงเนื้อเช่นเดิม

และนี่คือเรื่องราวของนักฆ่าสุดหลอนจากเรื่องจริงสู่จอหนัง ที่นำมาสู่ตำนานสุดโหดบนจอภาพยนตร์ในเวลาต่อมา

Chaipohn
WRITER: Chaipohn
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line