Life
UNLOCKER CLUB ‘TIME WELL SPENT’ EP.2 l ‘แก๊ป-Karmart’ ชีวิต Work Life (ไม่) Balance ที่มีความสุข
By: GEESUCH October 3, 2022 235788
UNLOCKER CLUB ‘TIME WELL SPENT’ ตอนที่ 3 ชื่อของ ‘แก๊ป-Karmart’ (พงศ์วิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล) หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Karmart แบรนด์ Beauty Item เบอร์ต้นของประเทศไทย ที่สาว ๆ มีติดทุกบ้าน อาจจะไม่คุ้นกับชาว UNLOCKER นัก แต่ชีวิตของแก๊ปน่าสนใจมากจนเราต้องเชิญมาคุยกันสักครั้ง ไม่ว่าจะการใช้เวลา Work ไร้ Balance แต่โคตรมีความสุข / การซื้อซีรีส์ Daytona ด้วยการเลือกตัวท็อปสุดของ Rolex และ Patek Philippe Calatrava 5119r ตัวแทนของครอบครัว / และความไม่อยากเกีษยณเพราะมีความสุขที่ได้ทำงานทุกวัน
การ Spend Time ในครั้งนี้ เราพาย้อนกลับไปอดีต วันที่ Karmart ยังเป็นเพียง Micro Brand ที่ขายด้วยตัวเองด้วยการใช้รถที่ล้นจากธุรกิจที่ไม่ Sucess ของที่บ้าน ตัดภาพมาที่ปัจจุบันที่ยังคง Work Hard เพราะว่าวางแผนการใช้เวลามาอย่างดี และการมองอนาคตหลังจาก 15 ปีของ Karmart ไม่ว่าจะต้องผ่านไปอีกกี่ปี ก็อยากเห็น T Beauty เครื่องสำอางไทยอยู่ในระดับโลก เล่าผ่านนาฬิกา 4 เรือนที่เป็นมากกว่าเครื่องประดับ แต่คือเครื่องแทนความทรงจำในช่วงเวลาของชีวิต

Tui : แขกรับเชิญในรายการ Time Well Spent ครั้งนี้ พอพูดชื่อของ ‘แก๊ป-Karmart (พงษ์วิวัฒน์ ธิคะคีรีกุล)’ หนึ่งในผู้ให้กำเนิดแบรนด์ที่สาว ๆ คุ้นชื่อกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะจะจาก Cathy Doll, Baby Bright, Brow It แต่ผู้ชาย UNLOCKER อาจจะไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไหร่ แต่ต้องบอกว่าเป็นบุคคลที่อยู่ในวงการสื่อวงการแฟชั่น เคยออกนิตยสารระดับประเทศไปจนถึงสื่อระดับโลก ทั้ง Forbes, Hello คุณแก๊ปเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ในตระกูล Karmart ใช่มั้ย ?
Gab : ถ้าจาก Karmart ถือว่าเป็นเจเนอเรชั่นแรกเลยฮะ ก่อนหน้านั้นเป็นธุรกิจของที่บ้านเครื่องใช้ไฟฟ้า Distar
Tui : สำหรับคนเล่นหุ้นทุกคนเนี่ย เคยพูดกันว่าหุ้น Karmart คือหุ้นที่เป็นตำนานพลิกคืนชีพจากแบรนด์ Distar อยากรู้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าสู่ยุคขาลงจนเกิดเป็น Karmart ในภายหลังตอนไหน
Gab : ประมาณช่วงต้มยำกุ้งหลัง พ.ศ. 2540 ฮะ
Tui : ผมได้ยินว่าตอนนั้นพี่น้อง 3 คน (ก็อป-วงศ์วิวัฒน์), (เก๋-ชลธิดา) ได้รับหน้าที่ให้สร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมา
Gab : หลังจากยุคเศรษฐกิจไม่ค่อยดีแล้ว มันเริ่มเป็นยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน จากมือถือธรรมดาเป็นสมาร์ทโฟน ตอนนั้นเครื่องใช้ไฟฟ้าลดภาษีนำเข้าด้วย สมัยก่อนเรา OEM จากเกาหลีมาขาย แล้วหลังจากนั้นเราก็มาทำโรงงานเอง แต่ว่าโรงงานเรายังพึ่งเทคโนโลยีจากเกาหลีอยู่ เพราะฉะนั้นพอลดภาษีกำแพงนำเข้าปุ๊บ แบรนด์เข้ามาเองเขาก็ไม่ได้มีเรื่อง R&D ให้เรา ก็เลยมีปัญหาในเรื่องของยอดขาย เป็นช่วงที่เรียนจบพอดี อายุประมาณ 21-22 จบจากสถาปัตย์จุฬา เป็นตอนที่ Distar ผลัดยุคยังเป็นช่วงสุญญากาศยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร คุณพ่อเขาจะให้โจทย์มาว่า “ทำอะไรก็ได้” ลองไปทำกันดูซิ
จริง ๆ เราอะจบปุ๊บอยากเรียนต่อต่างประเทศ เพราะมีแพชชั่นชอบเรื่องการออกแบบอยากเป็นสถาปนิก แต่พอเรียนจบปริญาตรีปุ๊บก็ไม่มีโอกาสได้ไปเลย พี่เก๋กับพี่กอล์ฟทำงานกับคุณพ่ออยู่แล้ว-ตอนนั้นพี่กอล์ฟเปลี่ยนจากโรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้าไปทำเป็นโรงงานประกอบรถแล้วก็ถังแก๊ส NGV เป็นช่วงที่รัฐบาลสนับสนุนขยายสถานที่เติมแก๊ส NGV
Gab : พี่เก๋ยุคแรกขายโทรศัพท์มือถือ ส่วนผมจบมายังไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน เราก็แยกออกไปเป็นส่วนตัว ได้ก็เริ่มทำทุกอย่างฮะ สินค้าที่เป็นปัจจัย 4 ของกิน เสื้อผ้า ทำไปถึงพวก Consumer Product ด้วย น้ำยาล้าง, ผงซักฟอก, กระดาษทิชชู เคยทำหลายอย่างมากภายในระยะเวลา 2-3 ปี

Tui : อะไรคือตัวจุดประกายให้ทำ ‘Karmart’ แบรนด์นำเข้าเครื่องสำอาง
Gap : หลังจากยุคที่พี่กอล์ฟทำรถแล้วเป็นช่วงที่ไปได้ไม่ดี เราก็เลยเอารถที่เหลืออยู่นั้นมาต่อยอดธุรกิจอื่น พี่เก๋ก็เอารถไปทำรถเมล์ต่อ ส่วนผม พอตัวเองไม่มีต้นทุนในการเช่าที่ขายของ ก็เอารถนี่แหละตะลอนไปขายตามที่ต่าง ๆ
Tui : ตอนนั้นพี่อายุเท่าไหร่ครับ
Gab : ตอนนั้นก็อายุประมาณ 24 อยู่ในช่วงหลังเรียนจบมาประมาณ 2-3 ปี คนเดียวทำทุกอย่างเลย เริ่มต้น Process ตั้งแต่เป็น Buyer บินไปเอาของที่ต่างประเทศ พอ Merchandise มาถึงประเทศไทย ก็เอาของมาจัด Display บนรถ แล้วก็ขึ้นรถไปเป็นคนขายเอง ออกไปตามแบบที่ต่าง ๆ หน้าโรงงาน ท่าน้ำสถานีรถไฟฟ้า
ต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นคนชอบขาย เพราะฉะนั้นเวลาขายอะไรมันขายได้หมดทุกอย่าง เราจะมีวิธีการพรีเซนต์ แต่ว่าในการสเกลอัพธุรกิจอะฮะ เราก็ต้องนึกนึกถึงเรื่องของการขยายมันติดเรื่องอะไรบ้าง เช่น เรื่องคน, เรื่องของโรงงาน เรื่องของอะไรหลายหลายอย่างที่ใช้ทุนเยอะ การที่ทำมาหลายอย่างมาก ๆ เราก็จะรู้ว่า “เอ๊ะ ! ธุรกิจอาหารถ้าเราจะสเกลอัพปุ๊บเราต้องมีครัวกลางนะ” เราก็จะรู้อุปสรรค หรือถ้าเราคำนวนสต็อกผิดปุ๊บมันก็จะเป็นของที่เน่าเสีย
อย่างเสื้อผ้าสินค้าแฟชั่นมัน Fast Move ใช่ไหมฮะ เหมือนกับว่าสมัยก่อนตอนที่เราทำแฟชั่นเราไม่รู้ว่าโลกของแฟชั่นหมุนไปไวมาก แค่ 1 วันมันก็มีแบบใหม่เข้ามาตลอดเวลา พอเราตามเขาไม่ทัน ก็เลยเปลี่ยนมาทำ Consumer Product เพราะเราคิดว่าของพวกนี้คงไม่ได้อิงกับแฟชั่น แต่ผลปรากฏว่าเจอ Pain Point มันมีเจ้าตลาดอยู่แล้ว การที่เราจะได้ต้นทุนที่ดีเราต้องมีโรงงานของตัวเอง ก็ยากเหมือนกัน เราทำทั้งน้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก กระดาษทิชชู ทำอะไรที่เป็น Household หนัก ๆ เลย
Tui : ครั้งแรกที่ผมจำได้ Karmart พรีเซ็นเตอร์คนแรกคือ ‘บอย-ปกรณ์’ ใช่มั้ย
Gab : ไม่ใช่ฮะ พรีเซ็นเตอร์คนแรกไม่มีงบจ้าง ก็เลยสร้างตัวคาแรคเตอร์ขึ้นมาแล้วตั้งชื่อว่า Cathy Doll ซึ่งกลายเป็นแบรนด์แรกของเราด้วย
Tui : แสดงว่า Karmart มาพร้อมกับ Cathy Doll หลังจากนั้นต่อกันเลย
Gab : ใช่ครับ ในตอนทำธุรกิจกับที่บ้านเราก็ตามหาว่าตัวเองชอบอะไรมาเรื่อย ๆ จนเข้าปีที่ 3 หาได้แล้วว่าอยากทำเครื่องสำอาง แล้วก็เริ่มสร้างยอดขายจากเครื่องสำอางได้ แต่เราก็ประสบปัญหาในสิ่งที่เรียกว่า Parallel Import มันคือการที่เราเอาแบรนด์จากประเทศนั้น ๆ มาขายปุ๊บ ก็มีคนเอาเข้ามาแข่งกับเรา เลยเกิดเป็นไอเดียที่ว่าเรามีแบรนด์ของตัวเองดีกว่า
Tui : ชื่อ Cathy Doll มาจากอะไรครับ
Gab : ‘Cathy’ เป็นชื่อภาษาอังกฤษของพี่เก๋ เหมือนกับว่า Cathy Doll จะเป็นผู้หญิงที่มีบุคลิกเฉพาะตัว ใช้แล้วสินค้าเป็นยังไง เราก็จะ Illustration ภาพแทนการถ่ายจริง สมมุติสินค้าที่เป็นเรื่องใช้แล้วจากผิวที่ดูหมองคล้ำกลายเป็นกระจ่างใส ก็ใช้ตัวน้องเอามาเป็นตัวพรีเซ็นเตอร์ไปเลย

Tui : ผลิตภัณฑ์แรกของ Cathy Doll คืออะไร
Gab : ผลิตภัณฑ์แรกจะเป็น ‘ครีมพอกผิวขาว’ เป็น ‘บีบีครีมพอกตัว’ หรือเรียกว่า ‘ครีมกลูต้าในตำนาน’ ฮะ สมัยก่อนก็จะเรียกครีมพริตตี้บ้าง ย้อนกลับไปเมื่อ 16 ปีที่แล้วโดยประมาณ
Tui : ตอนไหนที่เรารู้สึกว่าครีมตัวนี้มันปังขึ้นมา
Gab : จริง ๆ มันเกิดจากการที่เรานำเข้าครีมตัวนี้มาก่อน แล้วสต็อกมันล้น เป็นยุคแรกของบีบีครีมเขาเรียกว่าเพิ่งมาจากเกาหลีเลย เป็นครีมสำหรับผู้หญิงขี้เกียจอะ เหมือนรวบรวมระหว่างพวกเบส รองพื้น ครีมบำรุงกันแดด แล้วก็หลาย ๆ อย่างรวมเข้าไปอยู่ในตัวเดียว มันดังมาก ๆ แต่เราเอาเข้ามาขายเยอะล้นสต็อก เราก็เลยมีความคิดที่ว่า “เอ๊ะ ถ้าครีมทาหน้าได้ มันต้องทาตัวได้แน่นอนเพราะคุณภาพมันสูงกว่าผลิตภัณฑ์ทาตัวอยู่แล้ว” ก็ถามกับทางโรงงานว่าสูตรนี้ทาตัวได้มั้ย เขาบอกได้สิ ทาหน้าได้ทาตัวได้แน่นอน เราก็เอาไปจดแจ้งใหม่ มันกลายเป็นจุดที่เรียกว่าพลิกการตลาดฮะ พอเอามาพอกตัวแล้วมันเหมือนกับว่ามีแต่คนทักอะ ทำไมผิวดีจังเลย เราก็เลยคิดไอเดียพลิกเอามาทาตัวดีกว่า ซึ่งคุณพ่อไม่เห็นด้วยเลย ด่าด้วย เราก็เลยทำให้คุณพ่อเห็นว่าที่เขากำลังด่าเราอยู่มันจะขายและสร้างเงินได้เยอะแค่ไหน
Tui : เวลาในช่วงนั้นคุณแก๊ปใช้เวลากับการคิดผลิตภัณฑ์พวกนี้เยอะแค่ไหน
Gab : ก็ต้องเรียกว่าทำงาน 7 วันนะฮะ ไม่เคยได้หยุดเลย มันเป็นความที่รู้สึกที่เหนื่อยนะ แต่ก็รู้สึกว่าเราได้ชาเลนจ์ตัวเอง ปกติจะเป็นคนที่ชอบชาเลนจ์ตัวเองอยู่แล้ว เพราะว่าตั้งแต่เด็กยันโตเป็นคนที่ไม่เคยเที่ยวเลย-หมายความว่าไม่เที่ยวกลางคืน ไม่กินเหล้าสูบบุหรี่ เรียกว่ามีแพชชั่นมีเป้าหมายของตัวเองตลอดในทุกช่วงของชีวิต ตอนที่เรียนประถม ก็ตั้งเป้าไว้ว่าเราไม่ได้เรียนอย่างเดียว แต่เราอยากจะเป็นอะไรทำอะไรหรือว่าเราอยากเป็นแบบไหนเพราะเราเห็นพ่อเราเป็นพ่อค้าหรือเป็นนักธุรกิจตั้งแต่เด็ก พอเข้ามหาลัยปุ๊บเราก็ไม่ได้คิดว่าจะเรียนอย่างเดียว แต่เราคิดว่าเราจะต้องเป็นนักธุรกิจแล้วก็ทำธุรกิจไปด้วยขณะที่เราเรียนอยู่ พอเรียนจบปุ๊บจริง ๆ เราก็คิดย้อนไปกว่านั้นอีก แต่คือเหมือนกับว่าอาจจะไม่ได้โอกาสในการเรียนต่อแต่ก็โชคดีที่มีโอกาสในการทำงาน

Tui : แสดงว่าสำหรับแก๊ปแล้ว Work Life Balance เรียกว่าไม่มีเลย
Gab : ไม่มีอยู่จริงเลยฮะ (ยิ้ม) ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จไม่มีใครนั่งอยู่เฉย ๆ แล้ว Sucess อยู่แล้วอะ ทุกคนก็คงต้องใช้ความพยายาม สมมุติว่าระยะทางมันเท่ากันน่ะจะไปถึง แน่นอนว่าวิ่งต้องไวกว่าอยู่แล้วถูกไหมฮะ ไม่วิ่งก็ต้องกระโดดเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องใช้เวลาที่เรามีอยู่ทั้งหมด 7 วันให้เกิดประโยชน์ที่สุด
หลับตี3 ตี4 ตี5 บางวันไม่ได้หลับ ตอน Work Day เราทำงานที่ออฟฟิศ พอ Weekend ก็ต้องวิ่งหาตลาดต่อเลย มันก็ทำตลอดเวลาไม่ได้หยุด ทุกวันนี้ก็ทำอยู่ฮะ แต่ยังรู้สึกเสมอว่าเราอะยังไม่ไปถึงเป้าหมาย ถึงทุกคนจะบอกว่าประสบความสำเร็จแล้ว ส่วนตัวคิดว่ามันแค่ระดับเดียวเอง หมายความว่าเราตั้งเป้าไว้สูงกว่านั้นเยอะฮะ มองว่ายังไม่ได้ Sucess ขนาดนั้น เราคุยกับพี่น้องกันเองก็จะบอกกันว่าเรายังทำงานไม่สุดพลังเลยนะ เราสุดได้กว่านี้อีก
Tui : พอผ่านช่วงเวลาผลิตภัณฑ์บีบีครีม-ผ่านระดับห้าสิบล้านร้อยล้าน มาเริ่มแตะยอดหลักขายพันล้านเมื่อไหร่ครับ
Gab : ใช้เวลาจาก Cathy Doll ไม่เกิน 5 ปีก็พันล้านฮะ แต่ยังไม่รู้สึกว่า Sucess เลย รู้สึกว่าเราทำได้มากกว่านี้ รู้สึกว่าจริง ๆ โกลด์เรามันบียอนด์เป็นหมื่นด้วยซ้ำ ถึงบอกว่าเป็นคนที่ตั้งเป้าหมายไว้ในทุก ๆ ช่วงของชีวิต
Tui : ก่อนจะมาถึงปัจจุบัน ตอนที่ทำยอดได้แตะพันล้าน คุณพ่อเริ่มเชื่อในผลิตภัณฑ์ของเรารึยัง
Gab : เขาไม่เชื่อในตัวเราเลยฮะ เหมือนกับว่าทุกวันนี้เขาก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี คือไม่รู้ว่าคนที่ทำงานกับครอบครัวหรือกำลังทำงานกับพ่ออยู่เป็นเหมือนกันมั้ย ไอ้ธุรกิจที่พ่อยังอยู่แล้วเราก็ยังอยู่อะ มันไม่เคยลงรอยกันเลยฮะ เขาก็ไม่เคยคิดแบบเดียวกับที่เราคิดเลย แล้วเขาก็จะแบบว่าเคยประสบความสำเร็จในยุคของเขา แต่พอมายุคของเราปุ๊บหลาย ๆ อย่างอาจจะเปลี่ยนแปลงไป เรื่องของบริบทสังคมเทคโนโลยีอะไรต่าง ๆ แต่เขาก็ยังจะมีความคิดของเขา ต้องนั่งเถียงกันตลอดเวลา ตั้งแต่วันแรกที่เราทำสินค้ามา เขาไม่เชื่อเลย จนเราขายได้ตั้งเยอะแล้ววิ่งขายคนเดียวได้เงินมาเขาก็ยังไม่เชื่ออีกอยู่ดี

Tui : ตอนเด็ก ๆ คุณแก๊ปชอบนาฬิกามั้ย
Gab : จริง ๆ ชอบนะฮะ ส่วนตัวมองว่านาฬิกาคือแฟชั่น ตั้งแต่เด็กคุณแม่ขายมือถือด้วย ผมก็จะดูเวลาจากมือถือเป็นหลัก ไม่เคยมองจากนาฬิกาหรอก เพราะว่านาฬิกาบางทีก็ไม่ได้ตั้งเวลา อย่างเรือนที่ใส่มาวันนี้น้องตุ้ยก็บอกว่าไม่ได้ตั้งเวลา (หัวเราะ) ผมมองว่านาฬิกาเป็นเครื่องประดับที่ส่งเสริมการแต่งตัว เรามองว่าเป็นเครื่องประดับ เพราะฉะนั้นเราก็จะไม่ได้มองว่านาฬิกาใช้ดูเวลา แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นเครื่องประดับที่ทำให้เรามีบุคลิกที่แตกต่างในแต่ละวัน
Tui : จำนาฬิกาเรือนแรกที่ซื้อได้มั้ย
Gab : น่าจะเป็น Tag Heuer ตอนยุคเด็ก ๆ เลย เขาฮิตเป็นรุ่น Tag Heuer Formula 1 นาฬิกาสี ๆ ที่บ้านไปเที่ยวต่างประเทศแล้วซื้อให้ มีกับพี่ ๆ คนละเรือน
Tui : รุ่นนี้ล่าสุดลิซ่าหยิบเอามาใส่เมื่อปีที่แล้วจนฮิต
Gab : ถ้าเกิดทันยุคผมก็จะเคยผ่านนาฬิกาแบบนี้แน่นอน
Tui : แล้วนาฬิกาเรือนแรกที่ซื้อเองล่ะ ?
Gab : โอ้โห นานมากน่าจะตอนอยู่มหาลัยมั้งฮะ
Tui : พี่มีเงินตั้งแต่มหาลัยแล้วเหรอครับ
Gab : คือตอนที่อยู่มหาลัยก็ได้หาเงินได้เป็นแสนแล้วฮะ เพราะเราขาย wristband เป็นสายสายรัดข้อมือ ไม่อยากจะบอกว่าจริง ๆ หาได้เป็นล้านเลยนะ (หัวเราะ) นาฬิกาเรือนแรกที่ซื้อตอนอยู่มหาลัยเป็น Rolex ซึ่งหายไปแล้ว นาฬิกาหายเยอะมากเป็นคนเก็บของไม่ดีเลยฮะ (หัวเราะ) ทันมีนาฬิกาเรือนนึงที่มีคุณค่าต่อเรามาก ๆ เพราะว่าเป็นเรือนที่ได้ตอนประกวดงานชนะตอนอยู่มหาลัย หม่าม้าดีใจรีบไปซื้อ Corum Bubble Casino ก็หายไปเหมือนกัน


Ap Royal Oak 15500 Full Rose Gold
Tui : นาฬิกาที่พี่แก๊ปเอามา 4 เรือน ต้องบอกว่าผมแปลกใจมากแล้วก็รู้สึกพิเศษด้วย เรือนแรกที่พี่แก๊ปใส่มาวันนี้คือ
Gab : เป็น Ap Royal Oak 15500 Full Rose Gold จะบอกว่าทุกเรือนวันนี้คือรีเซลหมดเลยครับ (หัวเราะ) ไม่เคยซื้อนาฬิกาจากช็อปเลยเพราะว่าไม่มีเวลา ส่วนมากซื้อออนไลน์หมดเลยหมายความว่าเราดูตาม Line Open Chat หรือ Instagram แล้วพอเราอยากได้ปุ๊บก็นัดแล้วก็ไปเอาเลย
Tui : ทำไมถึงเลือกซื้อ Ap Royal Oak 15500 Full Rose Gold ครับ
Gab : พูดตรง ๆ ว่าซื้อตามกระแส เหมือนยุคหลัง ๆ Ap คนใส่กันเยอะ คือจริง ๆ แบรนด์ Ap ได้ยินมาตั้งแต่แบบเด็ก ๆ แล้ว แต่เป็นนาฬิกาที่เราจะจินตนาการถึงนาฬิกาของคนแก่ แต่เมื่อไม่กี่ปีก่อนมันค่อนข้างฮิตมาก ทั้งแบบบาง / แบบหนา / เรียกว่าหลายหลายรุ่นเป็นที่นิยมมาก ๆ จนเรารู้สึกว่าต้านทานกระแสไม่ไหว ต้องมีสักเรือน
ก็คิดต่อไปว่าถ้าเป็น Ap เรือนแรกของเราจะเป็นรุ่นไหนดี เราเป็นคนชอบอะไรที่ค่อนข้างคลีนหน่อย ไม่ค่อยชอบอะไรที่มันซับซ้อน แล้วเรามีเครื่องประดับที่เป็น Rose Gold เยอะ ก็เลยเลือกซื้อ Rose Gold ดีกว่า แล้วก็อยากได้หน้าเรียบ Chronograph เป็นเรือนที่มีความคล้ายเป็นกำไลข้อมือ เอาง่าย ๆ กลัวแก่ (หัวเราะ) เพราะว่าบางรุ่นของ Ap มันก็ดูมีอายุเนาะ เอาจริง ๆ ตั้งแต่ซื้อมาเห่อใส่ครั้งเดียว รอบนี้เป็นครั้งที่ 2 เองที่หยิบมาใส่ (หัวเราะ)
Tui : ปกติ Everyday On Hand ใส่นาฬิกาอะไรครับ
Gab : ปกติไม่ค่อยใส่นาฬิกานะครับ เพราะว่าจะใส่ก็ต่อเมื่อวันเรารู้สึกว่าอยากจะสไตล์ลิ่งตัวเองอะ แต่ต้องบอกน้องตุ้ยว่าเรือนที่เลือกมาวันนี้เป็นเรือนที่เรารู้สึกว่ามันมีเรื่องราวบางอย่าง Ap Royal Oak 15500 Full Rose Gold เป็นเรือนที่รู้สึกว่าซื้อเพราะกระแสละกัน

Patek Philippe Calatrava 5119r
Tui : เรือนที่ 2 ของพี่แก๊ปคือ Patek Philippe Calatrava 5119r
Gab : เรือนนี้เป็นเรือนของคุณพ่อครับ คุณพ่อให้คุณแม่ แล้วคุณแม่ก็ให้ผมอีกทีนึง ที่คุณแม่ให้เราอาจเป็นเพราะว่าพี่ชายกับพี่สาวแต่งงานออกไปอยู่กับครอบครัวแล้ว เขาก็ให้เรามามันมีคุณค่ามากเพราะว่าเป็นเรือนที่ครอบครัวได้มาตั้งแต่เมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว เห็นมาตั้งแต่ตอนเราเด็ก ๆ เลย ตอนนั้นก็ยังไม่รู้จัก
จนเหมือนกับเราโตขึ้นได้รู้ว่า Patek Philippe เป็นแบรนด์นาฬิกาที่เรียกว่าดีที่สุด แต่การที่เห็นตั้งแต่เด็ก มันทำให้เราเห็นสิ่งที่มากกว่าราคา มันมีเรือนที่แพงกว่านี้ตั้งเยอะตั้งแยะนะ แต่เรือนนี้มันมีคุณค่าทางจิตใจมาก เป็นตัวแทนของปะป๊าหม่าม้า ที่เหมือนกับว่าปะป๊าส่งทอดต่อให้หม่าม้าแล้วหม่าม้าก็ส่งมาให้เราอีกทีนึง สายนาฬิกาของจริงมันขาดไปแล้วนะ แต่หม่าม้าเอาไปเปลี่ยนสายอะไรมาก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่สายของมัน (หัวเราะ)
Tui : ใส่บ้างมั้ยครับเรือนนี้
Gab : จริง ๆ ชอบใส่ด้วย รู้สึกว่าเวลาใส่มันเหมือนเราใส่นาฬิกาวินเทจ มันดูเก๋ในในบางลุคที่บางทีเราแต่งเสื้อผ้าสตรีท

Rolex Op Pink 36mm
Gab : Rolex Op Pink 36mm เรือนนี้แฟนซื้อให้ ตั้งแต่เกิดมาอะเรามีแต่ซื้อให้แฟนตลอด แต่คืออันนี้เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่ามันอยู่ในใจอะฮะ เหมือนกับว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่แฟนซื้อนาฬิกาให้ เพิ่งได้มาเมื่อปีที่แล้ว เราคบกันมาประมาณ 2 ปีกว่า มันรู้สึกดี จริง ๆ เรามีนาฬิกาที่อาจจะแพงกว่านี้หรือดีกว่านี้ แต่เรือนนี้โคตรจะมีคุณค่ามากกว่าเรือนเหล่านั้นอีก

Rolex Daytona Platinum Ceramic Icy Blue
Tui : เรือนสุดท้ายน่าสนใจครับ Rolex Daytona Platinum Ceramic Icy Blue ทำไมถึงเลือกรุ่นนี้ครับ
Gab : เรือนนี้ซื้อเอง แต่ว่าแฟนเป็นคนแนะนำบอกว่าถ้าเราชอบ Rolex ก็ควรจะมีโมเดลนี้สักเรือนในคอลเลกชัน ก็เป็นเรือนที่เขาอยากให้เราซื้อแล้วกัน (หัวเราะ)
Tui : ตอนซื้อรู้สึกว่าแพงมั้ย
Gab : ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ว่ามีเงินเยอะนะ (หัวเราะ) แต่เหมือนกับว่าเราก็เป็นคนไม่รู้ราคา รุ่นไหนถูกรุ่นไหนแพงไม่รู้เลย
Tui : ผมจะบอกว่า Daytona เนี่ย ถ้าเป็นรุ่น Steel จะถูกว่า Gold แต่ถ้า Platinum คือรุ่นที่แพงที่สุด แล้วน้ำหนักคือโคตรหนัก
Gab : หนักมาก ตั้งแต่ซื้อมาไม่เคยใส่เลยแม้แต่ครั้งเดียว เป็นเรือนที่แฟนบอกว่าสวยนะ ก็กลายเป็นว่าเป็นเรือนที่ซื้อมาแบบงง ๆ แล้วเราก็คิดว่าแพงเหมือนกันนะ (หัวเราะ) แต่ก็เพราะว่าชอบสีฟ้า แล้วก็ได้ยินมาว่าคนใส่ Rolex ต้องมี Daytona สักเรือน
Tui : ต้องบอกว่า Daytona เป็นซีรีส์ที่สูงที่สุดของ Rolex เลยครับ

Tui : วันนี้พี่แก๊ปมีนาฬิกาเยอะขนาดนี้ปีหน้าคิดว่าจะซื้อเรือนไหนอีกครับ
Gab : เอาจริง ๆ เป็นคนที่ไม่ได้มี Expextation ว่าต้องซื้ออะไร มันตามอารมณ์ประมาณว่าช่วงนี้อาจจะเสพแฟชั่น ดูพวก Fashion Blogger ต่างประเทศ สมมุติว่าช่วงนี้เขาใส่อะไรคู่กับอะไรแล้วสวย บางทีก็ไม่ได้ซื้อนาฬิกา ก็จะซื้อเป็นเครื่องประดับเป็นกำไล มันอยู่ที่อารมณ์ของเราในช่วงนั้น ๆ เลยว่าการแต่งตัวแบบไหนกำลังมา จากนั้นเราก็จะพยายามหานาฬิกาที่มันตอบโจทย์กับอารมณ์เสื้อผ้านั้นตอนนั้น
Tui : เวลาที่เปลี่ยนไปการที่ได้อยู่กับ Karmart พี่เติบโตหรือรู้สึกว่าตัวเราเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้างครับ
Gab : รู้สึกเติบโตขึ้นนะฮะ แล้วก็ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง จริง ๆ การทำงานมันมันหล่อหลอมให้เรามีประสบการณ์แหละ แล้วประสบการณ์มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าเรามีความนิ่งมากขึ้น เวลามันทำให้รู้สึกว่าเมื่อเราโตขึ้นเวลามันสั้นลงอะ ไม่รู้เป็นเหมือนกันทุกคนหรือเปล่านะ ตอนเด็ก ๆ ตอนที่แบบเราอยู่ประถมหรือมัธยมจะรู้สึกว่าเวลามันนานจังเลยในการผ่านไปแต่ละเทอม
แต่พอมันเราอยู่ในช่วงวัยที่เขาเรียกว่าอาจจะเริ่มเกินกลางคนไปละ ทุกอย่างมันเร็วมาก ยิ่งเราทำงานอย่างงี้มันแปปเดียว มันเหมือนทำงานแข่งกับเวลา เวลามันไม่พอเลย เลยทำให้รู้สึกว่าเวลามันมีค่ามากสำหรับเรา อยากจะทำหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน สมมุติว่าเราเข้าห้องน้ำเราก็อยากจะคุยงานไปด้วย ดูมือถือ ทำอะไรหลาย ๆ อย่าง หรือแม้กระทั่งว่าเวลาเราไปเที่ยวก็อยากทำงานในเวลาที่เราเที่ยวด้วย คือไม่อยากจะไปแบบรู้สึกว่าฉันไปเที่ยว ไปต่างประเทศไม่เคยเกิน 5 วันเลย
Tui : โห ชีวิตคุณแก็ปก็เร่งรีบมากเลย
Gab : เร่งรีบมากฮะ ประชุมเร็ว คุยเร็ว กินอาหารเร็ว เพราะรู้สึกว่าเวลามันมีค่ามาก ๆ
Tui : จุดสูงสุดที่อยากจะพา Karmart ไปของคุณแก๊ปคือตรงไหน
Gab : เราอยากจะพา Karmartt ไปอยู่ให้ครบทุกทวีป อาจจะมีหลายแบรนด์ตอนนี้ก็จริง อาจจะไม่ต้องไปอยู่ที่เมืองนอกหมด แต่หมายความว่าเราอาจจะมีแบรนด์ของเราในหลากหลายรูปแบบ หลากหลายความต้องการกระจายไปอยู่ครอบคลุมทุกทวีปทั่วโลก ความฝันคืออยากมีแบรนด์ของเราไปอยู่ที่ตลาดอเมริกายุโรปบ้าง
อาจจะไม่ได้มองถึงขั้นว่าต้องไปอยู่ในห้างเคาน์เตอร์แบรนด์ แต่ไปอยู่ตามร้านรีเทลต่างประเทศ คนเห็นปุ๊ปแล้วรู้สึกออกมาว่า “เฮ้ย เนี่ยคือ T Beauty นะ” คือสินค้าของคนไทย พวกของที่หิ้วหรือของนำเข้าจากต่างประเทศ คนไทยจะมองว่าคือของดีถูกไหมฮะ เราก็อยากเป็นแบรนด์นึงของคนไทยเหมือนกันที่คนหาซื้อใช้กัน แล้วคนไทยทำไมถึงจะไม่ซื้อใช้บ้าง ก็เหมือน K Beauty, J.Beauty อย่างตอนนี้ C Beauty หรือ China Beauty มาแรงมาก คนในประเทศจีนนิยมใช้แบรนด์จีนของเขาเอง ทำให้ยอดขายเครื่องสำอางฃยุโรปหรือของเกาหลีที่ไปขามียอดขายลดลง
ช่วงนี้ T Beauty คนไทยเริ่มรู้ว่าสินค้าไทยมีคุณภาพนะ ไม่แพ้เคาน์เตอร์แบรนด์เลย ในราคาหลักร้อย และเราไม่ได้มองผู้ประกอบการเครื่องสำอางไทยหรือแบรนด์อื่นเป็นคู่แข่งนะ เรามองเป็นหนึ่งในฟันเฟือง เป็นหนึ่งในพันธมิตร คนที่ช่วยอุตสาหกรรม มันต้องช่วยกัน Build Up อุตสาหกรรม
เขาเรียกว่าภูมิใจในเครื่องสำอางของคนไทย เราอยากให้เหมือนกับว่าหันมาใช้เครื่องสำอางคนไทยแล้วก็ต่างประเทศก็อยากจะใช้เครื่องสำอางคนไทย แล้วก็อยากจะช่วยช่วยพาเอาเครื่องสำอางคนไทยแหละไปอยู่ต่างประเทศด้วยการเกาะกลุ่มกันไป เราก็อยากจะไปอยู่ถึงจุดจุดนั้นให้ได้อย่าง

Tui : คุณแก๊ปคิดว่าจะมีวันเกษียณมั้ยครับ
Gab : นั่นสิ กำลังคิดอยู่เหมือนกัน คุณพ่อทุกวันนี้ก็ยังทำงานอยู่ เราก็เคยคิดเหมือนกันว่า เราอาจจะทำงานสักถึง 50-60 มั้ยแล้วค่อยเกษียณ แต่ชีวิตเรามันทำงานทุกวัน วันไหนที่ไม่ทำแล้วก็อาจจะเหงานะ
Tui : จะบอกว่าตัวเองเป็นคนบ้างานเลยเปล่า
Gab : อย่าเรียกว่าบ้างานเลย เหมือนกับเราคิดได้ตลอดเวลา เจออุปสรรคก็ไม่รู้สึกว่าเครียดขนาดนั้น ถามว่าเครียดมั้ยก็เครียดแหละ แต่เราก็ยังสนุกกับมันอยู่มาก ๆ ก็รู้สึกว่ามันมีความสุขทุกวันที่ได้ไปทำงาน อยากจะไปทำงานทุก ๆ วัน
Tui : แต่ถ้าถามว่าชีวิตมีเวลาว่างอะอยากทำอะไร
Gab : จริง ๆ ก็ดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย รู้สึกว่าพอเริ่มแก่ขึ้นมันก็จะมีเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บเนาะ แล้วก็ช้อปปิ้งบ้างเพื่อเสริมบุคลิกภาพตัวเองดูดี แล้วก็อีกอันนึงก็คือมีแฟนเป็นหมอผิวหนังใช่ไหมฮะ เราก็ต้องทำหน้า ขึงตัวเองตลอดเวลา
Tui : ถ้าสามารถเลื่อนไปดูชีวิตตัวเองช่วงเวลาไหนก็ได้ พี่อยากไปดูชีวิตตอนอายุประมาณเท่าไหร่
Gab : คำถามนางงามมาก (หัวเราะ) เอางี้ละกัน คือจริง ๆ ที่บอกไปตอนต้นแล้วว่าเป็นคนที่โคตรจะตั้งใจในทุก ๆ ช่วงของชีวิต มีการวางแผน ตั้งเป้า แล้วทำตามด้วยสเต็ปจริง ๆ เพราะว่าเราไม่เคยมองอุปสรรคอะ เป็นคนที่มองแต่ Solution เราต้องมองว่าเราจะแก้ไขปัญหายังไงมันถึงไปข้างหน้าได้
ถ้าถามว่าอยากไปดูช่วงเวลาไหนของชีวิต จริง ๆ แล้วเราไม่ได้อยากเลื่อนไปดู เพราะเรารู้สึกว่าทุกช่วงของชีวิตไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ความรัก เรื่องครอบครัว เราเป็นคนที่ทำเต็มที่อะ โคตรจะ 100% เลิกกับแฟนทุกคนไม่เคยเสียใจเลย ร้องไห้วันเดียวแล้ววันต่อไปก็คือสามารถที่จะเหมือนทำงานได้เลย ไม่เคยเอามาพ่วงเรื่องงาน เพราะเรารู้สึกว่าเราทำเต็มที่มาก ๆ เรื่องงานก็เช่นกันฮะ เวลาเราทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา เราคิดทบทวนดีแล้วว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เราทำดี หรือแม้กระทั่งตอนเด็กตอนประถมอะ เราขายของเราทำธุรกิจแต่ตอนเด็ก เราคิดไว้เยอะแยะมากมายว่าเราไม่ได้เรียนเหมือนคนอื่นแต่เราทำงานไปด้วย หรือตอนมหาลัยประกวดงานทำงานทำธุรกิจทำหลายอย่างด้วยกัน มันคิดไว้ดีมากแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่อยากจะดูอยากจะดูอนาคตตัวเองมากกว่ากว่าว่าในอนาคตน่ะเราจะไปได้ไกลสักแค่ไหน

(จากซ้ายไปขวา) Piaget Polo, Kudoke No.3, Ophion Velos, Breguet Type xx
Tui : ถ้าให้เลือก 1 เรือนให้ฟรี ๆ แบบไม่มีเงื่อนไข เรือนไหนเป็นเรือนที่พี่แก๊ปอยากใส่มากที่สุด เพราะว่าอะไรครับ
Gab : ถ้าเป็นจังหวะชีวิตตอนนี้ ก็จะเป็น Piaget Polo ถ้าเทียบกับเรือนอื่นในนี้มันมีความเรียบที่สุด เหมาะกับการแต่งตัวช่วงนี้ที่มีความสตรีทมากขึ้น ไม่ได้แต่งตัวลายเยอะเหมือนเมื่อก่อน เพราะฉะนั้น อยากจะใส่อะไรแล้วให้มันดูส่งบุคลิกภาพของตัวเองฮะ
