Advertisement
Life

“ถึงร้ายก็รัก” รู้จัก Trauma Bonding เมื่อเราคลั่งรักคนที่ทำร้ายเราซ้ำไปซ้ำมา

By: BAO November 23, 2021

หลายคนรู้สึกผูกพันกับคนที่อยู่ด้วยกันมานานและทำอะไรหลายอย่างร่วมกันมามากมาย โดยไม่ได้เผื่อใจว่าสักวันหนึ่งเขาอาจเปลี่ยนไปจากคนดีกลายเป็นคนที่ทำร้ายเราตลอดเวลา และในเวลานั้น การเดินออกจากความสัมพันธ์จะกลายเป็นเรื่องยาก เพราะอีกฝ่ายอยู่ในชีวิตของเรามานานเกินไปแล้ว

เพราะเวลาทำให้ความสัมพันธ์มันแข็งแรง ต่อให้เราโดนทำร้ายมากแค่ไหนก็ตาม เราก็ยังรู้สึกสงสารหรือความหลงใหลแบบหน้ามืดตามัว จนยอมอดทนให้เขาทำร้าย และไม่เดินออกจากความสัมพันธ์เสียที หรือ พอตัดสินใจว่าจะเลิกกับเขาแล้ว พอได้ยินว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ (ซึ่งอีกฝ่ายมักพูดไม่จริง) เราก็เกิดอาการใจอ่อน และไม่มูฟออนอยู่เหมือนเดิม

เราเรียกความสัมพันธ์แบบนี้ว่าเป็น Trauma Bonding ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อใจของเราเลย เพราะมันทำให้เกิดความเครียด และความทรมานทางจิตขั้นสูง ถ้าเป็นไปได้ เราควรหันหลังให้ความสัมพันธ์แบบนี้ และเดินออกมาให้เร็วที่สุด

 

Trauma Bonding เกิดขึ้นอย่างไร

ความสัมพันธ์ประเภทนี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ มันอาจเกิดขึ้นเพราะเราเข้าใจเหตุผลของผู้ทำร้ายและเกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมา หรือ เรากลัวการถูกทำร้ายอีกในอนาคต และรู้สึกว่าการหนีออกมาไม่ใช่วิธีที่ปลอดภัย จึงเลือกที่จะทำให้สิ่งที่จะหนีจากสิ่งที่ตัวเองเผชิญหน้าอยู่ โดยการมองหาข้ออ้างให้การกระทำของพวกเขาถูกต้อง และทำให้การอยู่ในความสัมพันธ์เป็นเรื่องสมเหตุสมผลมากขึ้น

นอกจากนเรื่องของจิตใจแล้ว ฮอร์โมนบางตัวก็ทำให้เราเสพติดการอยู่กับคนที่ทำร้ายเราได้เหมือนกัน เช่น ‘โดปามีน’ ที่มักหลั่งออกมาหลังจากที่เราคืนดีกันแล้ว หรือ ‘ออกซิโทซิน’ ที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสคนที่ทำร้ายเรา ฮอร์โมนเหล่านี้อาจทำให้เราเสพติดการอยู่อีกฝ่าย จนไม่ยอมถอยออกมาจากความสัมพันธ์สักที

 

สัญญาณว่าเรากำลังอยู่ใน Trauma Bonding

คนที่กำลังอยู่ใน Trauma Bonding มักจะรู้สึกผูกพันหรือรักอีกฝ่ายมาก จนเชื่อว่าพฤติกรรมรุนแรงของอีกฝ่ายเป็นเรื่องที่มีเหตุผล และบางทีก็ถึงขั้นพยายามปกป้องคนที่ทำร้ายตัวเอง เช่น ปิดบังพฤติกรรมอันรุนแรงของอีกฝ่าย บางคนอาจเชื่อแบบไม่ลืมหูลืมตาว่า อีกฝ่ายจะเปลี่ยนแปลงตัวเองในสักวัน แต่จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ใครก็ดูออกว่า ไม่มีทางเลยที่เขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง หากเรามีอาการแบบนี้อาจกำลังอยู่ใน Trauma Bonding ก็เป็นได้

 

เราจะออกจาก Trauma Bonding ได้อย่างไรบ้าง

เมื่อความสัมพันธ์ทำให้เราต้องทนกับการถูกทำร้ายซ้ำ ๆ จนเสื่อมเสียทั้งสุขภาพกายและใจ เราเลยอยากมาแนะนำวิธีการรับมือกับ Trauma Bonding เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น มาดูกันว่ามีวิธีไหนที่เหมาะกับเรากันบ้าง

  • อย่ายึดติดกับอดีตหรือความหวังที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง – อย่าไปสนใจช่วงเวลาดี ๆ ที่เรามีร่วมกับคนที่ทำร้ายเรา หรือ คิดไปเองว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะมันจะทำให้เรามองไม่เห็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ลองพิจารณาดูว่าเขามีท่าทีที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือ ต้องการหยุดการทำร้ายหรือไม่ แล้วค่อยตัดสินใจ
  • ดูแลตัวเอง – หนึ่งในวิธีลดความเครียดจากความสัมพันธ์แย่ ๆ คือ การหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น และเลิกกลับไปหาคนที่ทำร้ายเราเพื่อความสบายใจ ลองหันมาทำในสิ่งที่จะทำให้ตัวเองสบายใจบ้าง เช่น ออกกำลังกาย ทำงานอดิเรก
  • เรียนรู้ว่าความสัมพันธ์ที่ดีเป็นอย่างไร – หากเราเข้าใจว่าความสัมพันธ์แบบไหนเป็นพิษ และเรียนรู้ว่าความสัมพันธ์ที่ดีเป็นอย่างไร เราจะมองเห็นข้อดีข้อเสียของความสัมพันธ์มากขึ้น และมีกำลังใจในการตามหาความสัมพันธ์ที่ดีมากขึ้น
  • เลิกด่าตัวเอง – ถ้าเราคิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของการถูกทำร้าย มันจะทำให้เราควบคุมสถานการณ์ได้ยากขึ้น เพราะจะโทษตัวเองและคิดว่าเราสมควรถูกทำร้ายตลอดเวลา ดังนั้น เราไม่ควรคิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุ แต่คิดว่าทุกคนสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่าความรุนแรง
  • พูดคุยกับคนที่คุณรัก – ลองปรึกษาปัญหากับคนที่คุณรัก พวกเขาอาจให้คำแนะนำที่ดี และช่วยให้กำลังใจเราได้ในหลาย ๆ เรื่อง
  • ตัดความสัมพันธ์ – หากเราตัดสินใจที่จะออกมาแล้ว เราควรตัดความสัมพันธ์ให้ขาด เพื่อลดโอกาสเราจะกลับไปหาความสัมพันธ์แบนั้นอีกครั้ง เช่น บล็อคไลน์ หรือ เบอร์โทรของอีกฝ่าย และ ย้ายไปอยู่ที่อื่น
  • พบนักบำบัด – ถ้ารู้สึกว่าการออกจากความสัมพันธ์เป็นเรื่องยาก ลองใช้บริการผู้เชี่ยวชาญ มันก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้เราก้าวข้ามปัญหาไปได้อย่างรวดเร็วเหมือนกัน

การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ มักต้องใช้ระยะเวลาและความตั้งใจ เพราะมันมีเรื่องของความผูกพันอันแน่นแฟ้นเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงยากที่เราจะตัดใจจากใครในเวลาอันสั้น แต่ถ้าต้องการที่จะตัดจริง ความพยายามและกำลังใจจากคนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถตัดใจจากใครสักคนได้ง่ายขึ้น


Appendix: 1 / 2

BAO
WRITER: BAO
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line